5 เหตุผลที่นักท่องเที่ยวที่มาญี่ปุ่นต้องไปเยือนสวนนารา!

  • จุดเยี่ยมชม
  • นารา
  • แม้ว่านาราจะเป็นถึงเมืองหลวงในอดีตแห่งหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น แต่ก็มักถูกมองข้ามไปเนื่องจากนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ต่างสนใจเมืองยอดนิยมอย่าง “โอซาก้า” และ “เกียวโต” กันมากกว่า อย่างไรก็ตาม ที่นี่ก็มีสถานที่อันน่าภาคภูมิใจและเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ควรไปเยือนอยู่ นั่นคือ สวนนารา (Nara Park) หรือที่เรียกเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า Nara Koen ซึ่งไม่ได้มีแค่ต้นไม้หรือดอกไม้เท่านั้น ด้วยพื้นที่กว่า 600 เฮกตาร์ (รวมบริเวณที่เป็นศาสนสถานทั้งหมด) สวนแห่งนี้จึงมีอะไรให้ดูให้ทำมากมาย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือดาวเด่นอย่างฝูงกวางแสนน่ารักนั่นเอง ใครที่ยังไม่มีแผนจะไปเยือนที่นี่ ลองอ่านบทความนี้ดู แล้วคุณอาจสนใจไปแบบทริปหนึ่งวันดูซักครั้ง

    1. ฝูงกวางที่เดินเล่นอย่างอิสระ

    nara-3deer

    รูปของผู้เขียน

    จุดเด่นหลักที่ทำให้ที่นี่มีชื่อเสียง ได้แก่ ฝูงกวางกว่า 1,200 ตัวที่โลดแล่นอยู่ภายในสวนอย่างอิสระ และยังค่อนข้างเชื่องเนื่องจากคุ้นเคยกับมนุษย์เป็นอย่างดี ซึ่งแตกต่างจากกวางที่ขี้อายและตื่นคนที่หลายคนรู้จัก

    มีตำนานว่าหนึ่งในเทพทั้งสี่แห่งศาลเจ้าคาชิมะได้มาเยือนนาราโดยมีพาหนะเป็นกวางขาวอันสง่างาม ซึ่งเป็นภาพที่พบเห็นได้ในงานศิลปะที่จัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาตินารา (Nara National Museum) จึงเกิดเป็นความเชื่อว่ากวางเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์มาจนกระทั่งถึงช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง โดยในอดีตเมื่อนานมาแล้วมีโทษสำหรับผู้ที่ฆ่ากวางเหล่านี้ถึงขั้นประหารชีวิต ยกเว้นในจังหวัดชิกะที่อยู่ไม่ไกลกัน (ซึ่งมีปัญหาเรื่องกวางมีจำนวนมากเกินไป) ซึ่งมีการอนุญาตให้ล่ากวางได้ และมีการนำเนื้อกวางมาใช้ในเมนูพิเศษของร้านแกงกะหรี่ชื่อดังอย่าง CoCo Curry House ด้วย

    nara-antlers

    รูปของผู้เขียน

    กวางเหล่านี้ คือ สิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี โดยสามารถซื้อขนมสำหรับกวางที่เรียกว่า shika senbei มาให้กวางกินได้ และกวางเหล่านี้ยังมีชื่อเสียงจากการโค้งคำนับอย่างสุภาพก่อนที่จะรับขนมมากินจนได้ชื่อว่าเป็น “กวางโค้งคำนับ” อีกด้วย แต่กวางบางตัวก็ไม่ได้เป็นมิตรนักและอาจยื่นหน้าเข้ามาหาของกินตามกระเป๋าเสื้อหรือกางเกงของนักท่องเที่ยว หรือแม้แต่พุ่งเข้ามากินขนมเมื่อเห็นว่าอยู่ไกลจนเอื้อมไม่ถึงได้ ซึ่งหากเจอกวางดุ ๆ แบบนี้ก็ไม่ต้องตกใจไป แค่อยู่นิ่ง ๆ เข้าไว้ก็พอ ทั้งนี้กวางที่นี่ส่วนใหญ่จะถูกตัดเขาไว้ จึงแทบไม่เป็นอันตรายใด ๆ แต่หากไปเจอตัวที่ยังไม่ได้ตัดเขาก็ระวังอย่าเข้าไปใกล้เกินไปล่ะ!

    2. วัดโทไดจิ (Todaiji Temple)

    nara-todajitemple

    รูปของผู้เขียน

    อีกหนึ่งไฮไลท์ของสวน Nara ได้แก่ วัดโทไดจิ ซึ่งเป็นที่ตั้งของอาคารไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก คือ Daibutsuden หรือ วิหารพระใหญ่ ที่จริงแล้วในอดีตวิหารแห่งนี้เคยมีขนาดใหญ่ยิ่งกว่านี้ แต่ถูกไฟไหม้ไปสองครั้งจนมีการสร้างใหม่ขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 1700 โดยมีขนาดประมาณ 2 ใน 3 ของขนาดเดิมดังที่ปรากฏในปัจจุบัน โดยมีความสูงประมาณ 50 เมตร ยาวประมาณ 50 เมตร และกว้างประมาณ 60 เมตร แม้กระนั้นก็ยังคงเป็นอาคารที่ดูสง่างามน่าประทับใจ และยังเป็นหนึ่งในศาสนสถานเพียงไม่กี่แห่งในญี่ปุ่นที่อนุญาตให้ถ่ายภาพด้านในตัววิหารได้อีกด้วย

    สำหรับองค์พระประธานนั้นก็มีความสูงถึงเกือบ 15 เมตร น้ำหนักกว่า 500 ตัน และความกว้างช่วงไหล่ประมาณ 11 เมตร พร้อมร่องรอยที่จักรพรรดิโชมุได้ทิ้งไว้ในองค์พระ นั่นคือ ดาบสองเล่มที่ฝังไว้บริเวณพระชานุ (เข่า) ซึ่งค้นพบจากการถ่ายภาพเอ็กซเรย์เมื่อปี 2010

    นอกจากนี้ ยังมีประติมากรรมขนาดย่อลงมาอีกหลายชิ้น รวมถึงรูเจาะทะลุบนโคนเสาต้นหนึ่งภายในวิหารที่สามารถลอดผ่านได้…ถ้าผอมพอนะ! วัดแห่งนี้มีค่าเข้าชมอยู่ที่ 500 เยนสำหรับผู้ใหญ่ (ขึ้นเป็น 600 เยนในปี 2018) และ 300 เยนสำหรับเด็กชั้นประถม (ราคาเท่าเดิมในปี 2018)

    3. ศาลเจ้า Kasuga Taisha และผืนป่าโบราณแห่ง Kasugayama

    nara-kasuga

    รูปของผู้เขียน

    สถานที่ทั้งสองนี้อยู่ในจุดที่ค่อนข้างไกลออกไปสักหน่อย ซึ่งผู้เขียนเองคิดว่าเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับเป็นจุดเริ่มต้นในการท่องเที่ยวภายในบริเวณนี้ เนื่องจากคนส่วนใหญ่จะเข้าสวนจากฝั่งตะวันตก ทำให้มีแออัดและอึกทึกวุ่นวายเป็นอย่างมาก ขณะที่ฝั่งตะวันออกนั้นจะเงียบสงบและได้บรรยากาศมากกว่า จึงเป็นจุดที่เหมาะเป็นพิเศษสำหรับผู้ที่เคยไปเยือนหออนุสรณ์ภาพถ่าย Irie Taikichi Memorial Museum of Photography ที่อยู่ใกล้ ๆ มาแล้ว

    เส้นทางสู่ศาลเจ้านั้น มีโคมไฟหินอันสวยงามเรียงรายอยู่กว่า 2,000 ดวง ซึ่งหากมีการจุดไฟด้วยก็จะยิ่งงดงามน่าประทับใจมากยิ่งขึ้น ส่วนหลังคาของศาลเจ้านั้นก็ทำจากไม้สนไซเพรสสีเข้มซึ่งกลมกลืนกับผืนป่าเบื้องหลังได้อย่างลงตัว ถึงตอนนี้หากผู้อ่านยังจำตำนานเรื่องกวางขาวที่กล่าวถึงข้างต้นได้ จะขอเล่าต่อว่าผู้ที่อัญเชิญเทพองค์นั้นมาได้แก่ ตระกูลฟูจิวาระ (Fujiwara – ซึ่งเป็นตระกูลขุนนางผู้มีอำนาจในช่วงศตวรรษที่ 8) และศาลเจ้า Kasuga Taisha ก็ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นศาลเจ้าประจำตระกูลนี้นั่นเอง

    nara-forest

    รูปของผู้เขียน

    ป่าโบราณแห่งนี้ (มีความเก่าแก่ตั้งแต่ยุคแรกเริ่มของประวัติศาสตร์) มีการปิดไม่ให้เข้ามาเป็นเวลากว่าพันปี โดยในปี 841 มีคำสั่งห้ามตัดไม้และล่าสัตว์ในป่าแห่งนี้ ทำให้ผืนป่าของที่นี่ยังคงสภาพดั้งเดิมโดยแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยมาจนถึงปัจจุบัน และเป็นแหล่งพักพิงให้กับสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์สงวน ซึ่งแม้ว่าจะมีการห้ามไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าไปในพื้นที่อันศักดิ์สิทธิ์นี้ แต่การได้ยืนมองอยู่ไกล ๆ ก็สามารถสัมผัสถึงบรรยากาศมืดครึ้มและเงียบสงบอันน่าประทับใจได้เป็นอย่างดี

    4. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาตินารา (Nara National Museum)

    nara-museum

    รูปของผู้เขียน

    พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่ภายในพื้นที่สวนนาราและเป็นแหล่งรวบรวมงานพุทธศิลป์ในประวัติศาสตร์แหล่งใหญ่แห่งหนึ่ง โดยมีทั้งนิทรรศการถาวรและนิทรรศการชั่วคราวที่สามารถตรวจสอบกำหนดการได้จากเว็บไซต์ และแม้จะไม่มีเวลาเดินชมส่วนหลักด้านใน แต่ก็มีกิจกรรมเล็กน้อยบางอย่างที่สามารถทำได้ฟรี รวมถึงการชมตัวอาคารหลักซึ่งมีสถาปัตยกรรมอันน่าตื่นตาตื่นใจ

    5. วัด Kofukuji และเจดีย์หลังคาห้าชั้น

    ปกติแล้วที่นี่เป็นจุดแรกที่นักท่องเที่ยวจะแวะชมเมื่อเดินทางมายังเขตสวนนาราในวัด Kofukuji ซึ่งอยู่บนเส้นทางจากสถานีรถไฟไปยังเขตสวน วัดแห่งนี้มีอายุครบรอบ 1,300 ปีไปเมื่อปี 2010 อย่างไรก็ตาม เจดีย์ที่เป็นมุมถ่ายรูปยอดนิยมนั้นมีอายุเพียง 600 ปีเท่านั้น เนื่องจากในอดีตเคยถูกไฟไหม้จนพังเสียหายไปถึงห้าครั้ง

    สรุป

    ทั้งหมดที่ได้เล่าไปนั้นเป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น! เพราะยังมีสถานที่อีกหลายแห่งที่ผู้เขียนยังไม่เคยไป ไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ Kokuho-Kan ของวัด Kofukuji, วิหาร Tokondo, หอระฆังยักษ์, พิพิธภัณฑ์วัดโทไดจิ รวมถึงวัด สวน และอื่น ๆ อีกมากมายในบริเวณสวนแห่งนี้ สำหรับผู้ที่มีเวลาเพียงวันเดียวก็พอจะไปได้เกือบทุกที่ตามที่กล่าวถึงไป (โดยเฉพาะคนที่ชอบการเที่ยวแบบเดินเล่นแบบชิล ๆ ) แต่หากมีเวลามากกว่านั้น (รวมถึงมีเวลาไปเที่ยวสถานที่นอกเขตสวนแห่งนี้) ก็จะยิ่งดีกว่านี้ ทั้งนี้สวนนาราเป็นสถานที่ที่เปี่ยมทั้งประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ศาสนา และเหนือสิ่งอื่นใดคือธรรมชาติอันงดงาม ซึ่งหากใครไม่ได้ซื้อ shika-senbei ใส่กระเป๋าไว้จนมีเศษขนมตกค้างอยู่ ก็ถือได้ว่าคนนั้นยังไปไม่ถึง Nara Park อย่างแท้จริง!

    เว็บไซต์สวนนารา *เฉพาะภาษาอังกฤษ

    Location: