4 “รสชาติแห่งฤดูใบไม้ร่วง” : ช่วงเวลาที่อาหารอร่อยที่สุดในประเทศญี่ปุ่น

  • ย่านต่างๆ
  • อาหาร
  • เมื่อฤดูใบไม้ร่วงที่สวยงามมาเยือนประเทศญี่ปุ่น สภาพแวดล้อมต่าง ๆ ก็ได้ถูกเปลี่ยนให้เป็นสีแดง ส้ม และเหลือง ความร้อนในช่วงฤดูร้อนเริ่มค่อย ๆ จางหายไป ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยเพิ่มความอยากอาหาร ควบคู่ไปกับช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่เป็นฤดูเก็บเกี่ยววัตถุดิบสำหรับอาหารหลากหลายประเภท ถึงกับมีคำในภาษาญี่ปุ่นที่ว่า “aki no mikaku (秋の味覚)” ซึ่งแปลว่า “รสชาติของฤดูใบไม้ร่วง” และคำนี้เองที่ใช้ในการอธิบายอาหารสำหรับช่วงเวลานี้ได้เป็นอย่างดี

    แม้ว่าจะไม่มีรายชื่อส่วนประกอบที่เป็นมาตรฐานอย่างเป็นทางการว่าสิ่งไหนบ้างที่ตรงกับคำจำกัดความของ “รสชาติของฤดูใบไม้ร่วง” และสิ่งที่เราจะบอกต่อในด้านล่างนี้คือ 4 วัตถุดิบหลักที่พบได้ในอาหารช่วงฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งคุณควรลองชิมในขณะอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น:

    1. ปลาซันมะ (秋刀魚/ Sanma)

    เมื่อพูดถึง “รสชาติของฤดูใบไม้ร่วง” สิ่งแรกที่จะคิดถึงคงไม่พ้นปลาซันมะอย่างแน่นอน ที่มาเกี่ยวกับชื่อภาษาญี่ปุ่นนั้นมีสองทฤษฎีเกี่ยวกับที่มาของชื่อซันมะ ข้อแรกเกี่ยวข้องกับลักษณะของตัวปลา ที่มีลักษณะยาวและแคบ ซึ่งชื่อเดิมคือ ซามานะ (samana 狭真魚) และเกิดการผันเสียงกลายเป็น “ซันมะ” ประการที่สองมาจากนิสัยการว่ายน้ำกันเป็นกลุ่มใหญ่ เรียกว่า ซาวันมะ (sawanma 沢魚) ซึ่งได้รับการเปลี่ยนเป็น “ซันมะ” ในภายหลัง ชื่ออักษรคันจิที่ใช้อยู่นั้นมาจากในยุคไทโช ซึ่งหมายถึง ปลาที่ดูคล้ายมีดที่สามารถหาได้ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนั่นเอง

    ปลาซันมะส่วนใหญ่จะได้มาจากน่านน้ำในประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางตอนเหนือของมหาสมุทรแปซิฟิค ด้วยเหตุนี้เอง 3 จังหวัดที่จับปลาซันมะได้มากที่สุดจึงได้แก่ จังหวัดฮอกไกโด จังหวัดมิยากิ และจังหวัดอิวาเตะ เนื่องจากอายุขัยสั้นและยากที่จะจับได้แบบเป็น ๆ และมีความต้องการน้อยสำหรับการเพาะเลี้ยงในฟาร์ม ทั้งนี้การทานปลาซันมะจะมีลักษณะที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับสถานที่และช่วงเวลา ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณอยู่ในฮอกไกโด ช่วงฤดูกาลปลาซันมะจะอยู่ในช่วงระหว่างปลายเดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม ในขณะที่อาโอโมริ จะมีขึ้นระหว่างเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน สำหรับอิวาเตะ มิยากิ และฟุคุชิมะ คือ ช่วงเดือนพฤศจิกายน

    ปลาซันมะย่างเกลือ (Sanma no shioyaki)

    ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงวิธีที่นิยมมากที่สุดในการปรุงปลาซันมะ คือ วิธีการย่างเกลือ โดยเราจะทานปลาซันมะคู่กับมะนาวหรือส้ม พร้อมกับซอสถั่วเหลืองและหัวไชเท้าขูด นอกจากนี้ มีปลาซันมะในรูปแบบของอาหารกระป๋องอีกด้วย ซึ่งเป็นปลาปรุงสุกในแบบ kabayaki (คล้ายปลาไหลย่าง) เช่น ต้มในซอสถั่วเหลือง เป็นต้น ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาการทานแบบซาชิมิก็เริ่มได้รับความนิยมเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วง และถ้าปลามีปริมาณไขมันน้อยก็จะนำไปทำเป็นโอชิซูชิ (押し寿司) (ซูชิอัด หรือ ซูชิกด)

    หากใครมาเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงฤดูใบไม้ร่วง อย่าลืมที่จะลองหาเมนูปลาซันมะที่มีขายตามร้านอาหารอยู่มากมาย

    นุกะซันมะ (Nukasanma)

     

    View this post on Instagram

     

    A post shared by aoiumi (@1snow8) on

    นุกะซันมะ (Nukasanma) มีที่เมืองคุชิโระ จังหวัดฮอกไกโด โดยคนที่นี่จะหมักปลาซันมะไว้ในรำข้าว ถ้าคุณได้อ่านการ์ตูน ยอดนักปรุงโซมะ (Shokugeki no Souma) อาหารจานนี้เป็นหนึ่งในอาหารจานหลักของเรื่องเช่นกัน

    คามิซันมะ (Kamisanma)

     

    View this post on Instagram

     

    A post shared by @bluesman0720 on

    คามิซันมะ (Kamisanma) สามารถพบได้ในเมืองคุมาโนะ จังหวัดมิเอะ โดยจะมีการเตรียมปลาซันมะแบบวิธีดั้งเดิม ด้วยการปรุงรสด้วยเกลือก่อน จากนั้นนำไปรมควัน เป็นอาหารจานพิเศษที่เหมาะกับการทานพร้อมข้าวสวย

    ซันมะ โนะ ฮิระคิโบชิ (Sanma no Hirakiboshi)

     

    View this post on Instagram

     

    A post shared by miho (@tag_miho) on

    ซันมะ โนะ ฮิระคิโบชิ (Sanma no Hirakiboshi) สามารถพบได้ที่เมืองอะคาชิ จังหวัดเฮียวโงะ ที่นี่นำปลาซันมะมาเลาะก้างปลาออก พร้อมเปิดแผ่ด้านในก่อนนำไปตากแห้ง และไม่ได้มีการเติมเครื่องปรุงรสใด ๆ จึงถือว่าเป็นวิธีการบริโภคปลาที่ดีต่อสุขภาพ

    ในเมืองโอฟุนาโตะ จังหวัดอิวาเตะ มีราเม็งท้องถิ่นว่า ซันมะราเม็ง สามารถพบได้ในร้านอาหารต่าง ๆ ในเมือง โดยแต่ละร้านอาหารจะมีการเสิร์ฟปลาซันมะที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับประเภทของร้านอาหาร เช่น บางร้านจะเสิร์ฟปลาซันมะย่างเกลือโดยวางอยู่ด้านบนของราเม็ง ในขณะที่อื่น ๆ อาจจะเสิร์ฟแบบ kanroni (การเคี่ยว) ซึ่งเป็นการนำปลาซันมะมาปรุงรสด้วยซอสถั่วเหลืองและน้ำตาล สำหรับเมนูที่หาทานได้ยาก คือ sanma no hone senbei ซึ่งเป็นการทอดส่วนของก้างปลาให้กรอบคล้ายกับข้าวเกรียบ

    นอกจากนี้ ยังมีงานเทศกาลปลาซันมะในเดือนกันยายนของทุกปีที่โตเกียว โดยมีชื่องานว่า Meguro no Sanma Matsuri ซึ่งจัดขึ้นที่ถนนช้อปปิ้งหน้าสถานีรถไฟเมกุโระ เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2018 มีการใช้ปลาซันมะจำนวน 7,000 ตัวจากเมืองมิยาโกะ จังหวัดอิวาเตะ มาย่างและแจกฟรีสำหรับผู้เข้าร่วมงานเทศกาลนี้

    นอกจากนี้ ยังมีงานเทศกาลปลาซันมะในเดือนกันยายนของทุกปีที่โตเกียว โดยมีชื่องานว่า “Meguro no Sanma Matsuri” (เฉพาะภาษาญี่ปุ่น) ซึ่งจัดขึ้นที่ถนนช้อปปิ้งหน้าสถานีรถไฟเมกุโระ มีการใช้ปลาซันมะจำนวน 7,000 ตัวจากเมืองมิยาโกะ จังหวัดอิวาเตะ มาย่างและแจกฟรีสำหรับผู้เข้าร่วมงานเทศกาลนี้ โดยเฉลี่ยแล้วในแต่ละปีจะมีผู้เข้าร่วมประมาณ 30,000 คน

    2. เกาลัด (栗/ Kuri)

    เกาลัด คือ อาหารประจำฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งสามารถพบได้ในเกือบทุกจังหวัดในประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากเกาลัดสามารถเจริญเติบโตได้ในช่วงอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 10 ถึง 14 องศาเซลเซียส และไม่ต่ำกว่า -20 องศาเซลเซียส ในแง่ของปริมาณการผลิตมี 3 จังหวัดใหญ่ ๆ ที่พบได้มาก ได้แก่ จังหวัดอิบารากิ, จังหวัดคุมาโมโตะ และจังหวัดเอฮิเมะ ในขณะที่เขตภูมิภาคทัมบะ (Tanba Region) ซึ่งประกอบด้วยเขตการปกครอง 3 จังหวัด คือ จังหวัดเกียวโต, จังหวัดโอซาก้า และจังหวัดเฮียวโงะ นอกจากนี้เมืองโอบุเสะ ในจังหวัดนางาโนะ มีชื่อเสียงเรื่องคุณภาพของเกาลัดที่ดีเยี่ยม

    หากวางเกาลัดไว้ที่อุณหภูมิห้องอาจทำให้เสียได้ง่าย เนื่องจากเกิดการติดเชื้อโรคที่มาจากแมลงได้ ดังนั้น ควรนำเกาลัดสดที่ยังไม่ได้แกะไปตากแดดก่อน เพื่อลดความชื้นภายในเกาลัดนั่นเอง ต่อจากนั้นให้นำเกาลัดไปห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ก่อนนำไปใส่ในถุงพลาสติกและแช่เย็นตามปกติ แต่ถ้าเป็นเกาลัดต้มควรนำไปแช่ในช่องแช่แข็ง เพราะในระหว่างที่แช่เย็นนั้นเกาลัดจะเริ่มสุกและมีความหวานเพิ่มขึ้นตามระยะเวลา อย่างไรก็ตามช่วงที่เกาลัดสุกก็ไม่ควรปล่อยไว้นานเกิน 1 เดือน เนื่องจากเกาลัดอาจขึ้นราได้ เนื่องจากเปลือกของเกาลัดแกะออกได้ยาก จึงขอแนะนำให้นำเกาลัดแช่ไว้ในน้ำอุ่นสักพักจนผิวเปลือกอ่อนลง จากนั้นแกะส่วนล่างออกด้วยมีดก่อนแล้วคุณจะแกะด้วยมือได้ง่ายขึ้น

    คุริโกฮัง (Kuri gohan)

    เกาลัดสามารถนำมาทำอาหารได้หลากหลายชนิดทั้งอาหารคาวและอาหารหวาน อาหารคาวที่นิยมมากที่สุดในช่วงฤดูใบไม้ร่วง คือ ข้าวอบเกาลัด (kuri gohan) และ ข้าวเหนียวอบเกาลัด (kuri okowa) ความแตกต่างระหว่างอาหารทั้ง 2 จานนี้ คือ ชนิดของข้าวนั่นเอง ในการทำอาหารจานนี้จะต้องปอกเปลือกเกาลัดและวางกระจายอยู่ในข้าวที่มีสาเกหรือมิริน (หรือใส่ทั้งสาเกและมิรินก็ได้) จากนั้นหุงข้าวให้สุก โดยปกติแล้วจะไม่ตัดเกาลัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ และจะทานทั้งชิ้น บางสูตรจะใช้น้ำซุปดาชิ (dashi) ที่ทำจากสาหร่ายคอมบุ (konbu) ร่วมด้วย เพื่อเพิ่มรสชาติให้ข้าวและโรยงาดำบนข้าวก่อนทาน

    ขนมเกาลัด (Kuri Kinton) ที่ทานในช่วงวันขึ้นปีใหม่

    ถ้าคุณเป็นคนรักขนมหวานแล้วล่ะก็ ต้องลองขนมเกาลัด (kuri kinton) ในประเทศญี่ปุ่นมีขนมเกาลัดอยู่ 2 แบบ ซึ่งจะทานในแต่ละช่วงเวลาที่แตกต่างกัน ขนมเกาลัดในช่วงวันขึ้นปีใหม่ (栗金団) ตามภาพข้างบนจะนิยมทานในช่วงเทศกาลปีใหม่ในเดือนมกราคม โดยมีอักษรคันจิ 金団 ซึ่งหมายถึง “เกี๊ยว หรือ เตียงนอนสีทอง” เนื่องจากสีทองในขนมญี่ปุ่นถือว่าเป็นสีนำโชคเกี่ยวกับความมั่งคั่งและกิจการงานที่ราบรื่น ขนมญี่ปุ่นชนิดนี้มีปริมาณน้ำตาลมากและเนื้อสัมผัสค่อนข้างเหนียว โดยส่วนใหญ่จะมีการเพิ่มมันฝรั่งหวานเข้าไปด้วย เพื่อเพิ่มสีให้ดูเป็นสีทองมากขึ้น และใช้สีจากลูกพุด (หรือลูกพุดจีน หรือเม็ดพุด หรือกีจี้ Gardenia Fruit) ที่ให้สีเหลืองมาผสมกับเกาลัด เพื่อให้ผิวรอบนอกดูเป็นสีเหลืองอร่ามมากขึ้นนั่นเอง

    Kuri Kinton ที่ทานในช่วงฤดูใบไม้ร่วง

     

    View this post on Instagram

     

    A post shared by キッチンuz (@uzusao) on

    และขนมเกาลัดอีกชนิดหนึ่งก็คือ ขนมเกาลัดที่ทานในช่วงฤดูใบไม้ร่วง (Kuri Kinton / 栗金飩) โดยมีที่มาจากทางภาคตะวันออกของเมืองมิโนะ (Mino) ในจังหวัดกิฟุ ขนมชนิดนี้ทำได้โดยการต้มเกาลัดกับน้ำตาลพร้อมกัน ขนมชนิดนี้จะไม่เหนียวเท่าชนิดแรก อีกทั้งทำให้มีรูปร่างคล้ายเกาลัดและเนื้อสัมผัสละเอียด โดยปกติแล้วขนมเกาลัดชนิดนี้จะมีจำหน่ายระหว่างวันที่ 1 กันยายนถึงเดือนมกราคมของปีถัดไป ซึ่งตรงกับฤดูการเก็บเกี่ยวของเกาลัด อย่างไรก็ตาม ผู้ทำขนมญี่ปุ่นบางรายได้นำขนมชนิดนี้ออกมาวางจำหน่ายตลอดทั้งปี นอกจากนี้ เราควรทานขนมญี่ปุ่นภายใน 2-4 วัน เพราะรสชาติจะเปลี่ยนไปไม่อร่อยเท่าขนมที่ทำมาใหม่ ๆ และขนมชนิดนี้ควรเก็บไว้ในตู้เย็น

    3. เห็ดมัตสึทาเกะ

    เห็ดมัตสึทาเกะ (Matsutake) เป็นเห็ดชั้นเลิศที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด โดยปกติแล้วจะเติบโตในบริเวณที่อากาศเย็นและชื้น ณ สถานที่ที่อบอุ่น เช่น ภูมิภาคคิวชู เห็ดมัตสึทาเกะเริ่มพบได้ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนสิงหาคมถึงปลายเดือนพฤศจิกายน อย่างไรก็ตามเห็ดมัตสึทาเกะที่เจริญเติบโตขึ้นก่อนเวลาในช่วงฤดูฝน ซึ่งเป็นช่วงระหว่างฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน เราจะเรียกว่า ซามัตสึ (samatsu) แต่จะไม่มีคุณภาพเท่าเห็ดมัตสึทาเกะ นอกจากนี้ ยังมีเห็ดคิโนโกะ (kinoko) ซึ่งมีลักษณะที่คล้ายกันกับเห็ดมัตสึทาเกะ แต่ราคาไม่สูงเท่า ในภูมิภาคคันไซมักจะเรียกเห็ดมัตสึทาเกะว่า มัตทาเกะ (mattake)

    การเก็บเห็ดมัตสึทาเกะเป็นเรื่องที่ยากมากเพราะหมวกของเห็ดไม่ได้ยื่นออกมาจากพื้นดินอย่างชัดเจน โดยทั่วไปหมวกเห็ดมักจะอยู่ห่างจากพื้นดินประมาณ 1 ถึง 2 ซม. แต่เห็ดมัตสึทาเกะไม่ได้เป็นเช่นนั้น ในป่าจะมีจำนวนของไลเคนมาก ซึ่งยิ่งทำให้พบเห็ดมัตสึทาเกะได้ยากขึ้น แม้ว่าในปัจจุบันเริ่มมีการเพาะปลูกโดยไม่ต้องตามเก็บในป่าแล้ว แต่ก็ยังมีข้อจำกัดเนื่องจากปัญหาต่าง ๆ เช่น การเจริญเติบโตที่ช้ากว่าปกติ ดังนั้น เห็ดมัตสึทาเกะในญี่ปุ่นจึงยังคงเก็บเกี่ยวตามธรรมชาติอยู่

    ในอดีต เห็ดมัตสึทาเกะเป็นส่วนประกอบหลักในอาหาร เนื่องมาจากความอุดมสมบูรณ์ที่เกิดจากสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของป่าสนแดงในประเทศญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม ความนิยมในการใช้ใบสนและกิ่งสนในการผลิตเชื้อเพลิงและปุ๋ยลดลง ทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของดินลดลงไปด้วย ส่งผลให้เห็ดมัตสึทาเกะไม่สามารถเจริญเติบโตได้ดีเหมือนอย่างอดีต ควบคู่กับการร่วงโรยของต้นสนจึงส่งผลกระทบต่อปริมาณเห็ดมัตสึทาเกะ ด้วยเหตุนี้เองเห็ดมัตสึทาเกะจึงยิ่งกลายเป็นส่วนผสมระดับพรีเมี่ยมในปัจจุบัน

    ในประเทศญี่ปุ่นจังหวัดที่มีเห็ดมัตสึทาเกะมากที่สุด ได้แก่ จังหวัดอิวาเตะ จังหวัดยามางาตะ จังหวัดนากาโน่ จังหวัดเกียวโต จังหวัดเฮียวโงะ จังหวัดวาคายามะ จังหวัดโอคายามะ และจังหวัดฮิโรชิม่า ถ้าคุณอยู่ในพื้นที่ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงแล้วล่ะก็ ลองหาเมนูเห็ดมัตสึทาเกะท้องถิ่นมาทานกันนะคะ

    งานฉลองเห็ดมัตสึทาเกะจากร้าน Shouraitei

    มีเมนูจากเห็ดมัตสึทาเกะอยู่มากมาย แต่โดยทั่วไปจะเป็นการย่างและซุปแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม (Dobin Mushi) ในปัจจุบันนี้ มีร้านอาหารจำนวนมากที่มีแนะนำอาหารชุดมื้อกลางวันด้วยเมนูจากเห็ดมัตสึทาเกะในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ยกตัวอย่างเช่น อาหารชุดที่ร้าน Shouraitei ที่เมืองอุเอดะ จังหวัดนากาโน่ จะพบเมนูเห็ดมัตสึทาเกะมากมาย เช่น อาหารเรียกน้ำย่อย, ซุป dobin mushi, อาหารต้ม, อาหารย่าง, สุกี้ยากี้, เทมปุระ, ไข่ตุ๋นญี่ปุ่น (chawanmushi) และข้าวอบทรงเครื่อง (takikomi – gohan) ปริมาณของเห็ดมัตสึทาเกะจะแตกต่างกันไปซึ่งขึ้นอยู่กับชุดอาหารที่คุณเลือก และราคาจะอยู่ที่ประมาณ 6,480 เยนถึง 21,600 เยน (รวมภาษี)! ถ้าหากอาหารแบบชุดอาจจะดูมากเกินไปสำหรับคุณ คุณสามารถเลือกรับประทานแบบจานเดี่ยวได้

    4. ลูกพลับ (Kaki/ 柿)

     

    View this post on Instagram

     

    A post shared by なみへー (@nami27hey) on

    สุดท้ายแต่ยังไม่ท้ายสุด ลูกพลับ คือ อีกหนึ่งสิ่งที่คุณไม่ควรพลาดในฤดูใบไม้ร่วงนี้ นอกจากจังหวัดโอกินาว่าที่มีลูกพลับเป็นจำนวนมากแล้ว เรายังสามารถพบในจังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศญี่ปุ่นเช่นกัน แต่ในเขตอากาศหนาวเย็นอาจพบได้น้อย เช่น ในภูมิภาคโทโฮคุและฮอกไกโด เราขอแนะนำ 3 จังหวัดที่มีลูกพลับมากที่สุด ได้แก่ จังหวัดวาคายามะ จังหวัดนารา และจังหวัดฟุกุโอกะ ทั่วโลกนี้มีพันธุ์ของลูกพลับอยู่ถึง 1,000 กว่าชนิด แต่ในประเทศญี่ปุ่นมีอยู่ 2 พันธุ์หลัก ๆ คือ พันธุ์ชิบุกาคิ (shibugaki) ที่มีรสเปรี้ยว และพันธุ์อะมากาคิ (amagaki) ที่มีรสหวาน พันธุ์ชิบุกาคิแม้ว่าสุกแล้วก็ยังคงรักษาความเปรี้ยวไว้ ในทางกลับกันพันธุ์อะมากาคิจะมีรสเปรี้ยวในตอนแรกและค่อย ๆ หวานตอนที่สุก

    เนื่องจากพันธุ์ชิบุกาคิ มีเนื้อที่แน่นและมีรสเปรี้ยวจึงต้องผ่านกรรมวิธีหรือวางทิ้งไว้เพื่อให้เนื้อสัมผัสนุ่มขึ้น วิธีการทำให้เนื้อนิ่ม คือ เติมน้ำร้อนหรือแอลกอฮอล์ลงในลูกพลับทันทีหลังจากเก็บเกี่ยว วิธีการจัดการจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับชนิดของลูกพลับ รวมถึงยังมีลูกพลับตากแห้งซึ่งกลายเป็นขนมทานเล่น ในขณะที่จังหวัดคาโกชิมะจะนำไปใช้ในบ่อออนเซ็น นอกจากนี้ ลูกพลับสามารถนำมาหมักกับรำข้าวและทำเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น ขนมขบเคี้ยว, แยม, ขนมญี่ปุ่น (yokan), เยลลี่, ช็อคโกแลต, ไอศกรีม, น้ำส้มสายชู, ไวน์, เชอร์เบท, และแกงกระหรี่ เป็นต้น

    จังหวัดวาคายามะ เป็นจังหวัดที่การปลูกลูกพลับเป็นอันดับ 1 (เฉพาะภาษาญี่ปุ่น) มีการนำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับการนำผลไม้มาทำอาหารและของหวานต่าง ๆ ในส่วนของอาหารคาวเราสามารถนำส่วนอื่น ๆ จากต้นพลับมาใช้ได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น ส่วนของใบจะนำมาใช้ห่อซูชิ Kaki No Ha Sushi ส่วนของผลนำมาทำซูชิ makizushi รวมถึงใส่ลูกพลับลงในแกงกระหรี่ ผัดหมูเปรี้ยวหวาน พันกับเบคอนย่าง หรือทานกับสลัดก็ได้เช่นกัน สำหรับการสร้างสรรค์ขนมหวาน ได้แก่ เชอร์เบท, ไอศกรีม, โยเกิร์ต, พุดดิ้ง, ขนมปังนึ่ง, โดนัท, มิลเฟย (mille-feuille), น้ำผลไม้, ขนมวุ้น (kanten), ขนมมันจู (manju), มัฟฟิน และคัพเค้ก อย่าลืมมาลองชิมความอร่อยจากลูกพลับให้ได้นะคะ!

    หลังจากอ่านข้อมูลเกี่ยวกับ 4 วัตถุดิบหลักของอาหารในฤดูใบไม้ร่วงแล้ว หลายคนคงเริ่มรู้สึกหิวขึ้นมาแล้วใช่มั้ย ถ้าใครมาเที่ยวญี่ปุ่นช่วงฤดูใบไม้ร่วงอย่าพลาดความอร่อยที่เป็นรสชาติแห่งฤดูกาลนี้กันให้ได้นะคะ