3 เรื่องราวความรักในราชวงศ์ญี่ปุ่น ที่งดงามดั่งเทพนิยาย

  • วัฒนธรรม
  • เซเลบริตี้
  • ราชวงค์ญี่ปุ่น หรือ ราชวงค์อิมพีเรียล มีสมาชิกของราชวงศ์คือ สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ (Akihito) สมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ โชดะ (Michiko Shoda) มีพระราชโอรสและพระราชธิดาของพระองค์ รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์อื่นๆ ราชวงศ์อิมพีเรียลนั้นเริ่มต้นขึ้นในปี 660 ก่อนคริสต์ศักราช โดยมีสมเด็จพระจักรพรรดิจิมมุ (Jimmu) ทรงเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์แรก

    ราชวงศ์นี้เป็นราชวงศ์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก มีการสืบราชสันตติวงศ์มา 125 รุ่น ปกครองญี่ปุ่นมามากกว่าสองพันปี เป็นสัญลักษณ์แห่งประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม อำนาจ และราชนิกุลของประเทศญี่ปุ่น

    แม้ว่าสมาชิกของราชวงศ์จะเป็นที่รู้จักกันดีในการรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีอย่างเคร่งครัด แต่สมาชิกของราชวงศ์ในยุคปัจจุบันอาจได้รับการยกเว้น สมเด็จพระจักรพรรดิทรงอภิเษกสมรสกับสามัญชน ซึ่งเป็นตัวอย่างให้กับระบบญี่ปุ่นสมัยใหม่ ที่ยังคงมีแนวคิดอนุรักษ์นิยมในหลายด้าน มาดูเรื่องราวความรักของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิและพระราชโอรสของพระองค์ เจ้าชายนารุฮิโตะ (Naruhito) และเจ้าชายฟุมิฮิโตะ (Fumihito) โดยเรื่องราวความรักของพวกท่านได้สร้างแรงบันดาลใจมากมายในอดีต และยังคงสร้างความประทับใจให้กับผู้คนในยุคปัจจุบัน

    1. สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะและสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ (Emperor Akihito and Empress Michiko Shoda)

    สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ เสด็จขึ้นครองราชย์ในปี 1989 (เริ่มต้นยุคเฮเซ) ทรงเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิองค์ที่ 125 ในการสืบราชสันติวงศ์อันยาวนานของราชวงศ์ญี่ปุ่น พระองค์ประสูติที่โตเกียว เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระจักรพรรดิฮิโรฮิโตะ (Hirohito) ซึ่งเป็นผู้นำที่เป็นที่กล่าวถึงมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก และรู้จักกันดี (หลังจากที่พระองค์เสด็จสวรรคตแล้ว) ในอีกพระนามว่า สมเด็จพระจักพรรดิโชวะ (Showa) ผู้ซึ่งมุ่งมั่นวิ่งตามความฝันอันยิ่งใหญ่ของญี่ปุ่น

    สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นมกุฎราชกุมารในปี พ.ศ.2495 และทรงสืบพระราชสมบัติหลังจากที่พระราชบิดาเสด็จสวรรคต พระองค์ทรงได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสมเด็จพระจักรพรรดิผู้เป็นที่รักมากที่สุดในญี่ปุ่น เป็นผู้นำราชวงศ์ที่ใกล้ชิดกับประชาชน พระองค์เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการดำเนินงานทางด้านมนุษยธรรม และเพิ่มการมีส่วนร่วมของประเทศญี่ปุ่นในกิจกรรมระดับโลก พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับความสำนึกผิดที่มีต่อประเทศอื่น ๆ ที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากการรุกรานของประเทศญี่ปุ่น รวมถึงประเทศเกาหลี นอกจากนี้พระองค์ยังทรงชนะใจประชาชนหลายล้านคนจากการเสด็จพระราชดำเนินเยือนอนุสรณ์สถานของสงครามในญี่ปุ่นและสนามรบในต่างประเทศ

    สมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ โชดะ ประสูติที่โตเกียว เป็นธิดาของนายฮิเดะซาบุโร โชดะ (Hidesaburo Shoda) นักธุรกิจผู้ร่ำรวย อดีตประธานบริษัทผลิตภัณฑ์อาหาร นิชชิน เซฟุง กรุ๊ป (Nisshin Seifun Group) พระองค์ทรงสำเร็จการศึกษาสาขาวรรณคดีอังกฤษที่มหาวิทยาลัยพระหฤทัยคาทอลิก (University of Sacred Heart) ในโตเกียว นอกจากนี้ยังทรงศึกษาหลักสูตรระยะสั้นที่มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด (Oxford University) ซึ่งพระองค์ทรงเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อเล่นว่า มิชชิ (Mitchi) และพระองค์ยังทรงมีอีกชื่อว่า เทมเปิลจัง (Temple-chan) เพราะมีหลายคนบอกว่าพระองค์ดูคล้ายกับนักแสดงหญิงชาวอเมริกันชื่อดัง เชอร์ลีย์ เทมเปิล (Shirley Temple) นอกจากนี้พระองค์ยังทรงทำให้เกิดกระแสที่สื่อมวลชนเรียกว่า มิชชิ บูม (Mitchi Boom) เมื่อครั้งที่พระองค์อภิเษกสมรสกับสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ

    เรื่องราวความรักระหว่างสมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินีนั้น เป็นเหมือนในเทพนิยายก็ว่าได้ เพราะถึงแม้ว่าสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะจะประสูติในครอบครัวที่ร่ำรวยมากก็ตาม แต่พระองค์ก็ยังคงถูกมองว่าเป็นสามัญชนไม่ใช่คนในราชวงศ์ ซึ่งในเวลานั้นได้มีประเด็นถกเถียงในประเทศว่า การที่มกุฏราชกุมารอากิฮิโตะจะทรงอภิเษกสมรสกับมิชิโกะผู้ที่ไม่ได้มีเชื้อสายราชวงศ์นั้น เป็นเรื่องที่สมควรหรือไม่

    โดยปกติแล้ว สมาชิกของราชวงศ์จะอภิเษกสมรสกันเองในตระกูล เพื่อรักษาเชื้อสายราชวงศ์เอาไว้ อย่างไรก็ดี มกุฎราชกุมารทรงข้ามผ่านกฏมณเฑียรบาลข้อนี้ ด้วยการอภิเษกสมรสกับหญิงสามัญชนอย่างมิชิโกะ ซึ่งนักอนุรักษ์นิยมของศาลเจ้าชินโตจำนวนมากคัดค้านการอภิเษกสมรสครั้งนี้ เนื่องจากมิชิโกะถูกสั่งสอนมาแบบตะวันตกและมีค่านิยมแบบคาทอลิก พระราชมารดาของมกุฎราชกุมารอากิฮิโตะ สมเด็จพระจักรพรรดินีโคจุง (Kojun) ทรงต่อต้านการอภิเษกสมรสอย่างแข็งขัน นอกจากนี้ยังมีกระทั่งการข่มขู่หมายเอาชีวิตต่อสมาชิกในครอบครัวโชดะจากบุคคลไม่ทราบชื่อ

    ในปี 1957 สนามเทนนิสแห่งหนึ่งในคารุอิซาวะ (Karuizawa) ได้กลายมาเป็นสถานที่นัดพบสำหรับมกุฎราชกุมารและมิชิโกะ ทั้งสองพระองค์ตกหลุมรักซึ่งกันและกันในช่วงระยะเวลาแสนสั้น และใช้เวลาส่วนใหญ่ด้วยกัน ทั้งสองพระองค์ทรงเป็นแรงบันดาลใจให้กับกลุ่มคนสมัยใหม่ ซึ่งผลักดันให้มีระบอบประชาธิปไตยในราชวงศ์ของญี่ปุ่น

    ได้มีการรายงานว่านักประพันธ์และนักแสดงชื่อดังอย่าง ยูกิโอะ มิชิมะ (Yukio Mishima) ได้ตัดสินใจที่จะแต่งงานกับมิชิโกะ แต่อย่างไรก็ตาม มิชิโกะก็ได้หมั้นหมายกับมกุฎราชกุมารในที่สุด ในพระราชพิธีอภิเษกสมรสได้มีประชาชนกว่าเกือบครึ่งล้านเข้าร่วมถวายความยินดี โดยยืนเรียงรายตลอดบริเวณถนนของโตเกียวถึง 8.8 กิโลเมตร และอีกหลายล้านคนตามติดพระราชพิธีผ่านทางทีวีและวิทยุ ผู้คนต่างประทับใจกับพระราชพิธีอภิเษกสมรสที่แสนพิเศษนี้ พระราชพิธีอภิเษกสมรสดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 10 เมษายน 1959 ตามแบบราชประเพณีของชินโตอย่างงดงาม ซึ่งปัจจุบันคู่ของพระองค์ได้ทรงอยู่ร่วมกันมายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ กลายเป็นสัญลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่นสมัยใหม่

    2. เจ้าชายฟุมิฮิโตะและเจ้าหญิงคิโกะ (Prince Fumihito and Princess Kiko)

    japan_travel_003

    เจ้าชายฟุมิฮิโตะ ยังทรงเป็นที่รู้จักในนาม เจ้าชายอะกิชิโนะ (Akishimo) ทรงดำรงตำแหน่งเป็นรัชทายาทลำดับที่ 2 ในการสืบสันตติวงศ์ในราชบัลลังก์ดอกเบญจมาศ ถัดจากมกุฎราชกุมารนารุฮิโตะ โดยอะกิชิโนะนั้นเป็นพระราชทินนามที่เจ้าชายฟุมิฮิโตะได้รับหลังจากการอภิเษกสมรส

    เจ้าชายฟุมิฮิโตะเป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะและสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ ประสูติเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 1965 พระองค์ทรงศึกษาในหลายสาขาวิชา เช่น กฎหมาย ชีววิทยา อนุกรมวิธาน และปักษีวิทยา พระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถในหลายด้าน และทรงให้ความสนพระทัยในการตกปลามากเป็นพิเศษ รวมถึงการประดิษฐ์อักษร เทนนิส และดนตรี พระองค์ทรงอภิเษกสมรสกับสามัญชนเช่นกัน และทรงข้ามผ่านกฎมณเฑียรบาลเช่นเดียวกับพระราชบิดาของพระองค์ พระองค์ทรงอุทิศชีวิตของพระองค์เพื่อนำพาญี่ปุ่นให้มีความทัดเทียมกับประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างมีชั้นเชิง พระองค์เสด็จพระพาสไปยังหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และทรงเป็นอาสาสมัครเพื่อช่วยผู้คนให้มีมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พระองค์ทรงรักธรรมชาติเป็นอย่างมากและทรงดำรงตำแหน่งเป็นประธานกิตติมศักดิ์ของ WWF (World Wide Fund: องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล) ประเทศญี่ปุ่น

    เจ้าหญิงคิโกะ (Kiko) ทรงเป็นที่รู้จักในนาม เจ้าหญิงอากิชิโนะ เป็นธิดาของศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ชื่อว่า ทัตสึฮิโกะ คาวาชิมะ (Tatsuhiko Kawashima) ของมหาวิทยาลัยกักคุชูอิน (Gakushuin University) จากการที่พระองค์เกิดในครอบครัวสามัญชน พระองค์ทรงให้ความสนใจในการศึกษาของพระองค์เสมอ หลังจากที่พระองค์ทรงสำเร็จการศึกษามนุษยศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยกักคุชูอิน พระองค์ทรงศึกษาปริญญาเอกต่อในสาขาเดิมที่มหาวิทยาลัยโอชาโนมิซุ (Ochanomizu University)

    พระองค์เคยอาศัยอยู่ที่สหรัฐอเมริกาและออสเตรียในตอนที่ยังทรงพระเยาว์ ทำให้ทรงสื่อสารภาษาอังกฤษและภาษาเยอรมันได้อย่างคล่องแคล่ว หลังจากทรงเสกสมรส พระองค์ได้รับพระราชทานราชทินนามเป็น เจ้าหญิงอากิชิโนะ ทรงมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในงานทางการทูตและมนุษยธรรมต่าง ๆ พระองค์ทรงประกอบพระกรณียกิจอย่างใกล้ชิดกับสภากาชาดญี่ปุ่น (Japanese Red Cross Society) ในตำแหน่งรองประธานกิตติมศักดิ์ เมื่อครั้งเข้าพิธีเสกสมรส พระองค์ทรงได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากพระองค์เป็นหญิงสามัญชนคนที่สองที่ได้รับการยอมรับจากทางราชวงศ์

    เรื่องราวความรักของคู่เจ้าชายและเจ้าหญิงอากิชิโนะนั้น เริ่มขึ้นในมหาวิทยาลัยกักคุชูอิน สถานที่ที่ท่านทั้งสองทรงศึกษาในระดับปริญญาตรีร่วมกัน ทั้งสองพระองค์ต่างตกหลุมรักและทรงตกลงที่จะเข้าพิธีเสกสมรสภายหลังจากที่รู้จักกันสามปี แต่พระราชพิธีเสกสมรสของพระองค์จำเป็นต้องเลื่อนไปหนึ่งปี เพราะพระอัยกาของเจ้าชายฟุมิฮิโตะ สมเด็จพระจักรพรรดิฮิโระฮิโตะเสด็จสวรรคตในปี 1989

    บางแหล่งข้อมูลกล่าวว่า ทางราชวงศ์ปฏิเสธการเสกสมรสของเจ้าชายฟุมิฮิโตะก่อนหน้านี้ ด้วยเหตุผลว่าทำให้การอภิเษกสมรสของมกุฎราชกุมารนารุฮิโตะผู้เป็นพระเชษฐาของพระองค์ล่าช้าไป เป็นพระราชประเพณีที่สืบต่อกันในราชวงศ์ว่าพระโอรสองค์โตต้องได้อภิเษกสมรสก่อน นอกจากนี้บางนิตยสารได้รายงานว่า เจ้าชายฟุมิฮิโตะทรงยอมถึงขั้นที่จะสละฐานันดรศักดิ์ เพื่อที่จะได้อยู่กับคิโกะได้ ในที่สุดด้วยการเข้ามามีบทบาทของสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ พระราชพิธีเสกสมรสก็จัดขึ้นได้โดยไม่มีปัญหาใด ๆ

    หลายคนมองว่าการเสกสมรสครั้งนี้ เป็นเรื่องราวความรักคลาสสิกที่สามารถส่งอิทธิพลต่อระบอบประชาธิปไตยในญี่ปุ่น คู่ของพระองค์ทรงดำเนินตามรอยของพระราชบิดาและพระราชมารดา และสร้างแบบอย่างใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งพื้นเพเดิมของเจ้าหญิงคิโกะนั้น แตกต่างจากสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ โดยเจ้าหญิงคิโกะนั้นมาจากครอบครัวชนชั้นกลางและเคยอาศัยในห้องแถวเล็ก ๆ ก่อนที่จะย้ายมาประทับที่พระราชวัง ด้วยจุดเริ่มต้นที่สมถะของคิโกะ รวมกับความสุภาพและความงดงามของพระองค์ จึงชนะใจประชาชนจำนวนมากในญี่ปุ่น คู่ของพระองค์มีพระโอรสและพระธิดาที่งดงามด้วยกัน 3 พระองค์ คือ เจ้าหญิงมาโกะ (Mako) เจ้าหญิงคาโกะ (Kako) และเจ้าชายฮิซะฮิโตะ (Hisahito) พระโอรสและพระธิดาก็ทรงได้รับความรักจากประชาชนชาวญี่ปุ่นเช่นกัน โดยเฉพาะพระธิดาองค์ที่สอง เจ้าหญิงคาโกะ ซึ่งได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนอย่างมากเมื่อไม่นานมานี้ จากความสง่างามและความงดงามของพระองค์

    3. มกุฎราชกุมารนารุฮิโตะและมกุฎราชกุมารีมาซาโกะ

    japanese-wedding

    มกุฎราชกุมารนารุฮิโตะ เป็นผู้สืบทอดพระราชบัลลังก์ดอกเบญจมาศถัดจากสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ พระองค์ทรงเป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะและสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะแห่งราชวงศ์ญี่ปุ่น ทรงพระราชสมภพในปี 1961

    เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ พระองค์ทรงมีความกระตือรือร้นในการกีฬาและประวัติศาสตร์ พระองค์ทรงศึกษาที่มหาวิทยาลัยกักคุชูอิน และยังทรงศึกษาที่มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ซึ่งที่นั่นพระองค์ทรงได้พบกับผู้ทรงเกียรติหลายท่าน รวมถึงราชวงศ์อังกฤษอีกด้วย

    พระองค์ทรงมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ระดับโลกหลายเหตุการณ์ และทรงมีพระวิริยะอุตสาหะที่จะปรับปรุงความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศต่าง ๆ พระองค์ทรงได้รับรางวัลเกียรติยศจำนวนมาก โดยเฉพาะเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นมหากางเขน (Grand cross) จากหลายประเทศในยุโรป เช่น กรีซ อิตาลี ฮังการี และโปรตุเกส

    มกุฎราชกุมารีมาซาโกะ โอวาดะ (Masako Owada) ทรงเป็นนักการทูตที่มีความสามารถ ทำงานให้กับกระทรวงการต่างประเทศของญี่ปุ่น ก่อนที่พระองค์จะอภิเษกสมรสกับมกุฎราชกุมาร พระองค์ทรงเป็นบุตรสาวของฮิซาชิ โอวาดะ (Hisashi Owada) อดีตประธานศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ พระองค์อาศัยที่รัสเซียและสหรัฐอเมริกาในขณะที่ทรงพระเยาว์

    เช่นเดียวกับบิดาของพระองค์ พระองค์ทำงานเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและทางการทูต เมื่อพระองค์จะอภิเษกสมรสกับมกุฎราชกุมาร ทรงได้รับการต่อต้านจากประชาชนและราชวงศ์อิมพีเรียล เนื่องจากกรณีพิพาทเกี่ยวกับการแทรกแซงของครอบครัวของพระองค์ ในเหตุการณ์อื้อฉาวมินามาตะ (Minamata Scandal) โดยปู่ของพระองค์ถูกวิจารณ์ว่ามีส่วนในการสนับสนุนสถานบันการเงินที่พยายามช่วยเหลือบริษัทชิสโซะ (Chisso Corporation) บริษัทเคมีที่รับผิดชอบในการปล่อยสารพิษปนเปื้อนลงในน้ำที่มินามาตะ และทำให้ผู้คนจำนวนมากต้องทุกข์ทรมานจากโรคหายากซึ่งเรียกว่า โรคมินามาตะ (Minamata disease)

    ในส่วนของเรื่องราวความรัก ทั้งสองพระองค์ได้พบกันที่มหาวิทยาลัยโตเกียวระหว่างพิธีชงชาทางการทูตสำหรับดัสเชสแห่งลูโก เจ้าชายนารุฮิโตะทรงตกหลุมรักเจ้าหญิงมาซาโกะทันที และเริ่มคบหากันเป็นเวลานาน ว่ากันว่าเจ้าหญิงมาซาโกะทรงปฏิเสธคำขออภิเษกสมรสจากเจ้าชายนารุฮิโตะถึงสองครั้ง ก่อนที่จะยอมรับในครั้งที่สาม เจ้าหญิงมาซาโกะทรงเกรงว่าการอภิเษกสมรสกับเชื้อพระวงศ์จะขัดขวางเสรีภาพและทำให้งานด้านการทูตของพระองค์ต้องชะงัก อย่างไรก็ดี เจ้าชายนารุฮิโตะได้ทรงโน้มน้าวว่า การเป็นสมาชิกในราชวงศ์นั้น ก็เท่ากับเป็นหน้าที่ทางการทูตโดยตำแหน่งอยู่แล้ว ดังนั้น พระองค์ไม่มีเรื่องใดที่จะต้องกังวล พระราชพิธีอภิเษกสมรสจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่สมพระเกียรติในปี 1993

    ภายหลังการอภิเษกสมรส ทั้งสองพระองค์ต้องผ่านความทุกข์ทรมานหลายเรื่อง โดยมกุฎราชกุมารีทรงตกพระโลหิตในปี 1999 ผลจากเหตุการณ์นั้นทำให้พระองค์ทรงอยู่ในความโทมนัส โชคดีที่ในภายหลังพระองค์ทรงมีพระประสูติกาลพระราชธิดาองค์น้อยนามว่า เจ้าหญิงไอโกะ (Aiko) ในปี 2001

    ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ของราชวงศ์ญี่ปุ่น ผู้ที่จะสืบทอดพระราชบัลลังก์ได้นั้นต้องเป็นผู้ชาย โดยมีการถกเถียงซึ่งดำเนินไปเป็นเวลาหลายวันว่า เจ้าหญิงไอโกะควรได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้สืบทอดราชสมบัติหรือไม่ มีผู้แนะนำให้แก้ไขกฎมณเฑียรบาล เพื่ออนุญาตให้ผู้หญิงสามารถขึ้นครองราชย์ได้ มีรายงานว่ามาซาโกะได้รับความกดดันอย่างมากจากราชวงศ์ให้ทรงมีพระราชโอรส

    พระราชบัลลังก์ดอกเบญจมาศ

    มีรายงานว่า มกุฎราชกุมารีมาซาโกะได้รับความทุกข์ทรมานจาก ‘โรคเครียด’ และ ‘ภาวะซึมเศร้าระดับน้อย’ จากความกดดันที่พระองค์ทรงได้รับ มกุฎราชกุมารกล่าวว่าสื่อมวลชนและสำนักพระราชวังทำให้ชีวิตของมาซาโกะต้องทุกข์ทรมาน มีรายงานว่ามาซาโกะมีปัญหาด้านพฤติกรรมและทรงต่อต้านความคิดเชิงอนุรักษ์นิยมในครอบครัวของพระองค์ สื่อยังรายงานอีกว่า พระองค์มีปัญหาด้านบุคลิกภาพกับเจ้าหน้าที่พระราชวังบางคน อย่างไรก็ตามพระองค์ค่อย ๆ ฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ด้วยความช่วยเหลือจากพระสวามีและแพทย์ส่วนพระองค์

    ไม่ได้มีเพียงแต่ผู้ชายในราชวงศ์เท่านั้นที่เสกสมรสกับสามัญชน แม้กระทั่งเจ้าหญิงก็เช่นกัน ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ได้มีงานเสกสมรสของเจ้าหญิงโนริโกะ (Noriko) พระธิดาองค์ที่สองในเจ้าชายโนริฮิโตะ (Norihito) พระราชภราดรของสมเด็จพระจักรพรรดิ ซึ่งได้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่

    ในกรณีที่เจ้าหญิงทรงเสกสมรสกับบุคคลสามัญชน จะต้องสละฐานันดรศักดิ์ และจากการที่มีผู้หญิงในราชวงศ์จำนวนมากแต่งงานกับสามัญชนนั้น ทำให้ราชวงศ์มีขนาดเล็กลง ดังนั้น รัชทายาทที่จะขึ้นครองราชย์เป็นองค์ถัดไป ก็อาจจำเป็นที่จะต้องหาคู่ครองที่เป็นหญิงสามัญชนเช่นกัน

    นักประวัติศาสตร์บางคนได้แย้งว่า อันที่จริงแล้วในราชวงศ์นั้น ไม่ได้มีแต่สายเลือดบริสุทธิ์อย่างที่พวกเขาเข้าใจกัน โดยในสมัยจักรพรรดิองค์แรก ๆ นั้น มีพระโอรสที่ประสูติแต่พระสนมและได้ขึ้นครองราชย์ เช่น จักรพรรดินินโกะ (Ninko) อย่างไรก็ดีในยุคสมัยใหม่ของโลกโซเชียลมีเดียนี้ การที่จะมีพระราชโอรสกับพระสนม จะถูกมองเป็นปัญหาใหญ่และทำให้ความเคารพและความศรัทธาต่อราชวงศ์ลดลงได้

    ในรัฐธรรมนูญญี่ปุ่นไม่เคยมีการระบุว่า มีเพียงแต่ผู้ชายเท่านั้นที่สามารถสืบราชบัลลังก์ได้ เพียงแต่ระบุว่าผู้สืบราชสันตติวงศ์นั้น ควรเป็นคนของราชวงศ์ แต่ไม่ได้มีการกำหนดไว้เฉพาะเจาะจงว่าต้องเป็นใคร มีความพยายามยกคำประกาศภายใต้กฎมณเฑียรบาลของญี่ปุ่นว่าให้ผู้หญิงสามารถครองราชย์เป็นจักรพรรดินีได้ แต่ก็ไม่เป็นผลแต่อย่างใด เพราะมีคนส่วนมากที่ยังคงยึดถือในพระราชประเพณี มากกว่าที่จะทำการเปลี่ยนแปลง ในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นเคยมีเหตุการณ์ที่ผู้หญิงได้ขึ้นครองราชย์เป็นระยะเวลาหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้มีการอภิเษกสมรส เพื่อสืบทอดราชวงศ์ที่เป็นผู้หญิงแต่อย่างใด

    เรื่องราวความรักของราชวงศ์ญี่ปุ่นทั้งสามเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก และได้มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงแนวความคิดของราชวงศ์และประชาชนญี่ปุ่น เนื่องจากเป็นความรักระหว่างเชื้อพระวงศ์กับสามัญชน ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนจำนวนมากและคงอยู่อย่างถาวรในพระราชประเพณีชั้นสูงของราชวงศ์ญี่ปุ่น

    มีการตั้งคำถามว่า ในปัจจุบันพระโอรสและพระธิดานั้น จะทรงพระดำเนินตามรอยพระบิดาและพระมารดาของพระองค์หรือไม่ บางคนกล่าวว่า พระโอรสและพระธิดาก็มีสิทธิ์ที่จะเสกสมรสกับใครก็ตามที่พวกท่านต้องการในอนาคต ขณะที่บางคนกล่าวว่า พวกท่านควรฟื้นฟูพระราชประเพณีดั้งเดิมของญี่ปุ่นอันยาวนานกว่า 2,600 ปี ที่กำลังจะหายไป

    ระบอบกษัตริย์ของญี่ปุ่นนั้น ได้รับความนับถือเป็นอย่างมาก และประชาชนค่อนข้างมีความรู้สึกในทางบวกต่อราชวงศ์ โดยราชวงศ์ญี่ปุ่นถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและคุณธรรมของประเทศญี่ปุ่น