“Kira-Kira ชื่อเด็กญี่ปุ่นสุดแหวกแนวที่พ่อแม่แฮปปี้~ แต่ลูกต้องกรีดร้อง T^T

  • วัฒนธรรม
  • ชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้เรามักจะกลายเป็นชื่อที่อยู่ติดตัวเราไปตลอดชีวิต (แต่สำหรับหลายคนอาจจะไปเปลี่ยนทีหลังตามความเชื่อ) พ่อแม่ส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญในการคัดเลือกชื่อที่ดีที่สุดให้กับลูกของตน ซึ่งในประเทศญี่ปุ่นเองก็เช่นกันที่ชื่อเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากเพราะต้องใช้ในโรงเรียนและที่ทำงาน นอกจากนี้ คนญี่ปุ่นก็ไม่มีวัฒนธรรมการตั้งชื่อเป็นภาษาอังกฤษแบบเกาหลีหรือจีน ดังนั้น ชื่อที่พ่อแม่ตั้งก็จะมีอิทธิพลต่อชาวญี่ปุ่นไปตลอดชีวิตเลยก็ว่าได้

    แม้ว่าชื่อจริงจะเป็นสิ่งที่สำคัญในประเทศญี่ปุ่น แต่ในปัจจุบันมีเทรนด์ใหม่ที่ฮิตในหมู่คุณพ่อคุณแม่ยุคนี้ คือ การตั้งชื่อแบบพิเศษให้กับลูก ๆ ที่เรียกว่า “キラキラネーム (คิระ คิระ เนมมุ)” ซึ่งชื่อเหล่านี้มีวิธีการคิดชื่อยังไง แล้วในสังคมญี่ปุ่นเองมีคิดเห็นที่โต้แย้งกับวัฒนธรรมใหม่ ๆ เหล่านี้หรือไม่

    キラキラネーム (คิระ คิระ เนมมุ) คืออะไร?

    หลายคนอาจจะพอรู้อยู่แล้วว่าในชื่อของคนญี่ปุ่นนั้น จะมีวิธีการเขียนที่แยกจากวิธีออกเสียง และตัวอักษรคันจิหนึ่งตัวก็สามารถอ่านได้หลายแบบ อ้างอิงจากข้อมูลทะเบียนครอบครัวในประเทศญี่ปุ่นและทะเบียนราษฎร์ แม้ว่าตัวอักษรคันจิสำหรับการตั้งชื่อจะมีข้อจำกัดในการใช้งานก็ตาม แต่ในส่วนของการออกเสียงไม่ได้มีข้อจำกัด จึงสามารถลงทะเบียนการออกเสียงตัวคันจิในชื่อที่เลือกไว้ได้ตามใจชอบ

    ภายใต้กฎหมายของประเทศญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นสามารถผสมตัวอักษรคันจิและการออกเสียงได้หลายแบบ และผู้ปกครองหลายคนก็อยากตั้งชื่อลูกให้ดูเว่อร์วังอลังการและต่างจากคนทั่วไป ซึ่งชื่อประเภทนี้ คือ ”キラキラ’ (Kira-Kira)’ ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่า แวววาววิบวับ และใช้อธิบายถึงลักษณะที่ส่องประกายของเพชรอีกด้วย

    ตัวอย่างของชื่อ คิระ-คิระ (‘Kira-Kira names’)


    ประเภทของ คิระ-คิระ (Kira-Kira)

    1) ไม่ยึดตามรูปแบบการออกเสียงตัวอักษรคันจิดั้งเดิม และเน้นที่ความหมายเป็นหลักในการออกเสียง

    ตัวอย่าง : ‘柔風’, ‘柔’ ออกเสียงว่า ‘jyu’ หรือ ‘yawaraka’ ในขณะที่ ‘風’ ออกเสียงว่า ‘fu’ หรือ ‘kaze’ แต่คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่นำมาครีเอทใหม่เป็น ‘fuwa'(ふわ) เพราะคำว่า ‘ふわふわ (fuwafuwa)’ หมายถึง ฟู นุ่ม คล้ายกับคำว่า 柔風 (นุ่ม, ลม) ซึ่งอาจจะทำให้ยุ่งยากเล็กน้อยในการอ่านชื่อนี้ให้ถูกต้องสำหรับคนอื่น ๆ

    2) ไม่ใช้การออกเสียงของตัวอักษรคันจิทั้งหมด (เลือกแค่เฉพาะบางคำ)

    ตัวอย่าง : เขียนว่า ‘心愛’ แต่อ่านว่า ‘Kokona’ ‘心’ หมายถึง ‘shin’ หรือ ‘kokoro’ ในขณะที่ “愛” ออกเสียงว่า ‘ai’ หรือ ‘mana’ แต่พ่อแม่จะเอาแค่คำว่า ‘koko’ มาใช้จาก ‘kokoro’ และใช้คำว่า ‘na’ จาก ‘mana’ เป็นการตัดมาเฉพาะบางส่วนของการออกเสียงตัวอักษรคันจิ กลายมาเป็นชื่อใหม่ที่ยากต่อการจะคาดเดาได้จริง ๆ

    3) ออกเสียงภาษาอังกฤษแทนภาษาญี่ปุ่น

    ตัวอย่าง : คำที่เขียนว่า ‘光’ ในภาษาญี่ปุ่นออกเสียงว่า ‘hikari’ แต่พ่อแม่อาจจะเลือกออกเสียงเป็นความหมายในภาษาอังกฤษแทน คือ ‘light’ ออกเสียงแบบญี่ปุ่นว่า ‘Raito (ライト)’

    4) ใช้ชื่อของสิ่งของ

    ตัวอย่าง : เขียนว่า ‘檸檬’ แต่ออกเสียงเป็น ‘Lemon’

    5) ใช้ชื่อจากอนิเมะหรือชื่อของคาแรคเตอร์จากเกม

    ตัวอย่าง : เขียนว่า ‘真理生’ แต่ออกเสียงเป็น ‘Mario’ ตัวละครดังจากเกมของ Nintendo

    6) ใช้ชื่อที่ออกเสียงเหมือนภาษาอังกฤษ

    ตัวอย่าง : George (Jouji (じょうじ)) หรือ Tyler (Taira (たいら))

    7) ใช้คำที่ดูไม่เหมือนชื่อคน?

    ตัวอย่าง : เขียนว่า ‘愛保’ ออกเสียงว่า ‘Labuho’ ซึ่งออกเสียงคล้ายกับคำว่า love hotels (rabuho (ラブホ)) ในภาษาญี่ปุ่น

    ประเด็นถกเถียงเกี่ยวกับ ‘คิระ-คิระ (Kira-Kira name)’

    ‘คิระ-คิระ (Kira-Kira name)’ เป็นชื่อที่เหมือนดาบสองคม อาจจะฟังดูน่ารัก น่าประทับใจ มีความเฉพาะตัว แต่ก็อาจจะเกิดข้อเสียกับตัวเด็กได้ เช่น การถูกแกล้งเพราะมีชื่อที่ประหลาด, หรืออาจจะรู้สึกอายเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ และยังอาจกระทบต่อการหางานอีกด้วย

    การใช้ชื่อ คิระ-คิระ กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อยู่มากมาย โดยในปี 1993 มีพ่อแม่คู่หนึ่งตั้งชื่อลูกที่มีความหมายว่า ‘ปีศาจ’ (悪魔-Akuma) และส่งชื่อไปยังสำนักงานเขต ซึ่งตัวอักษรคันจิของชื่อไม่สามารถตั้งเป็นชื่อบุคคลได้ตามกฎหมาย ทำให้ชื่อดังกล่าวถูกปฏิเสธเพราะถือเป็นการผิดกฎหมายการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของเด็ก ซึ่งถือเป็นการทำร้ายเด็กในทางอ้อมได้ อย่างไรก็ตาม พ่อแม่คู่นี้ก็ยังคงพยายามที่จะใช้ชื่อนี้กับลูกให้ได้ โดยลองใช้การออกเสียงแบบญี่ปุ่น หลังจากทำการแก้ไขอยู่หลายครั้งด้วยกัน ในที่สุดทั้งคู่ก็สมหวังได้รับอนุญาตให้ตั้งชื่อนี้กับลูกได้ โดยใช้การออกเสียงที่ใกล้เคียงกัน คือ ‘Aku’ (亜駆) สำหรับกรณีดังกล่าวก็ได้โดนวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากมายในเรื่องของการใช้ชื่อ คิระ-คิระ ในประเทศญี่ปุ่น

    และอีกกรณีหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ นักแสดงชาวญี่ป่นชื่อว่า りゅうちぇる (Ryucheru) ได้ตั้งชื่อลูกของเขาว่า ‘Link’ (リンク) หรือ ‘Mona’ (モナ) ซึ่งเขียนเป็นตัวอักษรคาตาคานะแทนการใช้ตัวอักษรคันจิและฮิรางานะที่นิยมใช้ทั่วไปในการเขียนชื่อ แถมชื่อยังฟังเหมือนชื่อในภาษาต่างประเทศอีกด้วย แต่ในท้ายที่สุดนักแสดงคนนี้ก็สามารถตั้งชื่อลูกว่า ‘Link'(リンク) ได้สำเร็จ

    สำหรับสังคมญี่ปุ่นนั้น มักจะไม่ยอมรับชื่อที่ตั้งออกมาแปลก ๆ เพราะต้องการจะป้องกันอคติที่อาจจะเกิดขึ้นกับคนที่ถูกตั้งชื่อดังกล่าว แต่ในบางกรณี พ่อแม่ยุคใหม่ก็ชอบท้าทายต่อสังคมและอยากจะเปลี่ยนระบบความคิดรูปแบบเดิม ๆ

    หลายคนบอกว่า “ชื่อ” เป็นเสมือน “ของขวัญ” ที่งดงามจากพ่อแม่ แต่บางครั้งถ้าของขวัญออกจะสว่างเจิดจ้าเกินไป มันอาจจะกลายเป็น “อาวุธ” ที่ทำร้ายชีวิตของเด็กคนนั้น ให้มีบาดแผลติดตัวได้เช่นกัน สำหรับผู้อ่านแล้วมีความคิดเห็นอย่างไรกับวัฒนธรรมการตั้งชื่อของคนญี่ปุ่นกันบ้างคะ?

    หากต้องการหาที่พักในโตเกียว สามารถดูข้อมูลทั้งหมดได้ที่นี่!
    หากต้องการหาที่พักในเกียวโต สามารถดูข้อมูลทั้งหมดได้ที่นี่!