10 มุมถ่ายรูปในฝันของช่างภาพที่ริมแม่น้ำสุมิดะ โตเกียว

  • จุดเยี่ยมชม
  • สุมิดะ
  • โตเกียว
  • แม่น้ำสุมิดะ เป็นแม่น้ำสายใหญ่ที่ไหลผ่านกรุงโตเกียว หนึ่งในสายน้ำสุดคลาสสิกที่เป็นดังจุดหมายของการถ่ายในฝันของช่างภาพอีกด้วย มีวิวทิวทัศน์ตรงริมแม่น้ำที่มีบรรยากาศอันน่าทึ่ง เป็นอีกหนึ่งในสถานที่ที่ควรอยู่ในรายการท่องเที่ยวโตเกียวเป็นอย่างยิ่ง

    แม่น้ำสายนี้มีต้นกำเนิดมากจากจิจิบุในไซตามะและแยกตัวออกมาจากแม่น้ำอาราคาวะที่อะคาบาเนะ อิวาบุจิบริเวณตอนเหนือของโตเกียว ไหลผ่านสถานที่สำคัญ ๆ มากมาย เช่น อะซากุสะ, โตเกียวสกายทรี และนิฮงบาชิ จบลงด้วยการแยกผ่านโตเกียวก่อนจะไหลลงสู่อ่าวโตเกียว ในยุคเมจิได้เกิดภัยคุกคามจากอุทกภัย ทำให้รัฐบาลในสมัยนั้น ต้องแยกแม่น้ำออกโดยส่งน้ำส่วนใหญ่เข้าสู่ช่องทางระบายที่มนุษย์สร้างขึ้น ซึ่งเส้นทางแม่น้ำสายใหม่นี้มีชื่อว่า อาราคาวะ ส่วนเส้นทางน้ำเดิมใช้ชื่อว่า สุมิดะคาวะ

    รอบ ๆ แม่น้ำสุมิดะเป็นเส้นทางที่เดินได้อย่างสะดวกสบาย สามารถเดินได้โดยรอบในวันเดียว แม่น้ำสุมิดะมีสายน้ำที่นิ่งสงบอย่างน่าอัศจรรย์ ทำให้รู้สึกเหมือนได้ปลีกตัวออกจากความวุ่นวายทั้ง ๆ ที่อยู่ใจกลางของโตเกียว โดยปกติแล้วจะสามารถเดินสำรวจเส้นทางเดินริมฝั่งแม่น้ำได้ แต่เนื่องจากบางครั้งอาจมีการก่อสร้างปรับปรุงในบริเวณดังกล่าว ทำให้ต้องเดินอ้อมไป

    มุมถ่ายรูปสวย ๆ

    Camera Man

    กุญแจสำคัญของการถ่ายภาพก็คือ แสงที่ดีและเหมาะสม ต้องคอยดูทิศทางของแสงอาทิตย์จากทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ถ้าอยากได้ภาพที่นุ่มนวล, มีแสงที่สมดุล หรือต้องการแสงจ้า ๆ และมี contrast ที่สวยงาม องค์ประกอบของภาพเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก ๆ ไม่ควรให้ภาพมีสิ่งรบกวนมากเกินไป ทางที่ดีควรเลือกแบคกราวน์ที่ดูโล่ง ๆ เพื่อช่วยให้สิ่งที่ต้องการจะถ่ายไม่ว่าจะเป็นอาคาร หรือ วิวแม่น้ำดูโดดเด่นขึ้นมาในภาพ ต้องเลือกมุมที่ช่วยให้ภาพดูมีมิติมากขึ้น นอกจากนี้ การถ่ายภาพแบบมุมสูงและมุมต่ำยังช่วยให้เกิดมุมมองที่แปลกใหม่ได้อีกด้วย แม้ว่ารูปถ่ายจากมุมยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจะเป็นภาพที่สวยงามก็จริง แต่การได้ลองหามุมใหม่ ๆ ที่แตกต่างออกไปก็ถือเป็นการได้ลองฝึกความคิดสร้างสรรค์และยังได้ภาพถ่ายที่ไม่เหมือนใครอีกด้วย แม้ว่าสายตาของเราอาจจะสามารถจับภาพที่งดงามนี้ได้ แต่กล้องของคุณไม่มีทางที่จะพลาดชอตอันน่าประทับใจเหล่านี้ได้

    ในทางเทคนิคแล้ว ส่วนตัวจะตั้งค่าแบบ manual และใช้เซต ISO อยู่ที่ 100 ซึ่งค่า ISO ที่ต่ำนี้จะให้ภาพที่ดูสะอาดตา ส่วนค่า ISO ที่สูงจะเหมาะกับการจับภาพเคลื่อนไหวและในที่ที่ไม่ค่อยมีแสง สำหรับการถ่ายภาพวิวแม่น้ำแบบนี้ ตั้งค่่า ISO ที่ 50-200 ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว และก็ชอบใช้ชัตเตอร์สปีดแบบเร็ว ๆ ที่ 1/200 ถึง 1/400 เพราะสังเกตว่าจะทำให้ได้ความคมชัดของแม่น้ำและทิวทัศน์ แต่ถ้าต้องการจะจับภาพเคลื่อนไหวเบา ๆ ของสายน้ำไว้ด้วยก็จะลดความเร็วลง และในท้ายสุดของการถ่ายภาพจะใช้สีที่มีระดับกลาง ๆ ที่พอดี ๆ แบบอัตโนมัติ สิ่งที่ควรจำให้ดีก็คือ การโฟกัสที่ฉากหลังและฉากหน้า ซึ่งเป็นเทคนิคที่สำคัญสำหรับการถ่ายรูปแบบ Landscape และควรตั้งค่า F-number ให้สููงจะดีที่สุด แต่ก็อย่าให้เทคนิคพวกนี้มาทำให้รู้สึกกังวลและเกร็งจนรบกวนหามุมสวย ๆ ในการถ่ายภาพ เพราะอันที่จริงแล้วเราก็สามารถมีภาพสวย ๆ ได้จากการใช้มือถือถ่าย แค่ต้องใช้เทคนิคในการถ่าย สายตาที่เฉียบคม และแสงจากธรรมชาติที่ดี

    1. สวนชิโอริ (Shioiri Park) ไปยังสะพานชิราฮิเงะบาชิ (Shirahigebashi Bridge)

    Sumidagawa 1

    รูปของผู้เขียน

    มาเริ่มต้นการเดินในระยะเวลา 1 ชั่วโมงที่สวนชิโอริในเซนจู (Senju) ที่นี่เป็นสวนน่ารัก ๆ จุดสตาร์ทคือที่สะพานเซนจ฿ ชิโอริ โอฮาชิ (Senju Shioiri-Ohashi Bridge) เป็นบริเวณที่มองเห็นโตเกียว สกายทรี

    ในสวนมีนกเป็ดน้ำและมีหอชมวิวเล็ก ๆ ที่ทำจากไม้ จากสวนชิโอริ เราจะมุ่งไปยังทางใต้ของสกายทรี

    การเดินทาง

    2. ศาลเจ้าอิชิฮามะ (Ishihama Shrine)

    Ishihama Shrine

    รูปของผู้เขียน

    ไม่ไกลจากชิราฮิเงะบาชิ เราจะได้เห็นศาลเจ้าอิชิฮามะ (Ishihama (Arakawa-ku) Shrine) ที่สวยงาม มีประวัติศาสตร์ยาวนานถึง 1,300 ปี เป็นที่ประดิษฐาน จูโรจิน (Jurojin) หนึ่งในเทพเจ้าแห่งโชคลาภทั้งเจ็ด ศาลเจ้าอิชิฮามะถูกสร้างขึ้นโดยสมเด็จพระจักรพรรดิโชมุ (Shomu) ในปี 724 เป็นสถานที่ที่มีความอัศจรรย์และยังเชื่อมโยงกับศาลเจ้าอิเสะที่มีชื่อเสียงอีกด้วย

    แต่ทว่าไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ โตเกียวแก๊ส (Tokyo Gas) ได้สร้างคลังสินค้าไว้ด้านหลังศาลเจ้า เลยทำให้รบกวนทัศนียภาพอันสวยงามเวลามองจากมาจากฝั่งหนึ่งของแม่น้ำ แต่ถึงอย่างงั้นก็ถือเป็นส่วนผสมที่แปลกใหม่ระหว่างสถานที่แบบโบราณกับสิ่งก่อสร้างแบบสมัยใหม่

    เว็บไซต์ศาลเจ้าอิชิฮามะ (Ishihama Shrine) *เฉพาะภาษาญี่ปุ่น
    การเดินทาง

    3. สะพานชิราฮิเงะ (Shirahige-bashi) ไปถึง สะพานอุมายะ (Umayabashi)

    Shirahige bashi

    รูปของผู้เขียน

    ใช้เวลาทั้งหมดสองชั่วโมง เดินเลียบฝั่งตรงสะพานชิราฮิเงะ บริเวณนี้มีวัดชื่อดังอย่าง “วัดเซนโซจิ” และ “วัดมัตสึจิยามะ”

    วัดเซนโซจิ เป็นวัดที่เราจะได้เห็นภาพถ่ายอยู่บ่อยครั้งและเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังที่นักท่องเที่ยวแวะมามากที่สุด ส่วนวัดมัตสึจิยามะ โชเด็น ก็ไม่ควรพลาดเช่นกัน วัดมัตสึจิยามะตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำ มีเรื่องราวความเป็นมาที่น่าสนใจและเนินเขาที่ปรากฎขึ้นมาอย่างน่ามหัศจรรย์มาตั้งแต่ปี 595 และนับแต่นั้นมาถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น

    ในยุคเอโดะ วัดมัตสึจิยามะเป็นสถานที่ที่สำหรับการชมแม่น้ำ มีหลักฐานเป็นภาพพิมพ์สีและบทกวีที่ได้บรรยายถึงเอาไว้ ในศาลเจ้ามีพิพิธภัณฑ์, สวนขนาดเล็ก และรถเคเบิล ซึ่งจะพาคุณเดินทางจากถนนขึ้นไปอีกสิบเมตรสู่งพื้นที่ที่ใช้สำหรับการอธิษฐานขอพร

    เว็บไซต์วัดมัตสึจิยามะ โชเด็น *เฉพาะภาษาอังกฤษ
    การเดินทางไปวัดมัตสึจิยามะ โชเด็น

    เว็บไซต์วัดเซนโซจิ *เฉพาะภาษาญี่ปุ่น
    การเดินทางไปวัดเซนโซจิ

    4. ที่แม่น้ำสุมิดะ

    On the river

    รูปของผู้เขียน

    ทางตอนใต้ของวัดมัตสึจิยามะ คุณจะเข้าสู่บริเวณที่มีชื่อเสียงที่สุดและได้รับการถ่ายภาพมากที่สุดของแม่น้ำสุมิดะซึ่งก็คือ พื้นที่ระหว่าง “สะพานซากุระบาชิ (Sakurabashi)” และ “สะพานอะซุมะบาชิ (Azumabashi)” คุณจะได้เห็นทัศนียภาพที่ดีที่สุดของโตเกียว สกายทรี เคียงคู่กับตึก Asahi Beer Hall และเรือจำนวนมากที่ใช้ล่องสำรวจแม่น้ำ

    จำนวนภาพถ่ายสุดคลาสสิกสามารถถ่ายได้จากแม่น้ำสายนี้ได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด นอกจากภาพทั่วไปแล้วให้ลองมองหาภาพสะท้อนกับอาคารสำนักงานหรือกิจกรรมทางน้ำต่าง ๆ เพื่อสร้างบรรยากาศให้รูปถ่ายที่ไม่เหมือนใคร

    เว็บไซต์ Sakurabashi *มีระบบแปลภาษาอัตโนมัติ
    การเดินทางไปยังสะพาน Sakurabashi

    5. อุมะยะบาชิ (Umayabashi) ไปยัง นิฮงบาชิกาวะ (Nihonbashigawa)

    Umayabashi

    รูปของผู้เขียน

    การเดินทางครั้งต่อไปใช้เวลาสองถึงสามชั่วโมงไปทางตอนใต้ของอุมะยะบาชิ ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์อีกครั้ง จากบรรยากาศของสถานที่ท่องเที่ยวเปลี่ยนเป็นอาคารสำนักงานและที่อยู่อาศัย เป็นส่วนผสมของความเก่าและใหม่ บริเวณนี้ คือ พื้นที่ที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงโตเกียว ทางด้านขวามือ คือ อาซากุสะบาชิ (Asakusabashi) มีร้านจำหน่ายตุ๊กตาญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมที่มีชื่อเสียง ครั้งหนึ่งสะพานอาซากุสะบาชิมีบทบาทสำคัญในฐานะสะพานหลักของโตเกียว

    ในยุคเอโดะ วัดเซนโซจิได้ทอดยาวมาถึงบริเวณนี้ ตรงฝั่งซ้ายเป็นย่านดังสำหรับซูโม่อย่างเรียวโกกุ รวมถึงพิพิธภัณฑ์ที่สร้างขึ้นใหม่อย่างพิพิธภัณฑ์สุมิดะ โฮกุไซ (Sumida Hokusai Museum) และยังมีร้านราเม็งอร่อย ๆ มากมาย แถมยังสามารถมองเห็นเหล่าซูโม่ฝึกหัดเดินไปเดินมาในบริเวณนี้อีกด้วย

    สะพานที่มองดูเรียบง่ายที่ทอดยาวพาดผ่านสายน้ำนี้ มีมุมสวย ๆ ที่ให้ภาพถ่ายดี ๆ อยู่มากมาย เป็นโอกาสอันดีในการฝึกฝีมือถ่ายภาพโดยเฉพาะโครงสร้างของสะพานคุรามาเอะบาชิ (Kuramaebashi) โทนสีเหลืองที่ดูแข็งแรงและโครงสร้างโลหะสะท้อนแสงได้ดีกับน้ำ

    การเดินทางไปสะพานอุมายาบาชิ

    การเดินทางไปสะพานคุรามาเอะบาชิ

    6. สะพานชิน โอฮาชิ (Shin Ohashi Bridge)

    Shin Ohashi

    รูปของผู้เขียน

    เดินต่อมาที่สะพานชินโอฮาชิ (Shin Ohashi) ที่ปรากฎอยู่บนงานภาพพิมพ์ไม้แกะสลัก (Ukiyo-e (浮世絵)) โดยศิลปินชื่อดังของญี่ปุ่นชื่อ ฮิโรชิเงะ (Hiroshige (歌川広重)) มีงานคัดลอกเป็นภาพวาดอยู่ฝั่งของอาซากุสะบาชิ ภาพพิมพ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของวิวทั้งใน Edo collection สีที่ฮิโรชิเงะใช้และทีแปรงแบบเส้นทแยงมุมทำให้เขาได้รับความนิยมในยุโรป โดยเฉพาะศิลปินชื่อดังอย่าง Van Gogh ก็เป็นแฟนตัวยงของเขา

    ภาพพิมพ์แกะสลัก Ukiyo-e แสดงให้เห็นภาพของเหล่าพ่อค้าที่ข้ามสะพานท่ามกลางสายฝน ขณะที่พื้นหลังมีรูปเรือกำลังล่องแพและกำลังมองหาที่พักพิง ซึ่งในปัจจุบันสะพานแห่งนี้กลายเป็นสถานที่ยอดนิยมสำหรับการถ่ายรูปสวย ๆ

    การเดินทางไปยังสะพาน Shin Ohashi

    7. สวนริมน้ำ

    Shin Ohashi and waterfront

    รูปของผู้เขียน

    กวีชื่อดังของญี่ปุ่นอย่าง มัตสึโอะ บาโช (Matsuo Basho/ 松尾芭蕉) ก็เคยอาศัยอยู่รอบ ๆ สะพานชินโอฮาชิ ที่ซึ่งคุณจะได้พบสวนสวยริมน้ำ ปัจจุบันสถานที่ตั้งของบ้านมัตสึโอะได้กลายเป็นศาลเจ้าและมีพิพิธภัณฑ์ที่สวยงามที่แสดงเกี่ยวกับอาชีพและชีวิตของเขา ในที่แห่งนี้เขาได้เริ่มต้นเส้นทางในสายอาชีพนักเขียน ซึ่งได้เขียนเอาไว้ในหนังสือที่ชื่อว่า Oku no Hosomichi

    บริเวณนี้ยังมีจุดถ่ายภาพหลายแห่งที่คุ้มค่ากับการใช้เวลาแวะชม

    เว็บไซต์ Basho Museum *มีระบบแปลภาษาอัตโนมัติ
    การเดินทางสู่พิพิธภัณฑ์ Basho

    8. ซึกุดะ (Tsukuda ) และสะพานเออิไตบาชิ (Eitaibashi Bridge)

    Tsukuda

    รูปของผู้เขียน

    เราเปลี่ยนบรรยากาศมาดูภาพวิวของโซนโมเดิร์นสุดปัง! อย่าง ซึกาดะ บริเวณที่น่าตื่นตาตื่นใจ ในช่วงยุคเอโดะตรงนี้เป็นแค่เกาะเล็กที่เอาไว้เก็บของและสถานที่สำหรับให้คนมาหยุดพักระหว่างเดินทาง แต่ปัจจุบันได้กลายเป็นย่านที่มีตึกระฟ้าที่ทันสมัย

    เช่นเดียวกับ Skytree ในอาซากุสะ ซึกาดะทำให้สายน้ำแห่งนี้ดูมีชีวิตชีวา บรรดาตึกสูง ๆ ที่เป็นที่อยู่อาศัยก็ถูกออกแบบให้มีรูปร่างคล้ายกับ คาบุโตะ (兜) หมวกซามูไรแบบดั้งเดิม ทำให้สามารถมองเห็นทัศนียภาพของแม่น้ำและอ่าวโตเกียวได้ ตัวหอคอยไม่ได้เปิดให้เข้าชมแต่สามารถไปเดินเล่นรอบ ๆ สวนใกล้ ๆ ได้ บริเวณนี้ยังมีชื่อเสียงในเรื่องอาหารอร่อย ๆ ที่เรียกว่า monja-yaki (もんじゃ焼き) ซึ่งเป็นแพนเค้กสไตล์ญี่ปุ่นในภูมิภาคคันโต คู่ตรงข้ามกับโอโคโนมิยากิของโอซาก้า

    การเดินทางไปซึกุดะ

    เว็บไซต์ Eitaibashi *เฉพาะภาษาญี่ปุ่น
    การเดินทางไป Eitaibashi Bridge

    9. สะพานชูโอ โอฮาชิ (Chuo Ohashi Bridge)

    Chuo Ohashi

    รูปของผู้เขียน

    สะพานชูโอ โอฮาชิ (Chuo Ohashi) ที่งดงามเชื่อมโยงกับฝั่ง “แผ่นดินใหญ่” กับเกาะ สร้างขึ้นในปี 1994 ในช่วงเวลาเดียวกับสะพานสายเรนโบว์ตรงอ่าวโตเกียว เป็นสะพานใหม่ล่าสุดแห่งที่สองของแม่น้ำสุมิดะ ได้รับการออกแบบเช่นเดียวกับประติมากรรมของอาคาร Asahi Beer โดยทีมงานจากฝรั่งเศส เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพระหว่างแม่น้ำสุมิดะและแม่น้ำแซนในกรุงปารีส

    จากชูโอ โอฮาชิ ให้หันหน้าไปทางทิศเหนือ โดยให้สายตาของคุณทอดผ่านไปตามทางย้อนกลับข้ามสะพานเอไตบาชิ (Eitaibashi) และไปยังหอคอย Skytre จะทำให้ได้มุมมองถ่ายภาพที่ยอดเยี่ยมมาก

    การเดินทางไปยังสะพานชูโอ โอฮาชิ (Chuo Ohashi Bridge)

    10. จุดสิ้นสุดของแม่น้ำสุมิดะ

    Saying Goodbye

    รูปของผู้เขียน

    เดินไปทางใต้เล็กน้อย คุณจะมาถึงจุดสิ้นสุดของแม่น้ำสุมิดะ ตลาดซึกิจิ และศาลเจ้านามิโยเกะ อินาริ (Namiyoke Inari (波除稲荷神社) ศาลเจ้าที่สร้างขึ้นเพื่อปกป้องคุ้มครองภัยจากธรรมชาติ ถ้าลองเดินเลยจากบริเวณนี้ไปแล้วล่ะก็จะเป็นอ่าวโตเกียวที่สวยงาม

    หากใครที่รักการถ่ายภาพเป็นชีวิตจิตใจ ไม่ว่าคุณจะเป็นมือสมัครเล่นหรือถ่ายเป็นอาชีพ ควรลองแวะมาที่แม่น้ำสุมิดะของโตเกียว แล้วหามุมสวย ๆ ตามที่แนะนำไป คุณจะได้รูปที่มีมุมมองที่น่าทึ่งมาก ๆ