“Saigo Takamori” The Last Samurai: ซามูไรคนสุดท้ายของญี่ปุ่นที่โลกไม่มีวันลืม!

  • ประเพณี
  • วัฒนธรรม
  • หนึ่งในเอกลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่นที่ทั้งโลกมักจะกล่าวถึงก็คือ ซามูไร นักรบสายเลือดญี่ปุ่นผู้มีความชำนาญในการกวัดแกว่งเพลงดาบ อาวุธดาบที่แสนร้ายกาจแต่เต็มไปด้วยเกียรติยศนี้ เป็นแนวคิดที่น่าสนใจสำหรับผู้คนจำนวนมาก แม้แต่ในฮอลลีวูดก็มีการทำภาพยนตร์ที่นำเสนอเรื่องรวของซามูไรนำแสดงโดย เคน วาตานาเบะ (Ken Watanabe) และทอม ครูซ (Tom Cruise) อย่าง The Last Samurai (มหาบุรุษซามูไร) ที่อ้างอิงจากชีวประวัติของบุคคลในประวัติศาสตร์อย่าง “ไซโก ทาคาโมริ (Saigo Takamori)” อย่างไรก็ตาม ภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ที่รับบทนำโดยเคน วาตานาเบะเรื่องนี้อาจจะมีเนื้อหาที่แตกต่างออกไปจากสิ่งที่เคยเกิดขึ้นจริง ๆ

    ถ้าใครอยากจะรู้ว่าเรื่องราวของ “ไซโก ทาคาโมริ (Saigo Takamori) ซามูไรคนสุดท้ายแห่งแดนอาทิตย์อุทัยว่าที่แท้จริงเป็นเช่นไร? มาลองอ่านประวัติของเขาไปพร้อม ๆ กันเลย

    ก่อนจะมาเป็นซามูไรคนสุดท้าย

    ถ้าอยากจะรู้จักไซโก ทาคาโมริให้มากขึ้น เรามาย้อนเวลากลับไปยังอดีตของประเทศญี่ปุ่น ในช่วงเวลาที่อยู่ภายใต้การปกครองของ โชกุนอิเอยะสุ โทกุงะวะ (Ieyasu Tokugawa) แห่งตระกูลโทกุงะวะที่บรรพบุรุษของเขาอย่าง “โทกุงะวะ อิเอะมิตสึ” ที่ได้ปิดประเทศญี่ปุ่นไปในช่วงปี 1635 เนื่องจากกลัวอิทธิพลและแนวคิดจากโลกตะวันตกจะเข้ามาคุกคามสันติสุขในประเทศญี่ปุ่นที่เขาได้พยายามต่อสู้และรักษามาตลอดทั้งชีวิต ตามประวัติศาสตร์แล้วนี่คือช่วงเวลาที่รุ่งเรืองของซามูไรและวัฒนธรรมชั้นสูงของประเทศญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ อีกทั้งยังเป็นช่วงเวลาที่สงบสุขและไม่มีสงคราม จึงทำให้เหล่าซามูไรใช้เวลาไปกับการอ่านหนังสือและแต่งบทกวี แต่ในทางกลับกันก็เป็นช่วงเวลาที่นำไปสู่ความเสื่อมถอย เพราะนอกจากวัฒนธรรมที่เฟื่องฟูแล้ว ในด้านอื่น ๆ ก็ดูเหมือนจะไม่มีการพัฒนาอะไรเพิ่มเติมเลย

    saigo-takamori

    ประเทศญี่ปุ่นในช่วงนั้นเปรียบเสมือนปราสาทที่ถูกสร้างขึ้นมาบนผืนทรายที่สั่นคลอนและเต็มไปด้วยความรุนแรง รวมทั้งผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอก เพราะหลังจากนั้นไม่นานกองทัพของอเมริกาก็ได้นำเรือเข้ามาล้อมอ่าวเอโดะ (อ่าวโตเกียวในปัจจุบัน) พร้อมใช้อาวุธปืนในการข่มขู่เพื่อกดดันให้ญี่ปุ่นเปิดประเทศ โชกุนรู้ดีว่าฝ่ายญี่ปุ่นไม่มีทางที่จะต่อสู้กับอเมริกาได้ จึงทำให้ต้องยอมจำนนแต่โดยดี ซึ่งช่วงเวลานี้คือ ยุคที่อำนาจของโชกุนถูกลดบทบาทลงไปและยุคสมัยปฏิวัติเมจิได้เริ่มต้นขึ้น เหล่าซามูไรจากตระกูลต่าง ๆ ที่เคยซ่อนตัวอยู่ได้ออกมามีบทบาทเพื่อโค่นล้มรัฐบาลและในขณะเดียวกันก็ถูกประหารชีวิตโดยรัฐบาลเช่นเดียวกัน

    กำเนิดตำนาน

    ไซโกเกิดในปี 1828 ที่คาโกชิมะในจังหวัดซัตสึมะ (จังหวัดคาโกชิมะในปัจจุบัน) เป็นบุตรชายคนโตจากจำนวนพี่น้อง 7 คน และครอบครัวเป็นครอบครัวซามูไรที่ไม่ได้ร่ำรวย ในช่วงปีสุดท้ายของยุคสงครามรณรัฐ (ช่วงเวลาที่ตระกูลโชกุนโทกุงะวะขึ้นมามีอำนาจ) ซึ่งจังหวัดซัตสึมะที่ครอบครัวของไซโกอาศัยอยู่นั้น ก็เข้าร่วมเป็นกลุ่มต่อต้านตระกูลโทกุงะวะ ใครก็ตามที่เป็นมิตรของโทกุงะวะก็จะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี แต่ในทางกลับกันใครที่ตั้งตนเป็นศัตรูก็จะถูกกีดกันออกไปจากรัฐบาล ดังนั้นในช่วงที่ไซโกเกิด จังหวัดซัตสึมะทั้งหมดได้ถูกแยกตัวออกไปและไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับรัฐบาล

    ชื่อจริงของ Saigo Takamori คือ Saigo Kokichi โดยทั่วไปซามูไรจะเปลี่ยนชื่อของพวกเขาเมื่อเป็นผู้ใหญ่ ชื่อ “Takamori” ถูกเพิ่มลงในนามสกุลของเขา “Saigo” และเขามักถูกเรียกว่า “Takanaga”

    ซามูไรแห่งซัตสึมะมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกันกว่าในพื้นที่อื่น ๆ ที่มีความเจริญกว่า เพราะว่าคาโกชิมะเป็นพื้นที่ชนบทและห่างไกลความเจริญจึงทำให้กลุ่มซัตสึมะมีความแข็งแกร่ง พวกเขาจะให้ความสำคัญกับการฝึกกองทัพและทักษะในการต่อสู้ ในช่วงวัยหนุ่มไซโกได้ถูกส่งไปยังเอโดะ (โตเกียวในปัจจุบัน) เพื่อทำงานให้กับชิมาซึ นาริอะกิระ (Shimazu Nariakira) ไดเมียวแห่งซัตสึมะ ในช่วงที่พลเรือเพอร์รี่ได้ส่งเรือเข้ามาล้อมอ่าวเอโดะ โชกุนได้เข้าประชุมกับไดเมียวเพื่อปรึกษาหารือกันถึงศึกครั้งนี้ โดยมี Nariakira เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการปกป้องการรุกรานของชาติตะวันตก โดยเสนอให้ทุกฝ่ายที่จงรักภักดีต่อรัฐบาลต้องรวมตัวกันเพื่อสร้างความแข็งแกร่งที่เป็ฯอันหนึ่งอันเดียวกันกับกองทัพ นอกจากนี้ Nariakira มีแผนจะให้ไซโกเข้ามาเป็นเด็กฝึกหัดของเขาเพื่อผลักดันให้เข้าร่วมกับกองทัพ แต่เนื่องจากรัฐบาลได้ยอมจำนนต่อชาติตะวันตกเลยทำให้แผนการเหล่านี้ไม่ได้เป็นตามแผน

    ต้นตอความคัดแย้ง

    ไซโกเป็นคนหนึ่งที่ต่อต้านฝ่ายรัฐบาลโชกุน ครอบครัวของเขาเองก็ต่อต้่านระบบนี้และไม่ได้เข้าร่วมกับพวกโชกุนมาหลายร้อยปี นอกจากนี้ ผู้สำเร็จราชการของโชกุนในเมืองซัตสึมะอย่าง อิเอะ นาโอสุเกะ (Ii Naosuke) ได้พยายามกวาดล้างกลุ่มคนที่ไม่สนุบสนุนรัฐบาล ไซโกเองก็ถูกบังคับให้หนีไปและเขาเองก็ได้พยายามจะฆ่าตัวตายโดยการกระโดดลงจากเรือแทนการโดนจับกุมตัวโดยกลุ่มของอิเอะ อย่างไรก็ตามเขาได้รับการช่วยชีวิตจากเรือที่ผ่านมาพอดีและพาเขาไปยังเกาะอะมามิโอชิมะ หลังจากได้รับการักษาตัวแล้ว เขาได้แต่งงานกับหญิงสามัญชนและมีลูกด้วยกัน ระหว่างที่กำลังใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ภายในจิตใจของเขาก็ยังคงเต็มไปด้วยความโกรธแค้นต่อรัฐบาลที่ทำให้เขาต้องพลัดพรากจากครอบครัวอันเป็นที่รักและบ้านเกิดของตัวเอง

    หลังจาก 3 ปีแห่งการถูกเนรเทศ สายลมแห่งการเมืองก็ได้พัดพามาและทำให้ไซโกต้องเดินทางกลับไปอีกครั้ง แต่ทั้งนี้ภรรยาและลูกของเขาไม่ได้รับอนุญาตให้ติดตามมาที่คาโกชิม่าด้วยกัน ทำให้เขาต้องพลัดพรากจากกันไปตลอดกาล นี่คืออีกหนึ่งแผลในหัวใจที่แสนเจ็บปวดของเขาในการเดินทางกลับไปเผชิญหน้ากับรัฐบาล

    ในช่วงเวลานี้ เหตุการณ์ต่าง ๆ ในประเทศญี่ปุ่นกำลังปั่นป่วน การมาถึงของเรือจากอเมริกาได้ทำให้ โทกุงาวะ อิเอะมิตสึ (Tokugawa Iemitsu) เกิดความหวาดระแวงที่จะเสียอำนาจไป ส่วนต่าง ๆ ของประเทศก็เริ่มแข็งข้อขึ้นในขณะที่อำนาจของโชกุนได้อ่อนแอลง แถมยังมีศัตรูต่างชาติเข้ามาล้อมรอบอีกด้วย เหล่ากลุ่มต่อต้านรัฐบาลโชกุนเตรียมโจมตีเสมือนเหล่าฉลามว่ายล้อมที่พร้อมจู่โจมเมื่อถึงคราวอ่อนกำลังลง มีการรวมตัวของเหล่าซามูไรซัตสึมะ ซึ่งอยู่ด้านนอกและเห็นว่านี่เป็นโอกาสที่ดีของพวกเขาสำหรับการเปลี่ยนแปลง เริ่มมีกลุ่มชาตินิยมใหม่ ๆ ที่กระจายในเหล่าซามูไรที่ต่อต้านรัฐบาล พวกเขาเรียกร้องให้มีการทำลายรัฐบาลโชกุนและให้สมเด็จพระจักรพรรดิมีอำนาจในฐานะผู้นำประเทศที่แท้จริง

    น้องชายของชิมาซุ นาริอากิระ (Shimazu Nariakira) ผู้ซึ่งเป็นอดีตเจ้านายของไซโก เป็นหนึ่งในผู้ปลุกระดมที่ปลุกเร้าการก่อจลาจล เขาได้เสนอให้ยกกองทัพเพื่อไปยื่นข้อเสนอดังกล่าวต่อรัฐบาล แต่ไซโกขอร้องให้ยกเลิกการกระทำดังกล่าวในตอนนี้ เพราะไซโกรู้ว่ายังเร็วเกินไปสำหรับการกระทำดังกล่าวและจะนำไปสู่การพ่ายแพ้อย่างราบคาบ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ไซโกต้องเร่งเดินทางล่วงหน้าขบวนนี้ไปเพื่อจะได้ไปเตือนรัฐบาลให้ทัน และหวังจะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายเจรจากันได้อย่างสันติสุข แต่กลับกลายเป็นว่าฝ่ายรัฐบาลเข้าใจผิดคิดว่าไซโกต้องการตั้งตนเป็นศัตรูกับรัฐบาลและได้เนรเทศเขาไปยังเกาะโทคุโนะชิมะ

    เมื่อสถานการณ์ทางการเมืองอันตรายมากขึ้นและอนาคตของรัฐบาลดูเหมือนจะยืนอยู่บนคมมีด ที่ปรึกษาของรัฐบาลจำนวนมากได้ตระหนักว่าความหวังเดียวของพวกเขาในการควบคุมกลุ่มต่อต้านคือ ชายที่รัฐบาลได้เนรเทศไปยังเกาะโทคุโนะชิมะ และท่ามกลางความสิ้นหวังได้ผลักดันให้โชกุนต้องตัดสินใจเรียกตัวศัตรูที่อันตรายที่สุดของพวกเขาให้กลับมาช่วย

    เปลี่ยนบัลลังก์

    กองกำลังจากแคว้นโจวชู (Choshu) ขึ้นต่อต้านรัฐบาลและโจมตีพระราชวังอิมพีเรียลในเกียวโต ไซโกตั้งพันธมิตรร่วมกับกองกำลังจากแคว้นไอซุ (Aizu) เพื่อวางแผนการจลาจลและคุ้มครองจักรพรรดิให้ปลอดภัย คุณอาจจะคิดว่า “ทำไมเขาถึงร่วมต่อสู้กับรัฐบาลที่เขาเกลียด?” ไซโกคิดการณ์ไกลเพราะเขารู้ว่ารัฐบาลโชกุนกำลังจะตกต่ำลง ตอนนี้เป็นเหมือนเจดีย์ที่ไม่มั่นคง พร้อมที่จะถูกกัดกร่อนลงไปตามสายลมแห่งกาลเวลา เขาจะรักษาฐานอำนาจของเขาหลังจากที่รัฐบาลโชกุนล่มสลาย แม้ว่าเขาอาจต้องต่อสู้กับกลุ่มซามูไรโจวชู เขาก็ยังยอมจำนนด้วยความเห็นอกเห็นใจและยังเป็นที่รักของผู้นำการกบฏ ด้วยการกระทำนี้เขาได้พิสูจน์ความกล้าหาญาและทำให้ผู้นำรู้สึกถึงการเป็นหนี้บุญคุณที่มีต่อเขา

    หลังจากการเกิดกบฏครั้งนี้ เขาเริ่มเจรจากับผู้นำกลุ่มโจวชูเพื่อช่วยพวกเขาในอนาคต ในการจลาจลครั้งที่สองในปี 1866 ไซโกและซัตสึมะ สงวนท่าทีวางตัวเป็นกลางในความขัดแย้งระหว่างแคว้นโจวชูและรัฐบาลโชกุน รัฐบาลโชกุนเมื่อเล็งเห็นว่าตัวเองมีศัตรูรอบตัว ในที่สุดก็ยอมแพ้และมอบอำนาจคืนให้กับจักรพรรดิ

    แม้จะมีผลประโยชน์มากมาย ไซโกเห็นว่านี่เป็นเพียงละครทางการเมืองเท่านั้น แม้รัฐบาลโชกุนหมดไป แต่ตระกูลโทกุงะวะยังคงควบคุมอยู่เบื้องหลัง มันเป็นเกมทางการเมืองเหมือนดั่งเก้าอี้ดนตรี แม้ตำแหน่งของทุกคนถูกเปลี่ยนไปแต่ความเป็นจริงแล้วทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ไซโกเรียกร้องให้ตระกูลโทกุงะวะลาออกจากตำแหน่งต่าง ๆ และสิ่งนี้เองที่เป็นต้นตอของสงครามโบชิน (Boshin) ไซโกและพันธมิตรของเขาได้นำกองกำลังของพวกเขาต่อต้านกองกำลังของรัฐบาลโชกุนและต่อสู้อย่างเต็มที่ ซึ่งความพ่ายแพ้เหล่านี้จะนำมาสู่ยุคการฟื้นฟูเมจิและการล่มสลายของไซโก ทากาโมริ

    การเปลี่ยนแปลง

    ไซโกมีบทบาทหลักในยุคการฟื้นฟูเมจิ เขากลายเป็นที่ปรึกษาหลักของสมเด็จพระจักรพรรดิเมจิ เป็นคนสำคัญในการช่วยก่อตั้งกองทัพทหารสมัยใหม่ตามแบบชาติตะวันตกให้แก่ประเทศญี่ปุ่น และเป็นหนึ่งในแกนนำยกเลิกระบบแคว้นดั้งเดิมของประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย ที่จริงเรื่องนี้ได้ก่อความยุ่งยากอย่างไม่คาดฝัน เนื่องจากเกือบจะเป็นการปรับโครงสร้างสังคมและอำนาจของญี่ปุ่นทั้งหมด แต่เนื่องจากตัวไซโกเองเป็นซามูไรในชนบท เขาจึงสามารถช่วยให้ประเทศผ่านช่วงผลัดเปลี่ยนนี้ไปได้ หลังจากจัดตั้งรัฐบาลขึ้นในปี 1871 ผู้นำรัฐบาลเมจิได้เดินทางไปยังสหรัฐอเมริกาและยุโรป ในระหว่างเดินทางครั้งนี้ไซโกจึงได้รับมอบหมายให้ดูแลรัฐบาลรักษาการอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น

    ยุคการฟื้นฟูเมจิเป็นที่รู้จักกันดีว่าประเทศต่าง ๆ ได้เปลี่ยนจากสังคมเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมไปเป็นสังคมอุตสาหกรรมที่ทันสมัยในระยะเวลาอันสั้น แต่เมื่อใดก็ตามที่มีการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ก็ย่อมจะมีการคัดค้านเป็นจำนวนมากเช่นกัน เหล่าซามูไรที่มีมาตั้งแต่หลายร้อยปี ซึ่งถือเป็นชนชั้นระดับต้น ๆ ในสังคม อย่างตอนนี้อาชีพอื่น ๆ ก็สามารถสร้างรายได้มากกว่าการเป็นซามูไร เช่น ช่างตัดเสื้อเริ่มพัฒนาเข้าสู่อุตสาหกรรม โดยจ้างอดีตเกษตรกรเพื่อใช้เป็นแรงงานราคาถูก และสร้างบริษัทของตัวเอง เป็นต้น นอกจากนี้ในกลยุทธ์ทางสงครามสมัยใหม่ ทำให้ไม่จำเป็นต้องมีกลุ่มนักรบที่ได้รับการฝึกฝนจำนวนมาก เพียงแค่มีปืนก็ทำสงครามได้ง่ายขึ้น ดังนั้นเหล่าซามูไรเริ่มหมดความสำคัญลงทีละเล็กทีละน้อย เหล่าซามูไรเองก็พบว่าตัวเองยากจนลง

    แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นกับหล่าซามูไรนี้ไม่ได้เป็นชนวนการเกิดสงครามระหว่างไซโกกับรัฐบาล แต่เป็นประเทศเกาหลี

    ชนวนสงคราม

    saigo-takamori-seikanron

    ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศญี่ปุ่นกับประเทศเกาหลีย้อนกลับไปหลายปี เพื่อทำให้เข้าใจง่ายขึ้นเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับเกาหลีนั้น เกิดจากตัวกลางหนึ่งซึ่งก็คือ ตระกูลโซ (So family) แห่งเกาะทสึชิมะ (Tsushima) หลังจากที่รัฐบาลเมจิเข้ามาดูแล พวกเขาได้ติดต่อกับเกาหลีเพื่อเจรจาความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ราชวงศ์เกาหลีรู้สึกไม่พอใจกับการเลือกใช้อักษรคันจิเพื่อเป็นตัวแทนจักรพรรดิของญี่ปุ่น เนื่องจากในประเทศเกาหลีนั้นอักษรคันจิใช้สำหรับเป็นตัวแทนจักรพรรดิของประเทศจีนเท่านั้น ดังนั้นการที่ใช้อักษรคันจิ จึงเปรียบได้ว่าเกาหลีต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของประเทศญี่ปุ่นไปโดยปริยาย ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วทางประเทศเกาหลีไม่ยอมรับว่าจักรพรรดิญี่ปุ่นเทียบเท่ากับจักรพรรดิจีน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ไซโกโกรธมาก

    ไซโกรู้สึกโกรธมากและยืนกรานให้ประเทศญี่ปุ่นไปทำสงครามกับประเทศเกาหลี แต่รัฐบาลเมจิมองย้อนไปถึงความพยายามในการโจมตีเกาหลีในอดีต และกล่าวว่าตอนนี้ประเทศญี่ปุ่นเองไม่มีกำลังพ่ายพลและยุทโธปกรณ์ หรือการสนับสนุนจากชาติตะวันตกสำหรับการก่อสงครามนี้ แต่ไซโกยังคงยืนยันและขู่ว่าจะลาออกจากทุกตำแหน่งหากไม่รับฟังความเห็นของเขา

    กบฏซัตสึมะ

    หลังจากลาออกจากรัฐบาล ไซโกได้ตั้งโรงเรียนการทหารของตัวเองขึ้นในจังหวัดบ้านเกิดของเขา ซามูไรหลายคนได้ส่งบุตรชายไปฝึกฝนและได้รับการสอนจากวีรบุรุษของพวกเขา มีโรงเรียนทหารเอกชนหลายแห่งทั่วประเทศและเป็นแหล่งของศิลปศาสตร์ตามขนบซามูไร มีผู้ศรัทธาในวิถีซามูไรเข้ามาศึกษาซึ่งเป็นที่นับถือตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ แต่แนวคิดของพวกเขาในอนาคตดูค่อนไปในทางที่ไม่ดี โรงเรียนของไซโกได้เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วเมืองคาโงชิมะ และครอบคลุมไปยังรัฐบาลส่วนท้องถิ่นและมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้รัฐบาลกลัวว่าอาจทำให้เกิดการก่อจลาจล จึงได้ส่งกองทัพเรือไปขนย้ายอาวุธออกจากคลังแสงสรรพาวุธเมืองคาโงชิมะ แต่แล้วผลที่ได้กลับตรงกันข้าม เพราะนักเรียนหัวกะทิของไซโกได้พยายามรักษาคลังแสงและเริ่มมีการสู้รบกัน

    อ้างอิงจากบันทึกดูเหมือนว่าไซโกเริ่มรู้สึกเสียใจกับความรุนแรงครั้งนี้ แต่เมื่อเห็นว่าเขาไม่มีทางเลือกจริง ๆ เขาจึงเข้าร่วมในการสู้รบทั้ง ๆ ที่รู้ว่าไม่สามารถเอาชนะได้ ผู้เขียนบางคนได้พูดถึงเหตุการณ์นี้ว่า ไซโกวางแผนอย่างนี้และหวังว่าจะบังคับให้รัฐบาลยอมเข้าสู่การเจรจา เพื่อให้เขาได้กลับเข้าสู่อำนาจรัฐบาลอีกครั้ง

    ไซโกได้รวมกลุ่มของซามูไรและชาวนาสำหรับการต่อสู้ชิโรยามะ (Shiroyama) ซึ่งเป็นการสู้รบครั้งสุดท้ายของกบฏซัตสึมะ ณ วันที่ 24 กันยายน ปี 1877 ซึ่งแตกต่างจากภาพยนตร์ The Last Samurai ที่นักแสดงถืออาวุธสมัยใหม่และสู้รบกันจนกระสุนหมดจนถึงในระยะประชิด หลังจากการสู้รบหลายครั้ง กองกำลังของไซโกเกือบจะพังยับเยิน ฝ่ายไซโกลดจำนวนลงเหลือเพียงราว 400 คนและเขาได้รับบาดเจ็บสาหัสที่บริเวณสะโพก และในวันเดียวกันนั้นไซโกได้จบชีวิตของตัวเองลงโดยการทำเซ็ปปุกุ (Seppuku เป็นการฆ่าตัวตายโดยการคว้านท้อง เชื่อว่าเป็นการตายอย่างมีเกียรติ) ในรูปแบบของซามูไรแบบดั้งเดิม

    อนุสรณ์

    แม้ว่าไซโก ทากาโมริ เสียชีวิตลงในการก่อกบฏในประเทศ แต่เขาก็ยังคงได้รับการยกย่องว่าเป็นวีรบุรุษ ซึ่งประเทศญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์ที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับการก่อกบฏ เพราะถ้าใครต่อสู้กับรัฐบาลโดยมีเหตุผลที่ชอบธรรมจะกลายเป็นบุคคลที่น่านับถืออย่างมาก และไซโก ทากาโมริ ได้รับทั้งคำชื่นชมจากคนมากมาย รวมถึงคนที่ไม่ชอบด้วยเช่นกัน

    ตัวผู้เขียนเองก็คิดว่านี่เป็นตำนานของ ไซโก ทากาโมริ ที่ครองใจผู้คนจริง ๆ เขาคือ ซามูไรคนสุดท้ายอย่างแท้จริง และตอนนี้ได้มีรูปปั้นของไซโก ทากาโมริ อยู่ ณ สวนอุเอโนะที่โด่งดังในโตเกียว ถ้ามีโอกาสไปเที่ยวโตเกียว อย่าลืมแวะไปชมกันได้นะคะ

    Reference: jref.com/