สารพันปัญหาและวิธีทำบัตรเครดิตการ์ดในประเทศญี่ปุ่น

  • การทำงาน
  • สังคม
  • เคล็ดลับ
  • วิธีทำเครดิตการ์ดในประเทศญี่ปุ่น

    นี่คือ คำถามยอดฮิตตลอดกาลของชาวต่างชาติในประเทศญี่ปุ่น: กับวิธีการทำบัตรเครดิตในประเทศญี่ปุ่น ตามหลักแล้วก็ไม่น่าจะใช่เรื่องยากอะไร แต่ในทางปฏิบัติการทำบัตรเครดิตในประเทศญี่ปุ่นค่อนข้างจะวุ่นวายและมีขั้นตอนที่ชวนให้หงุดหงิดอยู่พอสมควร โดยเฉพาะถ้ารายได้ของคุณมีความผันผวนและไม่มากพอ แต่ด้วยความที่ประเทศญี่ปุ่นนิยมใช้เงินสดในการชำระสินค้าและบริการ แถมยังสามารถจ่ายเงินแบบออนไลน์ที่ร้านสะดวกซื้อใกล้บ้านได้ เลยทำให้ไม่มีปัญหาในเรื่องของการใช้เงิน อย่างไรก็ตาม การมีบัตรเครดิตก็ช่วยให้การใช้ชีวิตในญี่ปุ่นสะดวกขึ้นเล็กน้อย

    วันนี้ผู้เขียนอยากมาแบ่งปันประสบการณ์เรื่องราวกว่าจะได้บัตรเครดิตใบแรกในประเทศญี่ปุ่นมาฝากทุก ๆ คนที่วางแผนจะมาใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่นนะคะ

    บัตรเดบิต

    ก่อนที่จะเริ่มต้น ขออธิบายสั้น ๆ เกี่ยวกับ “บัตรเดบิต” ก่อน เพราะว่ามีหลายคนใช้บัตรนี้เป็นอีกทางเลือก ด้วยความที่บัตรนี้สามารถทำได้ง่าย แต่ว่าบัตรเดบิตเป็นอะไรที่ยังใหม่อยู่ในประเทศญี่ปุ่น จนกระทั้งถึงปี 2016 ธนาคารใหญ่ ๆ บางแห่งเริ่มมีการโปรโมทบัตรเดบิต โดยเน้นกลุ่มเป้าหมายที่นักศึกษามหาวิทยาลัยที่ยังไม่มีรายได้ที่มั่นคง ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ผู้เขียนพยายามจะทำบัตรเดบิตกับธนาคาร MUFG แต่ทางธนาคารไม่ยินยอมให้ทำด้วยเหตุผลที่ว่าผู้เขียนอ่านและเขียนคันจิไม่ได้ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำเอามึนตึบไปเลย เพราะอันที่จริงแล้วไม่น่าจะมีอุปสรรคอะไรในการทำบัตรเดบิตได้เลย เพราะบัตรเดบิตเป็นการใช้เงินที่เรามีอยู่ในบัญชีเงินฝากของธนาคาร แต่คิดว่าในแต่ละประเทศคงมีการตีความหมายและการใช้งานที่แตกต่างกันไป รวมถึงธนาคารแต่ละสาขาเช่นกัน

    การเปิดบัญชีธนาคาร

    สิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อมาพำนักระยะยาวในญี่ปุ่น คือ การเปิดบัญชีธนาคาร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบริษัทที่คุณกำลังทำงานอยู่ด้วย เพราะคุณอาจจะได้รับคำแนะนำมากมายตั้งแต่ให้ไปเปิดที่ JP Post หรือไป Shinsei Bank ซึ่ง Shinsei Bank จะเป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติเพราะมีเจ้าหน้าที่ที่พูดภาษาอังกฤษได้และมีเว็บไซต์ภาษาอังกฤษให้บริการ รวมถึงระบบต่าง ๆ ในการเปิดบัญชีก็มีภาษาอังกฤษไว้บริการลูกค้าต่างชาติ อย่างไรก็ตามทุกอย่างมีข้อดีและข้อเสียเพราะ Shinsei Bank ไม่ใช่ธนาคารใหญ่และระบบการทำธุรกรรมต่าง ๆ อาจไม่สะดกวเท่าธนาคารใหญ่ เริ่มต้นด้วยการกดเงินจาก Shinsei Bank จะต้องทำผ่านตู้เอทีเอ็มของ 7-Eleven (ทั้งสองธนาคารนี้เป็น partnership กัน)

    และตั้งแต่เดือนตุลาคมปี 2018 Shinsei เริ่มเรียกเก็บค่าธรรมเนียม 108 เยนสำหรับการใช้ตู้เอทีเอ็มแก่ลูกค้าที่ไม่ใช่ Shinsei Gold หรือ Shinsei Platinum หากคุณต้องการเป็น Shinsei Gold คุณต้องมียอดคงเหลือรวม 1 ล้านเยนในบัญชีของคุณหรือมียอด 10,000 เยนต่อเดือนในการ์ด GAICA (เดี๋ยวจะอธิบายเรื่อง GAICA ในภายหลัง) แม้เงิน 108 เยนอาจไม่ใช่จำนวนเงินที่มากมายอะไร? แต่ถ้าเดือนนั้นต้องกดบ่อย ๆ ทุกครั้งก็จะต้องเสีย 108 เยน (10 ครั้งก็ 1,080 เยน!) และถ้าจะกดทีเดียวเยอะ ๆ ก็ต้องระวังเรื่องของการพกเงินสดจำนวนเยอะ ๆ ไว้กับตัวด้วย แม้ประเทศญี่ปุ่นจะเป็นประเทศที่ปลอดภัยมาก แต่การมีเงินหลายแสนเยนในกระเป๋าสตางค์ก็อาจจะทำให้ ถ้าคุณเผลอทำกระเป๋าสตางค์หาย ดังนั้น แม้ Shinsei Bank จะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับชาวต่างชาติที่ไม่เก่งภาษาญี่ปุ่น แต่ขอแนะนำให้เปิดบัญชีไว้สองธนาคารก็จะดีมาก โดย Shinsei Bank ใช้สำหรับการทำธุรกรรมแบบออนไลน์และอีกธนาคารหนึ่งสำหรับการใช้ ATM

    การทำบัตรเครดิตการ์ด

    หลายธนาคารมีบัตรเครดิตหลากหลายประเภท ซึ่งสามารถสมัครผ่านระบบออนไลน์ได้ ในหมู่ชาวต่างชาติบัตรเครดิตที่น่าจะเป็นที่รู้จักมากที่สุดคือ บัตร Rakuten ด้วยเหตุผลที่ว่า Rakuten สามารถเข้าถึงได้ง่ายและคุณอาจเห็นชาวญี่ปุ่นจำนวนมากที่ถือบัตร Rakuten โดยเฉพาะผู้ที่ยังอยู่ในมหาวิทยาลัย บัตร Rakuten เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายและยังมีคู่มือออนไลน์เพื่อให้ชาวต่างชาติสามารถสมัครใช้งานได้

    อย่างไรก็ตามเนื่องจากบัตร Rakuten มักจะมีคนพูดถึงไปเยอะแล้ว ผู้เขียนจึงขอเน้นไปที่บัตรอื่น ๆ บ้าง ซึ่งก็มีบัตรดั้งเดิมอย่าง: SMBC ที่อยากจะแนะนำเป็นอีกหนึ่งทางเลือก

    เครดิตการ์ดของ SMBC

    ชื่อนี้ย่อมาจาก Sumitomo Mitsui Banking Corporation (อย่าสับสนกับ Sumitomo Mitsui Trust Bank นะคะ) เป็นหนึ่งในสามของธนาคารยักษ์ใหญ่ในประเทศญี่ปุ่น หลายคนคงจำได้จากโลโก้สีเขียวสดที่มีรูปทรงธงสบัดหรือแผงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสามอัน สิ่งที่ขึ้นชื่อของธนาคารแห่งนี้คือ การบริการลูกค้าที่ดีเยี่ยม ซึ่งหลายคนคงเคยมีประสบการณ์มาแล้ว แม้จะมีอุปสรรคทางภาษาก็ตาม แต่เจ้าหน้าที่ก็ยังยินดีช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถและไม่มีท่าทางรำคาญใจแต่อย่างใด ด้วยหลัก Omotenashi ที่ประเทศญี่ปุ่นยึดถืออยู่เสมอในการให้บริการลูกค้า แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่่ว่าทุกสาขาจะเหมือนกันเพราะบางสาขาก็มีบพนักงานที่ไม่อยากให้บริการชาวต่างชาติ ดังนั้น ขอแนะนำให้แวะไปใช้บริการสาขาที่อยู่ใจกลางเมืองที่คุณอาศัยอยู่น่าจะดีที่สุด

    เมื่อคุณเปิดบัญชีกับ SMBC แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ การสมัครบัตรเครดิต SMBC มีบัตรเครดิตหลายประเภทขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์และอายุของคุณ ตัวอย่างเช่น มีบัตร Gold สำหรับผู้ที่อายุ 30 ปีขึ้นไปเท่านั้น คุณสามารถสมัครบัตร JCB, Mastercard หรือ Visa ได้ สำหรับบัตร Visa ของธนาคาร SMBC ค่อนข้างมีชื่อเสียง เนื่องจากธนาคาร Sumitomo Bank SMBC ได้ควบกิจการของ Sumitomo กับธนาคาร Sakura ซึ่งเป็นสถาบันการเงินแห่งแรกในประเทศญี่ปุ่นที่แนะนำบัตรเครดิตแบบ Visa เมื่อครั้งที่ได้ออกบัตรเครดิต BankAmericards

    แม้ว่าญี่ปุ่นจะใช้บัตรเครดิตมากขึ้นในปัจจุบัน แต่ญี่ปุ่นก็ยังคงล้าหลังกว่าหลายประเทศในเรื่องของการใช้ Internet Banking สถาบันการเงินญี่ปุ่นมีแนวโน้มที่จะระมัดระวังในการออกบัตรเครดิต โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นชาวต่างชาติที่ไม่มีประวัติการใช้บัตรเครดิตหรือรายรับที่สูงพอ คุณไม่ควรเลือกบัตรเครดิตที่มีวงเงินสูงจนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าสามารถจ่ายเงินเป็นจำนวนเท่าใดและจ่ายเงินเต็มจำนวนทุกเดือน ดังนั้น ในเบื้องต้นให้เลือกบัตรคลาสสิกของ SMBC สำหรับผู้ที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไปและมีรายได้ที่มั่นคง ลองคำนวณรายได้ประจำปีของคุณเวลากรอกแบบฟอร์มใบสมัคร หนึ่งในเหตุผลที่ผู้เขียนแนะนำให้ใช้บัตรนี้ เพราะมีค่าธรรมเนียมรายปีต่ำมาก (1,350 เยน) ซึ่งจะกลายเป็น 0 เยนหากคุณใช้บัตรอย่างน้อยปีละครั้ง บัตรเครดิตญี่ปุ่นมีแนวโน้มที่จะมีค่าธรรมเนียมรายปีที่สูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณต้องการ gold และ platinum ดังนั้นการมีบัตรเครดิตโดยไม่มีค่าธรรมเนียมรายปีถือว่าเป็นอะไรที่ดีมาก ๆ

    ฮังโกะ/ อินคัง

    สิ่งที่สำคัญมากที่คุณต้องการและอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ชาวต่างชาติไม่ได้รับการอนุมัติเวลาทำบัตรเครดิตก็คือ อินคัง หรือ ฮังโกะ สำหรับผู้ที่ไม่ทราบว่าสิ่งนี้คืออะไร? อินคังเป็นตราประทับที่ทำหน้าที่เป็นลายเซ็นนั่นเอง มีหลายประเภทด้วยกัน แบบที่ใช้กับธนาคารเรียกว่า กินโกอิน (ginko-in) สำหรับชาวต่างชาติที่ต้องเขียนชื่อด้วยตัวคาตาคานะต้องสั่งทำที่ร้าน เมื่อคุณมีฮังโกะเป็นของตัวเองแล้วก็สามารถใช้เปิดบัญชีธนาคารและสมัครบัตรเครดิตของ SMBC ได้

    การรอคอยบัตร

    หลังจากสิ้นสุดขั้นตอนการกรอกใบสมัครตามที่พนักงานได้ช่วยเหลือคุณแล้วก็ต้องกลับไปรอบัตรที่บ้าน เพราะที่ญี่ปุ่นต้องใช้เวลานานหลายวันกว่าการทำเรื่องขอบัตรของคุณจะผ่าน (รวมถึงจดหมายแจ้งปฏิเสธ) โดยใช้ระยะเวลาประมาณสามอาทิตย์หลังจากวันที่สมัครหรืออาจจะสั้นกว่านั้น ผู้เขียนได้บัตรหลังจาก 7 วันทำการ ซึ่งก็ถือว่าไม่นานนัก

    เมื่อถูกปฏิเสธจากธนาคาร

    เมื่อพูดถึงบัตรเครดิตหลายคนก็ลุ้นรอผลอย่างผลอย่างใจจดใจจ่อ แต่ถ้าใครโดนปฏิเสธก็อย่าเพิ่งท้อ เพราะบางอย่างมันก็อยู่เหนือการควบคุมของเราจริง ๆ ถ้าพร้อมใหม่ก็ลองสมัครอีกครั้งจะเป็นไรไป! และเตรียมพร้อมความมั่นคงทางการงาน, การเงินไม่ว่าจะเป็นการจ่ายค่าเช่าตามเวลา, ยื่นภาษี และพยายามหางานที่มีรายได้มั่นคงเท่าที่จะเป็นไปได้ สิ่งเหล่านี้ช่วยทำให้สถาบันการเงินเห็นว่าคุณเป็นคนที่สมควรได้รับบัตรเครดิต

    ทางเลือกอื่น ๆ

    View this post on Instagram

    mylife ・ ・ ネットでお買い物する事が多くて 楽天市場・Yahooショッピング・Amazon 色んなサイト見て安い所探してたけど 楽天でポイントバックのが探す手間も省けるし いいかな〜と!! ・ これからウェディング関係や 新築の関係も主にネットで買おうと思ってるので ポイントバックが楽しみ笑 ・ もう1つはコストコが大好きで でも近場でも1時間半かかる😅 なので行っても2.3ヶ月に1度… だから1度にめっちゃお札が飛んでいくんです💸💸💸 ・ 毎月の家計は基本的にクレジットカード支払い。 お札が飛ぶのは痛い。 やっぱポイントバックがほしい!! だけどコストコってMasterCardしか支払えなくて 持ってるカードはVISA ・ カード作るだけで5000ポイント付くみたいなので 作っちゃいました〜◡̈⃝︎⋆︎* ・ 結構ポイントバックあったり 楽天SALEだったり 知らなかったことばかりで ちょっとずつ楽天について勉強してきたいと思います\❤︎/ ・ ・ #えむらいふ #楽天カード #マスターカード #コストコ #コストコ大好き #ネットショッピング #主婦 #ママ #1児のママ #クレジットカード

    m atsuさん(@matsu___life)がシェアした投稿 –

    ผู้เขียนแนะนำ SMBC เพราะมีประสบการณ์ในเชิงบวกและเพื่อน ๆ ที่มาสมัครก็เช่นกัน แต่อันที่จริงก็มีตัวเลือกอีกมากมาย เช่น Mizuho และ MUFG ดังนั้น หากคุณเปิดบัญชีกับธนาคารเหล่านี้ ลองเลือกทำบัตรเครดิตดูได้เพราะจะมีแนวโน้มที่จะได้บัตรง่ายกว่า:

    1. บัตร Rakuten :

    ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าบัตร Rakuten เป็นที่นิยมของชาวต่างชาติ เนื่องจากสามารถทำได้ง่าย ไม่มีค่าธรรมเนียมรายปี และอาจเป็นบัตรที่สามารถร่วมสนุกเพื่อแลกของรางวัลได้

    2. บัตร EPOS :

    บัตร Epos อาจจะอนุมัติค่อนข้างยาก แต่เป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่บัตรที่คุณสามารถรอรับได้เลยทันทีที่มีการอนุมัติ คุณสามารถไปที่ห้างสรรพสินค้า Marui เพื่อสมัครและได้รับการอนุมัติโดยทันที นอกจากนี้ผู้ให้เช่าอะพาร์ตเมนต์บางรายยังอนุญาตให้คุณจ่ายค่าเช่าโดยใช้บัตร EPOS อีกด้วย

    3. บัตร ANA to Me Card PASMO JCB:

    บัตรเครดิตนี้ช่วยให้คุณสามารถรวบรวมไมล์สะสมของสายการบิน ANA ได้ นอกจากนี้คุณยังสามารถรับ MetroPoints ได้ทุกครั้งที่ใช้รถไฟใต้ดินของโตเกียว (หมายเหตุ: เฉพาะรถไฟใต้ดินโตเกียวไม่ใช่สาย JR และรถไฟของบริษัทอื่น ๆ ) และสามารถโอนไปยังไมล์สะสมของ ANA ด้วย อย่างไรก็ตามบัตร ANA to Me PASMO JCB ไม่ใช่บัตรเครดิตที่ดีที่สุดในการสะสมไมล์ แต่ก็เป็นบัตรที่ได้รับอนุมัติไม่ยาก (หากคุณสนใจบัตรเครดิตที่สะสมไมล์ ผู้เขียนก็ยินดีจะอธิบายเพิ่มเติมแบบละเอียด)

    4. การ์ด Saison Card International:

    เช่นเดียวกับบัตร EPOS สำหรับบัตร Saison สามารถอนุมัติออกได้ทันที ทำให้เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่อยู่ในประเทศญี่ปุ่นที่ต้องการบัตรเครดิตมาก

    บัตร GAICA

    View this post on Instagram

    海外で使えるプリペイドカード!! ・ ・ i2iから#GAICA に申し込みました♡ 2,000円分の㌽貰えます✨ ・ ・ 旅行に行く予定なので作ってみました✨ ・ ・ 円でチャージしておいて 🐼海外のATMでドルなどの外貨でおろせる! 🐼デビットカードなので使い過ぎる心配が少ない ・ 🐼touchしてお支払い(多分機械による) 🐼ICチップつきでスキミングの心配なし 🐼もちろん日本でも使える ・ ・ いくらドル持って行こうか どこで両替しようか どのクレジットカード持っていこうか… って悩んでたので私にピッタリ😍 ・ ・ ※ATM引き出しは15万円/回、30万/月まで ※クレジットは100万円まで ・ ・ ・ いまi2iのLINEに登録して、案件4つすると10,000円貰えるイベントやってる😍 ・ ・ i2iみんなでやろー🤩 ※為替手数料4.0% ※引き出し手数料200円

    さん(@ai_kakei)がシェアした投稿 –

    มาถถึงบัตร GAICA ที่ได้พูดถึงไปตอนต้นเกี่ยวกับ Shinsei Bank ที่มีข้อเสนอในการใส่เงินในบัตร 10,000 เยนขึ้นไปในแต่ละเดือน ซึ่งจะทำให้คุณได้รับสิทธิพิเศษเป็น Shinsei Gold อย่างไรก็ตามการ์ด GAICA ที่ว่านี้คืออะไร? เนื่องจาก Shinsei Bank ไม่ได้มีบริการบัตรเครดิตเป็นของตัวเอง แต่ก็ได้แนะนำการ์ด GAICA ขึ้นมาเพื่อทดแทนการใช้บัตรเครดิต ชื่อเต็มคือ GAICA Flex Prepaid Card และตามที่ระบุไว้เป็นบัตรเติมเงิน ซึ่งข้อดีของการ์ด GAICA คือ คุณสามารถมีทางเลือกในการใช้บัตรแม้ว่าคุณจะไม่ได้รับบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตผ่านสถาบันการเงินแห่งอื่นและมีบริการถอนเงินจากตู้ ATM ฟรีเมื่อเดินทางไปต่างประเทศ (บัตรเงินสดของ Shinsei เคยใช้งานได้ในต่างประเทศ แต่น่าเสียดายที่ปัจจุบันบริการนี้ได้ยกเลิกไปเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2018 ทำให้ GAICA เป็นทางเลือกเดียวสำหรับผู้ที่มีบัญชีกับ Shinsei Bank เท่านั้น)

    บัตร PRESTIA

    SMBC Trust Bank กลายเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มการเงิน Sumitomo Mitsui ในปี 2013 และหลังจากการเข้าซื้อกิจการธนาคารเพื่อรายย่อยของ Citibank Japan พวกเขาได้เปิดตัวแบรนด์ใหม่ชื่อ PRESTIA ในปี 2015 ที่เสนอบริการที่คล้ายคลึงกับบริษัทของ Shinsei และดำเนินธุรกิจในฐานะคู่แข่ง การกำเนิดของ PRESTIA หมายความว่า Shinsei จะไม่ได้เป็นธนาคารแห่งเดียวที่ให้บริการธนาคารออนไลน์เป็นภาษาอังกฤษ และในฐานะลูกค้าการมีตัวเลือกมากกว่าหนึ่งย่อมดีเสมอ เพราะเป็นการผลักให้ธนาคารต่าง ๆ ต้องคิดค้นข้อเสนอดี ๆ เพื่อแข่งขันดึงดูดลูกค้า โดย PRESTIA มีแคมเปญเพื่อดึงดูดลูกค้าชาวต่างชาติ มีเงินฝากสกุลเงินตราต่างประเทศ, เว็บไซต์ภาษาอังกฤษ, บริการออนไลน์แบงกิ้ง, พนักงานพูดภาษาอังกฤษ, บัตรเงินสดที่มีการถอนเงินอัตโนมัติเมื่อเดินทางไปต่างประเทศ, สินเชื่อที่อยู่อาศัย และบัตรเครดิตสองประเภท แต่ข้อเสียเพียงประการเดียว คือ บัตรเครดิตของ PRESTIA สองใบเป็นบัตรทองและบัตรแพลทินัม ซึ่งหมายความว่าสำหรับค่าธรรมเนียมรายปีค่อนข้างสูง แต่หากคุณใช้จ่ายเงิน 300,000 เยนต่อปีกับบัตร Gold ค่าธรรมเนียมรายปีจะฟรี และหากคุณใช้จ่าย 1 ล้านเยนกับบัตร Platinum จะมีค่าธรรมเนียมรายปีลดลงครึ่งหนึ่ง

    บทสรุป

    จะเห็นได้ว่าในประเทศญี่ปุ่นมีตัวเลือกมากมายสำหรับบัตรเครดิต อย่างไรก็ตามชาวต่างชาติหลายคนก็เจออุปสรรคในการทำบัตรเครดิต ซึ่งนี่คือเหตุผลที่ผู้เขียนตัดสินใจแบ่งปันเคล็ดลับและทางเลือกมากมายเกี่ยวกับบริการบัตรเครดิตจากธนาคารต่าง ๆ ซึ่งหวังว่าจะช่วยให้ทุกคนที่อยู่ในประเทศญี่ปุ่นสามารถเปิดบัตรเครดิตได้ง่ายขึ้นนะคะ