ฮิคิโคโมริ คือ อะไร? นี่คือ ปัญหาที่น่าหนักใจสุดๆของประเทศญี่ปุ่นหรือไม่?

  • วัฒนธรรม
  • สังคม
  • วัยรุ่นชาวญี่ปุ่นเกือบ 700,000 คนได้หายตัวไปราวกับว่าพวกเขาได้หายสาบสูญไปจากโลกนี้เลยทีเดียว พวกเขาไม่ทำงาน ไม่เข้าสังคม และหายตัวไปเป็นปีๆ โดยส่วนใหญ่เป็นชายหนุ่มที่มีอายุระหว่าง 15 ถึง 34 ปี ที่อยู่ๆ พวกเขาก็จะลาออกจากโรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือแม้แต่อาชีพการงานที่มั่นคง ในบางกรณีอาจไม่มีใครได้ยินข่าวคราวของพวกเขาอีกเลย

    ฟังดูเป็นปัญหาใหญ่ใช่ไหม? หลายคนอาจจะสงสัยว่า “ทำไมถึงไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนเลย?” บางทีคุณอาจจะเคยได้ยินมาก่อน ลักษณะของพฤติกรรมแบบนี้ในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า “ฮิคิโคโมริ (hikikomori)” หรือ “เก็บตัว” คนหนุ่มสาวพวกนี้ไม่ได้แค่หายตัวไปจากโลก เพียงแต่พวกเขาแค่ขังตัวเองไว้และใช้ชีวิตอยู่แต่ในห้อง

    Oldboy (ชื่อไทย โอลด์บอย เปิดบัญชีแค้น) เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ดีที่สุดที่ผมเคยได้ชมมา โดยเป็นเรื่องเกี่ยวกับพนักงานบริษัทธรรมดาๆคนหนึ่งที่ถูกขังไว้ในอพาร์ทเม้นท์เล็กๆเป็นเวลาเกือบ 20 ปี และจู่ๆก็ถูกปล่อยให้ออกมาเจอกับโลกภายนอก เขาได้กลายเป็นคนสติแตกที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้น ซึ่งแนวคิดที่เกี่ยวกับผลกระทบของการแยกตัวออกจากสังคมนั้น เป็นอะไรที่น่าสนใจมากสำหรับตัวผม

    ภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาคล้ายกันอีกเรื่องหนึ่งที่เพิ่งออกมาไม่นานนี้ในปี 2015 คือ เรื่อง Room (ชื่อไทยรูม ขังใจไม่ยอมไกลกัน) เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่งกับลูกชายที่ถูกขังไว้ในกระท่อมเป็นเวลานานกว่า 10 ปี อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์ของประเทศฝั่งตะวันตกนั้น การแยกตัวออกจากสังคมมักเกิดขึ้นจากการถูกกระทำโดยบุคคลอื่น เพราะโดยธรรมชาติ มนุษย์เป็นสัตว์สังคม จึงแทบเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับพวกเราที่จะจินตนาการถึงใครสักคนที่จะเต็มใจแยกตัวเองออกจากสังคม

    ในขณะที่ตัวผมค่อนข้างมั่นใจว่าพฤติกรรมแยกตัวออกจากสังคมนั้น อาจเกิดขึ้นได้เป็นบางครั้งเท่านั้น ดังเช่นตัวอย่างจากหนังสือ “เดอะ แคทเชอร์ อิน เดอะ ราย” (The Catcher in the Rye) ของผู้เขียน เจ.ดี. สลิงเกอร์ (J. D. Salinger) ซึ่งไม่น่าจะเป็นเรื่องที่พบได้ทั่วไป แต่ถ้าคุณลองถามคนญี่ปุ่นเกี่ยวกับฮิคิโคโมริ คนส่วนมากจะตอบคุณว่า พวกเขารู้จักคนที่ทุกข์ทรมานกับอาการนี้โดยตรง หรือมีคนรู้จักที่กำลังป่วยด้วยอาการนี้

    เพราะเหตุใดฮิคิโคโมริจึงเป็นปัญหาใหญ่โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่น? และฮิคิโคโมริกำลังนำพาญี่ปุ่นไปสู่อนาคตอันหายนะได้อย่างไร? และอะไรคือจำนวนเม็ดเงินที่ต้องจ่ายไปของฮิคิโคโมริที่ไม่มีใครพูดถึง?

    โรคที่ปราศจากการวินิจฉัย

    disease

    จากงานเขียนของซุน วู ที่กล่าวไว้ว่า ถ้าอยากเอาชนะศัตรูให้ได้ คุณต้องรู้จักศัตรูของคุณให้ดีเสียก่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากมาก เพราะไม่มีใครรู้จริงๆว่าฮิคิโคโมรินั้น คืออะไรกันแน่

    ฮิคิโคโมริไม่ใช่โรค แต่เป็นชื่อของปัญหาชนิดหนึ่งทางสังคม หนึ่งในสิ่งที่ญี่ปุ่นยังคงล้าหลังมาก เมื่อเปรียบเทียบกับหลายๆประเทศในฝั่งตะวันตก คือ เรื่องจิตวิทยา โดยสุขภาพจิตถูกนับว่าเป็นเรื่องต้องห้ามในประเทศญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นหลายคนไม่อยากพูดคุยกับคนอื่นเกี่ยวกับปัญหาของตนเอง ผมมีเพื่อนคนหนึ่งที่เหมือนจะอยู่ในภาวะซึมเศร้า ผมแนะนำให้เขาไปพบจิตแพทย์ แต่เขาก็ปฏิเสธเสียงแข็ง และเมื่อผมลองไปปรึกษาเรื่องนี้กับพ่อแม่ของเขา ก็ดูเหมือนพวกเขาจะโกรธเอามากๆที่มาบอกให้ลูกของพวกเขาไปพบจิตแพทย์ ผมพยายามอธิบายว่าภาวะซึมเศร้าเป็นปัญหาทั่วไปและไม่ใช่เรื่องที่น่าอับอาย แม้แต่แม่ชีเทเรซ่าก็ยังเจอกับภาวะซึมเศร้าเป็นระยะๆเช่นกัน ถึงแม้ผมจะอธิบายไปแล้ว ครอบครัวของเพื่อนก็ยังมีความคิดว่าเพื่อนของผมคนนี้ต้อง “กะมัง สุรุ (gamann suru)” หรือ “อดทนเข้าไว้สิ”

    และนี่ดูเหมือนจะเป็นปฎิกิริยาทั่วไปต่อปัญหาสุขภาพจิตในประเทศญี่ปุ่น ด้วยเหตุนี้คนที่มีอาการฮิคิโคโมริส่วนใหญ่จึงไม่ได้ถูกรายงาน มีผลสำรวจที่ถูกจัดทำโดยกระทรวงสาธารณสุข, แรงงาน และสวัสดิการของประเทศญี่ปุ่น ได้คาดคะเนว่ามีคนที่ทุกข์ทรมานกับฮิคิโคโมริราวๆ 200,000 – 500,000 คน แต่ผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้ไม่เห็นด้วยกับตัวเลขนี้ และประเมินขั้นต่ำไว้ถึง 700,000 คน และยังมีนักวิจัยด้านนี้ที่บอกว่าน่าจะมีคนที่ทุกข์ทรมานกับฮิคิโคโมริมากถึง 2,000,000 คน โดยนักวิจัยได้อธิบายว่าเป็นเพราะส่วนใหญ่ผู้ปกครองของผู้ป่วยไม่กล้าพูดความจริง และไม่ยอมพาลูกไปรับการรักษาจากแพทย์ คนส่วนมากที่ขังตัวเองไว้อาจจะมีปัญหาทางด้านจิตใจ หรือมีความผิดปกติในด้านการพัฒนาการ เช่น แอสเพอร์เกอร์ซินโดรม (Asperger syndrome), โรคจิตเภท (schizophrenia), โรคอารมณ์แปรปรวน (manic depression) หรืออาการอื่น ๆ

    ฮิคิโคโมริคืออะไร?

    หลายปีที่แล้ว ขณะที่ผมอยู่ที่บ้านพ่อแม่ของภรรยาผม ซึ่งเป็นบ้านในวัยเด็กของภรรยาผม ที่เธออาศัยอยู่เกือบ 20 ปี และแม่ยายของผมเป็นอดีตประธานสมาคมผู้ปกครองและครู เธอรู้จักทุกคนในละแวกนั้นเป็นอย่างดี ในขณะที่ผมกำลังช่วยแม่ยายจัดสวนอยู่นอกบ้าน เธอก็เหลือบไปเห็นเพื่อนบ้านคนหนึ่ง และแน่นอนว่ากิจกรรมสุดฮิตของเหล่าแม่บ้านคงหนีไม่พ้นการนินทาเพื่อนบ้าน ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น

    เพื่อนบ้านคนนั้นมองไปรอบๆ อย่างลับๆล่อๆ และพูดเสียงโทนต่ำว่า “คุณรู้เรื่องลูกชายของ… หรือเปล่า?”

    “เจ้าเด็กคนนั้น น่ะหรือ? ไม่นะ มีอะไรหรือเปล่า?” แม่สะใภ้ของผมตอบ

    “ฉันได้ยินมาว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ผ่าน 3 รอบแล้ว และตอนนี้เขาก็ขังตัวเองไว้ในห้อง ไม่ออกไปไหนกว่า 3 เดือนแล้ว!”

    นี่คืออาการทั่วไปของฮิคิโคโมริ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นกับผู้ชายที่ต้องทุกข์ทรมานจากความล้มเหลวบางอย่าง การถูกกลั่นแกล้ง หรือแรงกดดันต่างๆทางสังคม พวกเขาจึงขังตัวเองไว้ในห้องเป็นเดือนๆ หรืออาจเป็นปี ในหลายกรณี แม่ต้องเป็นคนนำอาหารไปวางไว้ที่หน้าห้อง เพราะพวกเขาจะไม่ออกมานั่งทานอาหารเย็นกับครอบครัว ลักษณะทั่วไปของคนกลุ่มนี้มักจะเหมารวมไปถึงพฤติกรรมที่เอาแต่อยู่ในห้อง เล่นอินเตอร์เน็ต เล่นเกม หรืออ่านหนังสือการ์ตูน

    ในกรณีที่เห็นชัดที่สุด คือ หลังจากที่อาการของพวกเขาค่อยๆดีขึ้น คนที่ขังตัวเองไว้จะออกมาจากห้องอีกครั้ง และกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ ส่วนในกรณีที่ร้ายแรงนั้น การที่จะกลับมาอยู่ในสังคมปกติได้ อาจจะต้องใช้เวลาเป็นเดือนหรือเป็นปี ไม่นานมานี้ ผมได้ดูรายงานข่าวเกี่ยวกับคนที่มีอาการฮิคิโคโมริมาตั้งแต่อายุ 20 ปี และแยกตัวออกไปจากสังคม จนถึงวันนี้ที่เขามีอายุอยู่ในวัย 50 กว่าแล้ว!

    อะไรคือสาเหตุของฮิคิโคโมริ?

    Fotolia_129083582_Subscription_Monthly_M

    อย่างที่ผมได้กล่าวไปแล้ว ภาพที่เราเห็นจนชินตาเกี่ยวกับฮิคิโคโมริ คือ เด็กนักเรียนมัธยมปลาย หรือนักเรียนมหาวิทยาลัยที่ประสบความล้มเหลวในการสอบต่างๆ หรือการถูกกลั่นแกล้ง จึงทำให้แยกตัวออกจากสังคมในเวลาต่อมา แต่นี่อาจจะเป็นความเข้าใจที่ยังไม่ถูกต้องนัก แม้ว่าฮิคิโคโมริอาจจะเกิดขึ้นแบบทันทีทันใดก็จริง แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ชายหนุ่มมักจะค่อยๆ ตีตัวออกห่างจากสังคมไปอย่างช้าๆ จนกระทั่งเขาแยกตัวเองออกมาจากสังคมได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ผมเคยได้ยินกรณีของเด็กหญิงวัย 10 ขวบคนหนึ่งที่ค่อยๆ ตีตัวออกห่างจากทุกอย่างและทุกคนอย่างช้าๆในระยะเวลาหลายปี ซึ่งสาเหตุมาจากคำพูดที่เธอได้รับจากเพื่อน เมื่อตอนอายุแค่ 10 ขวบ!!!

    นักจิตวิทยาส่วนใหญ่เชื่อว่าหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เกิดฮิคิโคโมริ คือ วิธีคิดของญี่ปุ่นที่เรียกว่า “เซเคนเทย์ (sekentei)” ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับชื่อเสียงของคุณในแวดวงสังคมที่คุณอยู่ และความกดดันที่คนๆหนึ่งต้องเผชิญ ในการทำให้คนอื่นประทับใจ นี่คือโครงสร้างทางสังคมที่สำคัญมากในญี่ปุ่น

    เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง ผู้คนยุคหลังสงครามต้องทำงานอย่างหนัก เพื่อที่จะสร้างญี่ปุ่นขึ้นมาใหม่อีกครั้ง หลังจากที่ต้องเผชิญกับภาวะของสงครามที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ด้วยความพยายามของพวกเขา คนยุคหลังสงครามได้ทำให้ญี่ปุ่นกลายมาเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ สร้างมาตรฐานที่คนรุ่นหลังไม่มีทางก้าวข้ามไปได้ คุณอาจจะพูดได้ว่า พวกเขาประสบความสำเร็จมากเกินไป แต่เนื่องจากในทศวรรษที่ 1980 ประเทศญี่ปุ่นกลับต้องเผชิญกับปัญหาสภาวะเศรษฐกิจถดถอย จึงทำให้คนรุ่นหลังไม่อาจคาดหวังว่าตัวเองจะประสบความสำเร็จได้เหมือนรุ่นพ่อแม่หรือรุ่นปู่ย่าตายาย อย่างไรก็ตาม กลุ่มคนรุ่นหลังก็ยังคงถูกคาดหวังจากคนรุ่นก่อนๆว่าจะต้อง “สร้างอนาคตที่ดีกว่าที่เป็นอยู่” ให้ได้

    ในขณะที่คนหนุ่มสาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ต้องพบกับความกดดันจากการที่ต้องเป็นที่ยอมรับ ก็มีคนส่วนน้อยอีกจำนวนมากที่ไม่สามารถทำได้ และเมื่อพวกเขาล้มเหลว จึงทำให้รู้สึกว่าตัวเองเป็นไอ้ขี้แพ้ และเริ่มตีตัวออกห่างจากสังคม ซึ่งยิ่งทำให้ความรู้สึกของการสูญเสียเซเคนเทย์ (sekentei) กลับทวีความรุนแรงมากขึ้น และกระตุ้นให้พวกเขายิ่งตีตัวออกห่างจากสังคมมากขึ้นไปอีก ดังนั้น มันจึงกลายเป็นวัฎจักรที่เลวร้ายที่เกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมา

    เปรียบเทียบง่ายๆเหมือนกับคนที่อ้วนมากๆ พวกเขาทานอาหารเยอะเพราะว่าเครียดหรือไม่มีความสุข และเมื่อน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้น พวกเขาก็เริ่มเครียดหรือไม่มีความสุขเพราะน้ำหนักตัว ส่งผลให้พวกเขายิ่งทานเพิ่มขึ้น เพื่อขจัดความเครียด ในขณะเดียวกันน้ำหนักตัวก็ยังเพิ่มขึ้นเช่นกัน และวนไปวนมาอยู่อย่างนี้

    อย่างไรก็ตาม ความกดดันที่มาจากชื่อเสียงของตัวเองในสังคมนั้น ก็ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ทำให้เกิดฮิคิโคโมริ ยังมีประเด็นอื่นๆด้วย เมื่อคุณอ่านบทความเกี่ยวกับฮิคิโคโมริ คุณจะเจอกับคำว่า “อะมาเอะ (amae)” เป็นแนวคิดที่ต้องการใครสักคนมารักมาคอยดูแล หรือปฏิบัติด้วยอย่างนุ่มนวล กับฮิคิโคโมริแล้ว เราจะเห็นว่าคนที่ป่วยกำลังทำตัวเป็นเด็กๆ พวกเขาไม่ทำความสะอาด ไม่ต้องการความเป็นอิสระ พวกเขามีพฤติกรรมกราดเกรี้ยวมาก ถ้าไม่ได้รับการปรนนิบัติตามแบบที่เขาต้องการ ซึ่งพวกเขาทำตัวเหมือนกับลูกของผมในวัย 2 ขวบมากๆ

    ในส่วนของความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกชายในญี่ปุ่นนั้นน่าสนใจทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับลูกชายคนโต ในสหรัฐอเมริกา พ่อแม่มีแนวโน้มที่จะเข้มงวดอย่างมากกับลูกคนโต แต่ในทางตรงกันข้ามที่ญี่ปุ่น ผมกลับเห็นเด็กชายตัวเล็กๆหลายคนต่อยหน้าแม่ของตัวเอง และแม่ก็ตอบแบบเบาๆว่า “เฮ้ อย่าทำแบบนั้นนะ” บรรดาแม่ของคนที่ปิดกั้นตัวเองออกจากสังคมจะมีข้อแก้ตัวให้กับลูกของพวกเธอเสมอ เพื่อช่วยปิดซ่อนผลพวงที่เกิดจากฮิคิโคโมริ โดยพวกเธอจะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับจากเพื่อน ครอบครัว หรือแม้กระทั่งสามี

    ในกรณีนี้ ผมคิดว่าอะมาเอะ (amae) เป็นเรื่องของความต้องการแลกเปลี่ยนกันและกัน เด็กหนุ่มต้องการการดูแล และแม่ก็มีสัญชาตญาณของการเลี้ยงดูอยู่แล้ว พวกเธอจะรู้สึกว่าถ้าแข็งหรือเข้มงวดเกินไป พวกเธอจะสูญเสียความสัมพันธ์กับลูก ผมคิดว่าผู้หญิงญี่ปุ่นหลายๆคนที่เป็นแม่บ้านต้องการการยอมรับจากลูกๆในหลายด้าน พวกเธออยากให้ลูกรู้สึกว่าสามารถพึ่งพาเธอได้ อยากรู้สึกว่าตัวเองเป็นที่รักและที่ต้องการ ซึ่งนี่ถือได้ว่าเป็นแรงผลักดันที่ก่อให้เกิดปัญหามากพอๆกับฮิคิโคโมริเลยทีเดียว พวกเธอทำตามความต้องการของลูก เพราะอยากให้ตัวเองเป็นที่สนใจและเป็นที่ต้องการของลูก ดังนั้น วัฎจักรนี้จึงดำเนินต่อไปไม่หยุด นี่เป็นเรื่องที่ต่างจากกรณีทั่วไป และก็เป็นทฤษฎีที่เกิดจากการสังเกตของผมเอง

    ฮิคิโคโมริจะทำให้ญี่ปุ่นเจอกับความหายนะในอนาคตได้อย่างไร?

    เห็นได้ชัดว่า คนหนุ่มสาวที่เป็นฮิคิโคโมริเป็นปัญหาทางสังคมที่ร้ายแรงสำหรับญี่ปุ่น และยังเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงยิ่งกว่าในเชิงเศรษฐกิจด้วย ถ้าเรายึดจากจำนวนตัวเลขที่สูงนั้น หมายความว่ามีคนญี่ปุ่นราว 2,000,000 คนที่ไม่ได้มีส่วนร่วมทางสังคม และตามที่นักวิจัยได้กล่าวอ้างว่า ตัวเลขนี้ยังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอีกด้วย โดยหนุ่มสาวพวกนี้ไม่ทำงาน พวกเขาไม่ได้จ่ายเงินให้กับสวัสดิการสังคม ไม่แต่งงาน และไม่มีลูก ซึ่งประเทศญี่ปุ่นกำลังเผชิญปัญหาทางด้านประชากรในหลายด้าน ซึ่งคนหนุ่มสาวเหล่านี้ได้เพิ่มเชื้อเพลิงให้กับเปลวไฟของปัญหาที่กำลังลุกโชนอยู่ในขณะนี้

    รายได้เฉลี่ยของชาวญี่ปุ่นอยู่ที่ราวๆ 3.5 ล้านเยนต่อปี (ประมาณ 1 ล้านบาท) ในญี่ปุ่นคุณต้องจ่ายเงินให้กับประกันสุขภาพ ภาษี และกองทุนเงินบำนาญเดือนละประมาณ 70,000 เยน ดังนั้น ถ้ารายได้เฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 290,000 เยน และคุณต้องจ่าย 70,000 เยนให้กับรัฐบาล ทั้งหมดจะเป็นจำนวนเงินถึง 840,000 เยนต่อปี และถ้าคนที่เป็นฮิคิโคโมริอยู่ในวัยทำงานและไม่ได้จ่ายเงินเข้ากับระบบดังกล่าว นั่นจะเป็นเงินจำนวนกว่า 1.68 ล้านล้านเยนที่รัฐบาลจะไม่ได้รับในแต่ละปี! ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นต้องการเงินเหล่านี้ เพราะในอนาคตรัฐบาลจะต้องจ่ายเงินบำนาญในยามเกษียณให้แก่พ่อแม่ของผู้ที่เป็นฮิคิโคโมริเหล่านี้นั่นเอง

    และเมื่อไม่มีคนที่คอยหาเลี้ยงให้กับพวกเขาแล้ว วัยรุ่นที่ตีตัวออกจากสังคมพวกนี้จะต้องทำอย่างไร?

    บทสรุป

    ทุกสังคมในโลกนี้ย่อมมีไม้อ่อนไม้แข็งที่แตกต่างกันในการที่จะใช้สร้างสังคมที่สมบูรณ์แบบของตัวเอง ถึงกระนั้นก็ตาม วิธีการเหล่านี้ก็ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ไม่เป็นที่ปรารถนาและไม่เท่าเทียมกัน เช่น ระบบทุนนิยมอนุญาตให้คนที่มาจากภูมิหลังที่แตกต่างกันทำงานด้วยความเหนื่อยยาก เพื่อที่จะสร้างชีวิตให้ตัวเองได้ แต่ในระบบดังกล่าว ก็จะมีคนที่พ่ายแพ้และยากจนอยู่เสมอ

    เช่นเดียวกับในประเทศญี่ปุ่นซึ่งใช้วิธีการบางอย่าง เพื่อที่จะเก็บเกี่ยวผลผลิตจากประชาชนของตัวเองให้ได้มากที่สุด และคงไว้ซึ่งกฎระเบียบต่างๆภายในประเทศ แต่ด้วยวิธีการเหล่านี้ ก็ทำให้ฮิคิโคโมริเป็นอุปสรรคต่อสังคมโดยรวม อนาคตของพวกเขาจะเป็นอย่างไร? เราสามารถทำอะไรเพื่อช่วยพวกเขาได้บ้าง? พวกเราจะช่วยพ่อแม่ที่มีลูกเป็นเป็นฮิคิโคโมริได้อย่างไร? นี่เป็นปัญหาที่ญี่ปุ่นจะต้องแก้ไขให้ได้ไม่ช้าก็เร็ว