ค้างคืนที่ 4 วัดดังในญี่ปุ่น ที่เหมาะสำหรับการพักผ่อนและทำสมาธิ

  • ที่พัก/โรงแรม
  • ย่านต่างๆ
  • หากคุณเป็นคนที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่นและรักธรรมชาติที่เงียบสงบ เราขอแนะนำการพักค้างคืนที่วัด หรือที่เรียกกันว่า “ชุคุโบะ” ที่พักแบบนี้ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้ที่ชอบการเดินทางแสวงบุญ หรือสนใจการศึกษาพระธรรมหรือวิถีชีวิตในรูปแบบชินโต โดยที่พักมีความเป็นส่วนตัวและมีการตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่นโบราณ รวมถึงมีตารางกิจกรรมประจำวันที่เข้มงวด ดังนั้น ผู้ที่สนใจมาพักที่วัด ต้องพร้อมที่จะปฏิบัติตามกำหนดการประจำวันต่าง ๆ ของทางวัดอย่างเคร่งครัด และเช่นเคยเรามี 4 ที่พักแบบชุคุโบะ มานำเสนอสำหรับผู้ที่วางแผนที่จะไปเที่ยวญี่ปุ่นและอยากหาที่พักที่เรียบง่ายเหมาะแก่การผ่อนคลาย

    1. วัดนะตะเดะระ หรือ อิคุโมะ (Natadera Temple – Ikumo)

    วัดนะทะเดระ (*เฉพาะภาษาอังกฤษ) ตั้งอยู่ที่จังหวัดอิชิกะวะของประเทศญี่ปุ่น วัดแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นในปี 717 โดยนักบวชนามว่าไทโชและถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับการสักการะบูชาธรรมชาติ ตัววัดแวดล้อมไปด้วยหินและถ้ำที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และเชื่อกันว่าถ้ำเหล่านี้ คือ สถานที่ของวัฏจักรแห่งความตาย, การชำระล้างบาป และการเกิดใหม่

    ที่พักแบบชุคุโบะที่รู้จักกันในนาม อิคุโมะ ตั้งอยู่บนยอดของภูเขาเอ็นเกียว ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นสถานที่สำหรับชำระล้างจิตใจและร่างกายให้บริสุทธิ์เหมือนเกิดใหม่ บนยอดเขาแห่งนี้คุณสามารถเห็นวิวทิวทัศน์ในมุมกว้างของที่ราบคากะ ทะเลญี่ปุ่น และภูเขาฮะคุซังอันศักดิ์สิทธิ์ สิ่งอำนวยความสะดวกที่นี่มีความทันสมัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังพยายามรักษาสมดุลทางธรรมชาติอีกด้วย ที่นี่มีบริการอาหารที่เรียกว่า “โชจินเรียวริ” หรืออาหารมังสวิรัติแบบพุทธ นอกจากนี้คุณยังสามารถเข้าร่วมกิจกรรมที่เงียบสงบและผ่อนคลาย เช่น การทำสมาธิตามเสียงเพลงและชาเกียว (การคัดลอกพระสูตรคำสอนด้วยมือ) หรือเข้าร่วมเทศกาลไฟในตอนเช้า นอกจากนี้คุณยังสามารถดื่มด่ำกับธรรมชาติด้วยอ่างอาบน้ำแบบ outdoor ซึ่งเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยทำให้จิตใจของคุณรู้สึกสงบจากภายใน

    เว็บไซต์ของอิคุโมะ (Ikumo’s Website) *เฉพาะภาษาอังกฤษ
    การเดินทาง

    2. วัดไซโจอินาริ – เค็นเมียวคะคุ (Saijo Inari Temple – Kenmyokaku)

    วัดไซโจอินาริ (*เฉพาะภาษาอังกฤษและภาษาญี่ปุ่น) ตั้งอยู่ในจังหวัดโอกายามะ และถือเป็นสัญลักษณ์ทางจิตวิญญาณของชนชาติและวัฒนธรรมญี่ปุ่นมานานกว่า 1,200 ปี ในปัจจุบันวัดแห่งนี้เป็นสถานที่ที่ดึงดูดผู้คนมากมายจากทั่วโลกให้มาเยี่ยมชม โดยแต่ละปีมีผู้มาเยี่ยมชมวัดแห่งนี้ราว 3 ล้านคน ซึ่งผู้คนที่มาเยี่ยมเยียนนี้ก็ได้รับโชคลาภและความเจริญรุ่งเรืองกลับไปไม่ว่าคนเหล่านั้นจะเป็นนักธุรกิจหรือเกษตรกร

    วัดไซโจอินาริยังเป็นที่รู้จักในฐานะ 1 ใน 3 ศาลเจ้าอินาริหลักของประเทศญี่ปุ่น ร่วมกับฟูชิมิอินาริไทฉะ และโทโยคะวะอินาริ ทุกปีในวันขึ้นปีใหม่ วัดแห่งนี้มักจะเนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่เดินทางมาเพื่อสวดมนต์ขอพรให้มีความสงบและความสุขในปีนั้นๆ

    ด้วยประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่นี้เอง วัดไซโจอินาริจึงถือเป็นหนึ่งในสุดยอดสถานที่สำหรับการลิ้มลองประสบการณ์ที่พักแบบชุคุโบะ (เค็นเมียวคะคุ – Kenmyokaku) ที่วัดจะมีมื้ออาหารที่จัดให้ผู้เข้าพักเป็นแบบไคเซกิ (Kaiseki) ซึ่งก็คือ อาหารญี่ปุ่นแบบต้นตำรับที่มีความพิถีพิถันในการปรุง ซึ่งเข้ากันดีกับรูปแบบการพักแบบชุคุโบะ

    เว็บไซต์ของเค็นเมียวคะคุ (Kenmyokaku’s Website) *เฉพาะภาษาญี่ปุ่น
    การเดินทาง

    3. วัดฮองกะคุอิน (Hongakuin Temple)

    A post shared by Chii💋 (@chiizz7) on

    วัดฮองกะคุอินนี้ตั้งอยู่ที่จังหวัดวากายะมะและถือเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีชื่อเสียงสำหรับการพักแบบชุคุโบะ โดยมีประวัติศาสตร์อันยาวนานมากกว่า 900 ปี ที่พักของวัดแห่งนี้ประกอบไปด้วยห้องพักซึ่งถูกสร้างขึ้นมาใหม่ทั้งหมด 57 ห้อง ที่สะอาดและสะดวกสบาย สถานที่รายล้อมไปด้วยสวนทั้ง 4 ด้านเนื่องจากตั้งอยู่ภายในป่า พร้อมมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ รวมไปถึงห้องน้ำแบบตะวันตกและที่อาบน้ำรวมขนาดใหญ่

    ทิวทัศน์จากวัดแห่งนี้ถือว่ามีความงดงามอย่างยิ่ง สามารถเดินทางเข้าไปยังตัวเมืองได้อย่างสะดวกสบาย ทำให้คุณสามารถศึกษาหาความรู้ทางประวัติศาสตร์จากสถานที่ต่าง ๆ รอบเมือง เช่น จากสุสานโทคุกะวะ และสำหรับมื้ออาหารที่ทางวัดจัดให้จะเป็นแบบมังสวิรัติตามวิถีพุทธโชจินเรียวริ (Shojin Ryori) ที่จะทำให้คุณได้สัมผัสกับความสุขสงบพร้อมกับการลิ้มรสอาหารแสนอร่อยไปในคราวเดียวกัน

    เว็บไซต์ของฮองกะคุอิน (Hongakuin’s Website) *เฉพาะภาษาญี่ปุ่น
    การเดินทาง

    4. วัดมนจุเซ็นจิ (Monjusenji Temple)

    A post shared by miho (@mi429ho) on

    วัดมนจุเซ็นจิ ที่จังหวัดโออิตะนั้น เชื่อกันว่าก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 648 และเจริญรุ่งเรืองในยุคเอโดะ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำของวัดนี้ คือพระโพธิสัตว์มนจู หรือที่รู้จักกันอีกนามหนึ่งว่า “พระแม่แห่งปัญญา” วัดแห่งนี้ยังเป็นสถานที่ตั้งของเจดีย์บูชาบรรพบุรุษที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งถูกสร้างโดยแรงงานคนถึง 13,800 คน เป็นระยะเวลานาน 10 ปี

    ในวันที่สภาพอากาศแจ่มใส ถ้าคุณลองมายืนชมวิวที่บันไดของวัด คุณจะสามารถมองเห็นทิวทัศน์จากทะเลเซโตะไปได้ไกลถึงจังหวัดยามากุจิและเอฮิเมะ วัดแห่งนี้ห้อมล้อมไปด้วยหน้าผาสูงชันและต้นสนซีดาร์ที่มีอายุเก่าแก่มากกว่า 400 ปี

    หากคุณต้องการให้จิตใจที่อ่อนล้าของคุณกลับมาเข้มแข็งใหม่อีกครั้ง การเข้าพัก ณ วัดแห่งนี้ก็น่าจะถือเป็นประสบการณ์อันแสนวิเศษ วัดแห่งนี้มีธรรมเนียมปฏิบัติที่เคร่งครัดในเรื่องของอาหาร โดยคุณจะได้ทานแต่อาหารมังสวิรัติ ซึ่งปรุงจากส่วนผสมสดใหม่จากท้องถิ่น นอกจากนี้คุณยังสามารถเดินเล่นรอบ ๆ พื้นที่ของวัดหรือทำสมาธิและสวดมนต์บูชาไฟ ในปัจจุบันผู้คนมักจะมาที่วัดแห่งนี้ เพื่อสวดมนต์ให้ลูกหลานของตนเองมีสุขภาพดีและเติบโตขึ้นอย่างแข็งแรง หรือให้มีโชคในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย

    เว็บไซต์ของวัดมนจุเซ็นจิ (Monjusenji Temple’s Website) *เฉพาะภาษาญี่ปุ่น
    การเดินทาง

    สำหรับผู้ที่เฝ้ารอการท่องเที่ยวที่ทำให้สามารถเข้าถึงจิตวิญญาณที่แท้จริงนั้น ก็คงจะไม่มีเหตุผลใดที่จะไม่ไปเยี่มมชมวัดทั้ง 4 แห่งนี้ ซึ่งใคร ๆ ก็สามารถที่จะลองเข้ามาสัมผัสกับประสบการณ์การท่องเที่ยวพร้อมกับการชำระล้างจิตใจนี้ได้ โดยคุณเองก็สามารถปลดปล่อยตัวเองจากโลกยุคใหม่ที่แสนวุ่นวาย ผ่านการทำสมาธิ เข้าสู่ความสงบสุขจากภายใน พร้อมได้ศึกษาพระธรรมทางศาสนา และที่ตั้งของวัดเหล่านี้ก็อยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ดังนั้นคุณก็จะได้ตื่นตาตื่นใจไปกับเหล่าพฤกษชาติและมองเห็นดวงดาวพร่างพราวกลางท้องฟ้ายามค่ำคืนอีกด้วย