การตั้งครรภ์ในประเทศญี่ปุ่น : ความแตกต่างระหว่างประเทศญี่ปุ่นและประเทศอื่น ๆ

  • วัฒนธรรม
  • สังคม
  • การตั้งครรภ์ในประเทศญี่ปุ่นนั้นค่อนข้างแตกต่างจากประเทศอื่น ๆ ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่ดูแปลกสำหรับหลายคน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ถือเป็นสิ่งที่ใช้ได้ดีกับสังคมของประเทศญี่ปุ่น มาดูกันว่าวิธีการดูแลคุณแม่ตั้งครรภ์ในญี่ปุ่นนั้น ต่างจากประเทศอื่น ๆ อย่างไรบ้าง

    เครื่องหมายความเป็นแม่ (The Maternity Mark)

    A post shared by @newborn_2018 on

    ในประเทศญี่ปุ่น ถ้าผู้หญิงที่ตรวจพบว่าตัวเองตั้งครรภ์จะได้รับพวงกุญแจ หรือ “เครื่องหมายความเป็นแม่” ซึ่งเครื่องหมายนี้จะช่วยให้บรรดาคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ได้รับสิทธิพิเศษต่าง ๆ อย่างเช่น การโดยสารบนรถขนส่งสาธารณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงระหว่าง 6 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ ที่ขนาดของท้องจะไม่ใหญ่มาก จึงทำให้ผู้คนสังเกตได้ค่อนข้างยาก

    วิตามิน

    คุณหมอในประเทศอื่นอาจจะแนะนำให้หญิงตั้งครรภ์ทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีอยู่ในร้านขายยา แต่ในประเทศญี่ปุ่นอาจจะทำให้คุณประหลาดใจ เมื่อคุณหมอจะแนะนำให้คุณแม่รับประทานผัก ผลไม้ และนม แทนการรับประทานวิตามินเสริม เนื่องจากคุณหมอชาวญี่ปุ่นมีความเชื่อมั่นในโภชนาการทางธรรมชาติที่แม่จะได้รับจากอาหารเหล่านี้ อย่างไรก็ตามคุณหมอจะแนะนำให้ทานกรดโฟลิครวมทั้งวิตามินในช่วงสามเดือนแรก

    การทานซูชิและการดื่มชา

    ในประเทศอื่น ๆ ผู้หญิงตั้งครรภ์จะได้รับการแนะนำให้หลีกเลี่ยงการทานอาหารที่ไม่ได้รับการปรุงสุก อย่างเช่น ปลาดิบในซูชิ อย่างไรก็ตามคุณหมอในประเทศญี่ปุ่นอนุญาตให้เหล่าคุณแม่ทานได้ตามปกติ เนื่องจากถือว่ามีคุณค่าทางโภชนาการที่ดีในช่วงก่อนคลอด แต่การบริโภคเนื้อสัตว์อื่น ๆ เช่น ไก่ หมู และเนื้อวัวที่ไม่ได้รับการปรุงให้สุกนั้น ถือเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับหญิงตั้งครรภ์

    อีกสิ่งหนึ่งคือการดื่มชา ในหลายประเทศผู้หญิงตั้งครรภ์จะถูกห้ามไม่ให้ดื่มชา (มากเกินไป) เนื่องจากชามีคาเฟอีนค่อนข้างสูง แต่สำหรับในประเทศญี่ปุ่นการดื่มชาถือว่าดีสำหรับผู้หญิงตั้งครรภ์

    การควบคุมน้ำหนักของร่างกาย

    คุณหมอชาวญี่ปุ่นจะเข้มงวดมากในเรื่องการควบคุมอาหาร หรือการเพิ่มของน้ำหนักในระหว่างตั้งครรภ์ พวกเขาแนะนำให้คุณแม่สามารถเพิ่มน้ำหนักได้มากสุดที่ 7 – 12 กิโลกรัมตลอดช่วงการตั้งครรภ์ เพราะจะช่วยทำให้ง่ายต่อการคลอดบุตร และยังง่ายต่อการลดน้ำหนักเพื่อให้รูปร่างกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้เร็วหลังจากการคลอด

    การบรรเทาอาการปวด

    โรงพยาบาลบางแห่งในญี่ปุ่นไม่จ่ายยาบรรเทาอาการปวดเมื่อยสำหรับการคลอดแบบธรรมชาติ เนื่องจากพวกเขามีความเชื่อที่ว่าอาการเจ็บปวดในระหว่างคลอด จะช่วยทำให้เกิดความผูกพันที่ดีระหว่างแม่กับเด็ก

    วันพักผ่อนหลังคลอด

    baby

    Author’s photo

    ในประเทศญี่ปุ่นสำหรับคุณแม่ที่คลอดลูกแบบธรรมชาติจะแนะนำให้พักอยู่ในโรงพยาบาลประมาณ 5 วัน ส่วนคุณแม่ที่ผ่าคลอดนั้นให้พักได้ถึง 7 วัน ซึ่งไม่เหมือนกับประเทศอื่น ๆ ที่คุณแม่มือใหม่ที่ทำการคลอดแบบธรรมชาติจะให้อยู่พักฟื้น 2 วัน หรือน้อยกว่านั้น และสำหรับการผ่าคลอดโดยทั่วไปจะอยู่ที่ 2-4 วัน หากไม่มีภาวะแทรกซ้อนใด ๆ จำนวนสำหรับการพักผ่อนหลังคลอดจะสูงกว่าในหลายประเทศ และระหว่างช่วงเวลาของการพักฟื้นนี้ จะมีตารางประจำวันสำหรับคุณแม่เพื่อให้ปฎิบัติตาม รวมไปถึงการฝึกอบรมและให้คำปรึกษาต่าง ๆ

    สำหรับผู้หญิงที่เคยผ่านการมีบุตรมาแล้วในประเทศญี่ปุ่น ในช่วงเวลาพักผ่อนอาจจะเป็นช่วงเวลาที่น่าเบื่อเล็กน้อย แต่ถือเป็นขั้นตอนที่มีประสิทธิภาพมาก เพราะวันพักผ่อนอันยาวนานนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ร่างกายสามารถฟื้นฟูได้ แต่ยังเสริมสร้างสุขภาพร่างกายและจิตใจให้ดีขึ้นในระยะยาวอีกด้วย

    ประเทศญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับสุขภาพและจิตใจที่ดีของคุณแม่เป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ หลังออกจากโรงพยาบาลแล้ว จะมีนางพยาบาลมาคอยดูแลตรวจสุขภาพของคุณแม่และเด็กทารกเป็นเวลาหลายสัปดาห์หรืออาจเป็นเดือน ซึ่งถือว่าเป็นวิธีที่ดีในการดูแลสุขภาพจิตใจของคุณแม่ที่อาจเกิดภาวะซึมเศร้าในช่วงหลังคลอดได้

    บริการตู้ให้ความอบอุ่นทารกโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายในบางกรณี

    japan-baby

    Author’s photo

    การได้ทราบว่าลูกของคุณคลอดก่อนกำหนดหรือมีน้ำหนักที่ต่ำกว่าเกณฑ์ อาจจะทำให้คุณใจสลายรวมไปถึงเงินในกระเป๋าสตางค์ของคุณด้วย ซึ่งในบางประเทศค่าบริการตู้ให้ความอบอุ่นทารกอยู่ที่ประมาณ 6,700 บาทต่อวัน หรืออาจมากกว่านั้นแล้วแต่โรงพยาบาล อย่างไรก็ตามในประเทศญี่ปุ่นตู้ให้ความอบอุ่นทารกอาจจะไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละโรงพยาบาล โดยอาจจะต้องจ่ายเพียงค่าผ้าอ้อมและค่านม

    การรักษาพยาบาล และการเข้าเยี่ยม

    babydad

    Author’s photo

    ในประเทศอื่น โรงพยาบาลจะอนุญาตให้สามีของผู้ป่วยหรือญาติพี่น้องพักอยู่เป็นเพื่อนระหว่างที่เข้ารับการรักษาได้ แต่ในญี่ปุ่นนั้นจะไม่อนุญาติให้ผู้อื่นมานอนค้างคืน มีเพียงคุณแม่และเด็กแรกเกิดเท่านั้นที่พักอยู่ในโรงพยาบาลทั้งก่อนและหลังคลอด ส่วนสามีหรือญาติพี่น้องจะอนุญาตให้เข้าเยี่ยมได้อย่างเดียว

    ในตอนแรก หลายคนอาจจะรู้สึกว่านี่เป็นสิ่งที่แปลก แต่ถ้าหากลองพิจารณาอย่างถี่ถ้วน นี่ถือเป็นวิธีการอำนวยความสะดวกของทางโรงพยาบาล โดยบรรดาคุณแม่จะได้มีเวลาอยู่กับลูกของพวกเธอมากขึ้น และหากพวกเธอต้องการความช่วยเหลือในเรื่องใด เจ้าหน้าที่ของทางโรงพยาบาลก็พร้อมให้คำแนะนำและให้ความช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา