คุณรู้จักนินจาดีแล้วหรือยัง? ทุกอย่างที่คุณเคยรู้อาจไม่ถูกต้อง

  • วัฒนธรรม
  • นินจาเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก ถ้าคุณลองถามใครสักคนให้อธิบายถึงนินจา เกือบทุกคนจะอธิบายคล้ายกันว่า “นินจาจะแต่งชุดสีดำ พกมีดดาบและดาวกระจาย” นินจาจะมีภาพลักษณ์เช่นนี้ตามที่ปรากฏอยู่ในสื่อต่างๆ ได้แก่ วิดีโอเกม ภาพยนตร์ หนังสือการ์ตูน นวนิยาย และบทละครวิทยุ ถ้าอย่างนั้นแบทแมนก็ถือเป็นหนึ่งในนินจาเหมือนกันสินะ!

    ด้วยการแพร่หลายของสื่อต่างๆเหล่านี้ ทำให้คนส่วนใหญ่และนักวิชาการบางส่วนเชื่อกันว่านินจาไม่ได้มีตัวตนอยู่จริง คิดว่านินจาอาจจะเป็นแค่เพียงส่วนหนึ่งของตำนานญี่ปุ่น และคิดว่าได้รับมาจากวัฒนธรรมของอเมริกัน แต่สิ่งที่เข้าใจกันนี้ไม่ถูกต้อง นินจานั้นมีตัวตนอยู่จริง และเรื่องจริงเกี่ยวกับนินจานั้น น่าสนใจมากกว่าตำนานเสียอีก

    ต้นกำเนิดของนินจา

    นินจากลายเป็นที่รู้จักกันดี ในช่วงระยะเวลา 100 ปีก่อน ในช่วงประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นยุคเซ็นโกคุ หรือช่วงสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในช่วงเวลานั้นอำนาจการปกครองของรัฐบาลกลางได้แตกออกเป็นส่วนๆ ผู้ปกครองแคว้นต่างๆในญี่ปุ่นต่างตั้งตนเป็นอิสระ เริ่มเกิดการต่อสู้เพื่อแย่งชิงดินแดนและอำนาจ โดยนินจาจะมีการต่อสู้ที่ตรงกันข้ามกับซามูไรอย่างสิ้นเชิง คือ นินจาจะใช้วิธีการต่อสู้แบบหลบหนีแบบไร้ร่องรอย ในช่วงเวลานั้นกลุ่มนินจาจะมาจากกลุ่มชาวนา ชาวบ้านธรรมดา ที่มีการฝึกฝนทักษะให้มีความเชี่ยวชาญในการสอดแนม การลอบสังหาร และคอยกระจายข่าวที่มีการบิดเบือนข้อมูล โดยแท้จริงแล้วนินจาได้ถือกำเนิดมาก่อนหน้านี้เสียอีก

    นินจา มีต้นกำเนิดมาจากกลุ่ม “ยามาบูชิ” (yama bushi ซึ่งแปลว่า “นักรบแห่งภูผา”) ยามาบูชิไม่ใช่นักรบ แต่เป็นหนึ่งในนักบวชที่อาศัยอยู่ตามหุบเขา ตัดขาดจากโลกภายนอกและบูชาเคารพธรรมชาติ หรือจะกล่าวได้ว่า พวกเขาคือผู้ที่มีความสามารถในการเอาตัวรอดสูง นักบวชยามาบูชิจะพบมากแถวบริเวณภูเขาต่างๆ เช่น แถบบริเวณหุบเขาเมืองอิกะ (Iga) และเมืองโคกะ (Koka) ยุคแรกๆนินจาจะถูกสอนและฝึกฝนเทคนิคการเอาตัวรอดโดยนักบวชยามาบูชิเหล่านี้ เมื่อเข้าสู่ยุคสงครามจีงได้มีการปรับเปลี่ยนคำสอนเหล่านั้นมาเป็นการจารกรรมข้อมูล และการลอบสังหารฝ่ายตรงข้าม

    เหตุใดนินจาจึงได้กำเนิดขึ้น เราจะต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับภาพสังคมญี่ปุ่นในยุคสมัยนั้นกันก่อน ซามูไรเป็นชนชั้นที่มีอำนาจในการปกครองเมือง ปัจจุบันนี้ เรามีความคิดว่าซามูไรมีชีวิตที่สวยหรู แต่ความเป็นจริงแล้วชีวิตของเหล่าซามูไรไม่ใช่เรื่องที่สวยงามนัก พวกเขามีความยึดมั่นในเกียรติศักดิ์ศรี และต่างต่อสู้แย่งชิงอำนาจ เพื่อแสดงความเป็นใหญ่เหนือซามูไรคนอื่นๆ

    มีกลุ่มชาวนาสองกลุ่มได้ตัดสินใจสร้างกลุ่มของตนเองขึ้นมา เนื่องจากพวกเขาไม่ชอบวิถีชีวิตดังที่กล่าวในข้างต้น พวกเขาจึงสร้างสังคมที่แสดงถึงความเสมอภาคในแบบที่พวกเข้าต้องการ โดยแยกเป็น 2 หมู่บ้าน คือ หมู่บ้านอิกะ และหมู่บ้านโคกะ นอกจากนี้พวกเขาก็รู้ดีว่าเหล่าซามูไรพร้อมที่จะโจมตีพวกเข้าอยู่เสมอ ดังนั้น พวกเขาจึงก่อตั้งหมู่บ้านโดยล้อมรอบไปด้วยภูเขา เพื่อการป้องกันการโจมตีจากซามูไร พวกเขารู้ดีว่ากำลังไพร่พลของพวกเขาเองนั้นมีจำนวนน้อยกว่าซามูไรมาก พวกเขาจึงต้องเรียนรู้ทักษะต่างๆจากนักบวชยามาบูชิเพื่อเอาตัวรอด และนี่เองคือจุดกำเนิดของนินจา

    ระบบประชาธิปไตยของนินจา

    นินจาได้ใช้ระบบประชาธิปไตยมานานนับร้อยปีก่อนสมัยรัฐบาลญี่ปุ่นเสียอีก ตามที่ได้กล่าวมาก่อนหน้านี้ นินจาส่วนใหญ่เป็นชาวนาและมีฐานะด้อยกว่าซามูไร นินจาต้องการที่จะมีเสรีภาพของตนเอง และอยู่อย่างอิสระ ไม่ต้องการอยู่ภายใต้กลุ่มคนชั้นสูงหรือไดเมียว

    ตำแหน่งระดับของนินจาจะขึ้นอยู่กับความสามารถในทักษะต่างๆ เช่น หมู่บ้านอิกะจะมี 3 ระดับคือ โจนิน (jonin), จูนิน (chunin) และ เกนิน (genin) กล่าวง่ายๆคือ ระดับสูง ระดับกลางและระดับล่าง ตามลำดับ ซึ่งการจัดลำดับนี้เหล่านินจาจะต้องพิสูจน์ความสามารถของตนเอง อีกทั้งต้องพัฒนาทักษะต่างๆอยู่เสมอ ต้องเชื่อฟังผู้ถ่ายทอดวิชาและต้องมีความฉลาดเฉลียวอีกด้วย

    ประชาชนในแต่ละหมู่บ้านจะทำการเลือกผู้นำมาดูแลหมู่บ้านประมาณ 12 หรือ 15 คน จากนั้นผู้นำทั้งหมดจะทำการเจรจาหาข้อตกลงกันสำหรับกฎเกณฑ์ต่างๆ ซึ่งการปกครองแบบนี้ถือเป็นรากฐานของประเทศญี่ปุ่นในสมัยนั้น นอกจากนี้ยังเกิดความร่วมมือกันระหว่างหมู่บ้านโคกะและหมู่บ้านอิกะในการแบ่งปันข้อมูลซึ่งกันและกันอยู่เสมอ

    แต่ทัศนคติในเรื่องของความยุติธรรมและเสรีภาพแบบนี้ มีผู้ที่ไม่เห็นด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โอดะ โนบุนางะ (Oda Nobunaga) ผู้ซึ่งต้องการขยายอาณาเขตของตน จึงได้ประกาศทำสงครามกับนินจา แต่การบุกโจมตีครั้งแรกของเขานั้นได้เกิดความล้มเหลว เพราะนินจากลุ่มเล็กๆนี้สามารถกำจัดกองทัพขนาดใหญ่ได้ โนบุนางะเกิดความโกรธแค้นและไม่ยอมแพ้ จึงได้ทำการบุกโจมตีหมู่บ้านนินจาอีกครั้ง และในที่สุดนินจาก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้และต้องย้ายออกจากหมู่บ้านไป

    ในเวลาต่อมานินจาได้รับความคุ้มครองโดยตระกูลโทกุงะวะและรัฐบาลโชกุน เป็นระยะเวลาหลายร้อยปี อีกทั้งในสมัยรัฐบาลโทกุงะวะไม่มีเหตุการณ์สู้รบใดๆ เกิดความสันติภาพทั่วทั้งแผ่นดิน จึงทำให้ไม่มีการสืบทอดวิชานินจาและค่อยๆเลือนหายไปในที่สุด

    สิ่งที่คุณรู้อาจไม่ถูกต้อง

    ลักษณะของนินจาหลายๆอย่างที่เรารู้กันนั้นไม่ได้ถูกต้องเสมอไป ตัวอย่างเช่น สีของเสื้อผ้าที่เหล่านินจาสวมใส่ ใครๆก็คิดว่าต้องเป็นสีดำ แต่มันไม่ใช่อย่างนั้น คุณเชื่อหรือไม่ สีดำเป็นสีที่ไม่ได้ช่วยอำพรางในเวลากลางคืน แต่สีน้ำเงินเข้มหรือสีม่วงต่างหากคือสีที่จะซ่อนตัวคุณในยามราตรีได้ดีกว่า นินจาจะไม่ค่อยใช้เครื่องแต่งกายแบบดั้งเดิม แต่พวกเขาจะใช้วิธีการปลอมตัวมากกว่าการอำพรางตัว โดยพวกเขาจะแต่งตัวเป็นชาวนา นักบวช นักแสดง หรือแต่งตัวเป็นหญิงขายบริการก็มี อันที่จริงการแต่งชุดสีม่วงนั้น ค่อนข้างจะดูโดดเด่นมากกว่าการแต่งตัวเป็นชาวนา และชุดชาวนานั้นสามารถซ่อนตัวอย่างกลมกลืนกับคนอื่นได้อย่างง่ายดาย

    นอกจากนี้ หนึ่งในอาวุธของนินจาที่เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง คือ ดาวกระจาย ทั้งๆที่อาจไม่เคยใช้กันมาก่อน นักวิชาการส่วนใหญ่และนินจาฝึกหัดยุคใหม่ ได้กล่าวไว้ว่า ตามความเป็นจริงแล้วเป็นการยากที่จะใช้ดาวกระจายได้จริง และดูเหมือนว่านินจาเองก็ไม่ได้ใช้อาวุธดาบสักเท่าไหร่ เพราะดาบค่อนข้างหนักและเกิดเสียงดังได้ง่าย เพราะในขณะที่คุณกำลังวิ่งจะเกิดเสียงกระทบกันของดาบ ซึ่งทำให้ศัตรูทราบตำแหน่งของเราได้ เหล่านินจาจะใช้อาวุธที่หาได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน อย่างเช่น เคียวตัดหญ้า เพราะไม่มีซามูไรคนไหนที่จะมาสงสัยชาวนาที่มีเคียวอยู่บนเข็มขัดของเขา และกว่าจะรู้ตัวอีกที เคียวนั้นก็ได้ปักอยู่ที่ศีรษะซะแล้ว

    ความจริงที่ยิ่งใหญ่กว่าตำนาน

    สำหรับตัวผู้เขียนแล้ว ความเป็นมาของนินจาดูเจ๋งกว่าความเป็นตำนานเสียอีก คุณสามารถค้นหาตำนานต่างๆเกี่ยวกับนินจา เช่น นินจาที่บินไปบนว่าว การวางระเบิดในกองกำลังของศัตรู และการหายตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งเรื่องราวความเป็นจริงของนินจาก็คือ การต่อสู้ของกลุ่มคนทั้งชายหญิง ผู้ซึ่งพยายามหนีออกจากสังคมที่ไม่มีความยุติธรรม ต่อสู้เพื่อสร้างสังคมประชาธิปไตยในแบบของตัวเอง และพร้อมที่จะปกป้องชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขา สิ่งนี้ต่างหากที่ทำให้ฉันประทับใจและสะเทือนใจในเวลาเดียวกัน