พร้อมลุย! ทบทวนทำความเข้าใจเกี่ยวกับภาษีการบริโภคของญี่ปุ่นจาก 8% ถึง 10%!

  • แนะนำ
  • ประเด็นที่ร้อนแรงที่สุดในประเทศญี่ปุ่นตอนนี้ไม่มีอะไรจะมาแรงแซงทางโค้งไปกว่าการขึ้นภาษีอุปโภคบริโภคจาก 8% เป็น 10%

    โดยก่อนเที่ยงคืนวันที่ 30 กันยายน ทีมงานได้แวะไปยังร้านสะดวกซื้อหรือคอนบินิแถวบ้าน ลองซื้อชูไฮหรือเหล้าหวานมาสองกระป๋อง โดยกระป๋องที่สองซื้อในเวลา 00:00 ของวันที่ 1 ตุลาคม เมื่อได้ใบเสร็จมาราคาก็ได้มีการปรับเรียบร้อยเป็นภาษีใหม่จากราคา 152 เยน 155 เยน!

    อาจฟังดูเหมือนง่ายกับการปรับภาษีใหม่ แต่ในความเป็นจริงการขึ้นภาษีใหม่นี้มาพร้อมกับกฎระเบียบและข้อกำหนดที่ซับซ้อนในการแยกแยะว่าสินค้าและบริการใดที่คิดภาษี 8% เหมือนเดิม และอันไหนที่คิดภาษี 10%

    เพื่อต้อนรับรัชศกเรวะพร้อมภาษี 10% เราจะมาช่วยกันเคลียร์และทบทวนเรื่องของภาษีในประเทศญี่ปุ่นกันอีกครั้ง!

    10% สำหรับการรับประทานอาหารในร้าน

    เมื่อพูดถึงอาหารและเครื่องดื่ม กฎสำคัญข้อหนึ่งที่ควรคำนึงถึง คือ การทานในร้านอาหาร (店内 tennai) หรือ นำออกจากร้าน (持ち帰り mochikaeri) ถ้าทานในร้านจะถูกหักภาษี 10% รวมถึงอาหารและเครื่องดื่มที่คาราโอเกะด้วยเช่นกัน

    อาหารและเครื่องดื่มทั้งหมดที่ซื้อในซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ และที่พักอื่น ๆ อยู่ที่ 8% (ยกเว้นแอลกอฮอล์ (สูงกว่า 1%))

    อย่างไรก็ตาม หากซื้ออาหารหรือเครื่องดื่มโดยรับประทานภายในพื้นที่ที่กำหนดไว้จะถูกหักภาษีในอัตรา 10% เช่น ที่ซูเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านสะดวกซื้อที่มีพื้นที่รับประทานอาหาร ซึ่งแคชเชียร์อาจจะถามเวลาจ่ายเงินว่าจะทานที่นี่หรือเอากลับบ้าน

    ตัวอย่างให้เห็นภาพง่าย ๆ ถ้าซื้ออาหารกลางวันแบบกล่องเบนโตะแล้วนั่งทานข้างนอกจะตามม้านั่งสาธารณะ (ที่ไม่ใช่ของทางร้าน) ภาษีจะอยู่ที่ 8% แต่ถ้าซื้อและนั่งรับประทานในศูนย์อาหารตามห้างสรรพสินค้าจะถูกหักภาษี 10% เพราะถือว่าเป็นการใช้สถานที่ของทางร้าน

    ข้อยกเว้น

    สำหรับข้อยกเว้นนี้มีรายละเอียดยิบย่อยพอสมควร เรามาแจกแจงกันที่ละอย่างเลย

  • การสั่งพิซซ่าและบริการจัดส่งแบบเดลิเวอรี่ (Uber Eats และอื่น ๆ ) ภาษีจะอยู่ที่ 8% เนื่องจากกินที่บ้านนั่นเอง แต่ถ้าเป็นบริการจัดเลี้ยงนอกสถานทีจะคิดเป็น 10%
  • บริการรูมเซอร์วิสในโรงแรมคิดเป็น 10%
  • • อาหารและเครื่องดื่ม ป็อบคอร์นที่ซื้อในโรงภาพยนตร์คิดภาษีที่ 8% เนื่องจากเป็นสถานที่สำหรับชมภาพยนตร์ ต้องถือเอาไว้ระหว่างรับประทานไม่ได้มีชุดโต๊ะและเก้าอี้สำหรับนั่งทานอาหาร
  • รวมถึงอาหารและเครื่องดื่มที่ซื้อจากรถเข็นในรถไฟหรือเครื่องบินก็อยู่ที่ 8% เพราะเป็นที่นั่งสำหรับโดยสารไม่ใช่บริเวณรับประทานอาหาร
  • แต่! ถ้าอยู่บนรถไฟแต่ไปทานตรงบริเวณรับประทานอาหารจะมีการเก็บภาษีเป็น 10% (ไม่งงกันใช่มั้ยคะ)

  • ข้อยกเว้นที่น่าสนใจอีกอย่างคือ ขนมที่มีของแถม ถ้าของแถมมีมูลค่ามากกว่า 1 ใน 3 ราคาของขนม และสามารถใช้งานหลังจากที่กินขนมไปแล้ว จะต้องคิดภาษีเป็น 10% ตัวอย่างเช่น ขนมมันฝรั่งทอดกรอบที่แถมการ์ดเบสบอลมาด้วย (ขนม Calbee) และ Color Pen Choco ของ Chirin (ช็อกโกแลตที่บรรจุมาแพคเกจจิ้งปากการและสามารถนำไปใช้งานได้จริงแม้หลังทานช็อกโกแลตหมดแล้ว) จะคิดภาษีที่ 10% กกฎนี้จะใช้กับทุกขนมที่มีของแถม (ที่ไม่ใช่ของกิน) ที่มูลค่ามากกว่าหนึ่งในสามของราคาสินค้า
  • สินค้าและบริการอื่น ๆ

    ผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารจะคิดภาษี 10%

    ขนส่งสาธารณะทั้งหมด รถไฟ แท็กซี่ บริการลีมูซีน บัส จะต้องเสียภาษี 10% โดยตั้งแต่เที่ยงคืนของวันที่ 1 ตุลาคม 2019 สถานีรถไฟทั่วประเทศญี่ปุ่นได้ทำการปรับเปลี่ยนป้ายบอกราคาในสถานีใหม่ ประตูตรงสถานี รวมถึงแอปพลิเคชั่นค้นหาสถานีรถไฟก็มีการอัปเดตเป็นราคาใหม่ทั้งหมด

    ผลิตภัณฑ์ที่ซื้อในร้านค้า เช่น ผลิตภัณฑ์สุขอนามัย ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดต่าง ๆ เช่น เครื่องสำอาง สบู่ น้ำยาทำความสะอาด ผงซักฟอก กระดาษทิชชู่ เครื่องมือทางการแพทย์ เครื่องมือทำความสะอาดผลิตภัณฑ์ครัว และผลิตภัณฑ์ดูแลบ้านจะคิดภาษีเป็น 10%

    ของขวัญที่ซื้อจากแคตตาล็อกผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่อาหารที่ซื้อทางออนไลน์ สาธารณูปโภค (ไฟฟ้า, แก๊ส, น้ำ) อินเทอร์เน็ต บ้าน ค่าบริการโทรศัพท์มือถือ รถยนต์ และยานพาหนะอื่น ๆ จะคิดภาษีที่ 10%

    ข้อยกเว้น

    ยาและเครื่องดื่มที่มีคุณสมบัติเป็นยาจะคิดภาษีที่ 10%

    เครื่องดื่มชูกำลัง เพื่อสุขภาพ และเครื่องดื่มบำรุงความงาม (คอลลาเจน) คิดภาษีที่ 8%

    สำหรับสื่อสิ่งพิมพ์ เช่น หนังสือพิมพ์ที่ตีพิมพ์น้อยกว่าสองครั้งต่อสัปดาห์จะถูกเก็บภาษีที่ 10% สื่ออิเล็กทรอนิคส์ หนังสือนิตยสาร และหนังสือพิมพ์ทั้งหมดที่ซื้อที่ร้านค้าจะต้องเสียภาษี 10% อย่างไรก็ตามการสมัครสมาชิกหนังสือพิมพ์รายวันและหนังสือพิมพ์รายวันกีฬาอยู่ที่ 8%

    ระบบ Cash Back สำหรับการใช้จ่ายแบบ Cashless

    เนื่องจากความกังวลของทุกภาคส่วนว่าการขึ้นภาษีจะทำให้ประชาชนไม่กล้าใช้จ่าย จึงได้มีโปรแกรมกระตุ้นการใช้จ่ายอย่าง Cashless (ภาพด้านบน) โดยได้รับเงินคืน 2-5% เมื่อใช้จ่ายผ่านระบบ e-Mony กับร้านค้าที่เข้าร่วมโปรแกรมนี้ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต เดบิต ICcard (Pasmo, Suica) ต่าง ๆ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2019- 30 มิถุนายน 2020 ถ้าเราเห็นสัญลักษณ์ตามรูปด้านบนแสดงว่าร้านค้านั้นร่วมรายการ

    ขอบคุณข้อมูลจาก grapee *เฉพาะภาษาอังกฤษ