“Microsoft Japan” ทดลองทำงาน 4 วัน! มีผลยังไงต่อระบบการทำงานของประเทศญี่ปุ่น

  • ข่าว
  • วัฒนธรรม
  • สังคม
  • หากใครได้อ่านข่าวในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ Microsoft ประเทศญี่ปุ่นได้ทำการทดสอบในช่วงฤดูร้อนเพื่อดูผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับการทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน : พนักงานจะทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ในขณะที่ยังได้รับเงินเดือนเต็ม 5 วัน และได้เพลิดเพลินกับวันหยุดสุดสัปดาห์ 3 วัน ซึ่ง Microsoft ญี่ปุ่นประกาศว่าพวกเขาจะทำนโยบายนี้ซ้ำอีกในฤดูหนาว สิ่งที่พบจากการทดลองคือ สัปดาห์ทำงานสี่วันส่งผลให้ผลผลิตการทำงานเพิ่มขึ้น 40% และลดต้นทุน เช่น ค่าไฟฟ้าซึ่งลดลง 23%

    by Martin Danker

    เราได้เห็นหลายบริษัทในหลายประเทศทดลองใช้เวลาการทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์และทุกครั้งจะมีการวิพากย์วิจารณ์เกิดขึ้นมากมาย

    การทำงานสัปดาห์ละ 4 วันส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพที่สูงขึ้นและลดต้นทุนลง เรียกได้ว่าส่งผลในด้านบวกให้กับองค์กร

    อย่างไรก็ตาม ในประเทศญี่ปุ่นข่าวดังกล่าวสามารถสั่นคลอนต่อสถานที่ทำงานและวัฒนธรรมการทำงานของญี่ปุ่นได้เลยทีเดียว

    ประเทศญี่ปุ่นเป็นที่รู้จักกันในเรื่องปัญหาของความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน ซึ่งทำให้เมืองโตเกียวเป็นเมือง ที่มีการทำงานล่วงเวลานานที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

    ความพยายามแก้ไขของรัฐบาลไม่คอยได้ผลเท่าไหร่นัก จนเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมามีการเปิดตัวแคมเปญที่ชื่อว่า Premium Friday และในเดือนกุมภาพันธ์ 2017 จะมีการฉลอง Premium Friday ครั้งแรก

    Premium Friday สร้างขึ้นโดยรัฐบาลญี่ปุ่นและสมาคมธุรกิจของญี่ปุ่น วัตถุประสงค์หลัก คือ เพื่อสนับสนุนการใช้จ่ายของผู้บริโภค โดยอนุญาตให้ผู้คนเลิกงานเวลา 15:00 น. ในวันศุกร์ที่กำหนดในแต่ละเดือน การเลิกงานก่อนเวลาจะช่วยให้ผู้คนรู้สึกผ่อนคลาย ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาวัฒนธรรมการทำงานของญี่ปุ่น

    ในขณะที่แนวคิดดังกล่าวนี้ดูเหมือนจะดี แต่ในทางปฏิบัติแล้วตามบริษัทและธุรกิจจำนวนมากกลับเลือกที่จะไม่เข้าร่วมกับนโยบายนี้ ในส่วนของบริษัทที่ที่ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการนี้เห็นว่ามีปัญหาที่พนักงานมีเวลาทำงานไม่พอ ต้องทำงานในวันเสาร์หรือนอนดึกอีกวันเพื่อชดเชยงานที่พวกเขาไม่สามารถทำได้เสร็จ เมื่อปรากฏว่าการเลิกงานเร็วไม่ได้หมายความว่า บริษัทต่าง ๆ กำลังเปลี่ยนแนวทางการดำเนินธุรกิจที่เป็นพิษ

    ดังนั้น บทเรียนสำคัญสองข้อที่เกิดขึ้นจากความล้มเหลวของ Premium Friday: คือ วัฒนธรรมการทำงานในหลาย ๆ องค์กรไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขได้ด้วยความคิดริเริ่มที่ยังไม่หนักแน่นเช่นนี้ และการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ก็ขึ้นอยู่กับบริษัทต่าง ๆ

    นี่คือ การทดลองเมื่อเร็ว ๆ นี้ที่ Microsoft Japan นำมาใช้ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นการบุกเบิกรากฐานวัฒนธรรมการทำงานที่ฝังรากลึกลงในสังคมที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

    แนวคิดในประเทศญี่ปุ่น คือ การเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงานแทบจะเป็นไปไม่ได้ เช่น การที่พนักงานเต็มใจที่จะอยู่ดึก ๆ ในออฟฟิศทั้งที่ทำงานเสร็จแล้วเพราะไม่ต้องการที่จะเป็นคนแรกที่ออกจากออฟฟิศ และการเลิกงานเร็วจะทำให้พวกเขาดูไม่ดีในสายตาของคนอื่น ๆ

    ปัญหาอีกประการหนึ่งในวัฒนธรรมการทำงาน คือ จำนวนชั่วโมงการประชุมที่ยาวนาน ในระหว่างการทดสอบช่วงภาคฤดูร้อน Microsoft ได้ใช้เวลาในการประชุม 30 นาที แทนที่จะเป็น 60 นาทีและผลลัพธ์ก็เป็นไปในเชิงบวกอย่างมาก นี่เป็นเรื่องน่าอิจฉาอย่างมากเนื่องจากบริษัทมักจะมีการประชุมที่ยาวนานหลายครั้งในแต่ละวัน ซึ่งทำให้คนทำงานหนักขึ้นและไม่สามารถทำให้เสร็จภายในวันเดียวได้

    จากตัวอย่างของ Microsoft ประเทศญี่ปุ่นเราจะเห็นว่าสิ่งเหล่านี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ง่าย และผู้คนยินดีต้อนรับการเปลี่ยนแปลงนั้นแทนที่จะต่อต้าน และในขณะที่ Microsoft ญี่ปุ่นเป็นบริษัทใหญ่รายแรกในประเทศที่ทำการทดลองนี้ แต่บริษัทอื่น ๆ กำลังทำการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เริ่มมีผลกระทบต่อวัฒนธรรมการทำงานของพวกเขาเช่นกัน

    หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่สามารถเห็นได้ในบางบริษัทรวมถึงสถาบันการเงิน คือ การยกเลิกการใส่ชุดสูทและการแต่งกายผูกเน็คไทในที่ทำงาน รวมถึงในบริษัท ญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมส่วนใหญ่ก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องการแต่งกายเป็นชุดลำลอง

    คนทำงานในประเทศญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยินดีต้อนรับการเปลี่ยนแปลงอย่างมีความสุข แม้พวกเขาจะไม่เคยเรียกร้องแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะพอใจกับวัฒนธรรมการทำงานที่เคร่งครัดแบบเก่า ๆ ซึ่งส่งผลให้เกิดการทำงานหนักเกินไปและทำให้เกิดคาโรชิ (การเสียชีวิตจากการทำงานหนัก) และคุณภาพชีวิตของคน ๆ หนึ่งที่แย่ลง

    อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เป็นไปได้เพราะ บริษัทหลายแห่งได้พยายามทดลองใช้นโยบายใหม่ ๆ ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การเปลี่ยนแปลงสามารถเกิดขึ้นได้ หากรัฐบาลญี่ปุ่นให้ความชัดเจนและบังคัลให้บริษัทต่าง ๆ นำไปปฏิบัติตาม

    ความคิดริเริ่มและแคมเปญบางอย่าง เช่น Premium Friday แสดงให้เห็นว่าหากไม่มีการบังคับใช้ที่ชัดเจนก็ขึ้นอยู่กับบริษัทว่าจะเลือกทำตามหรือไม่

    น่าเศร้าที่ในขณะที่บางบริษัทกำลังใช้กฎระเบียบและข้อบังคับใหม่ที่จะสร้างวัฒนธรรมการทำงานแบบใหม่ ๆ ที่อาจจะส่งผลให้บริษัทอื่น ๆ นำไปปฏิบัติตาม ด้วยเหตุผลดังกล่าว ประเทศญี่ปุ่นจะไม่สามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญได้ ยกเว้นแต่รัฐบาลจะดำเนินการอย่างชัดเจนและกำหนดกฎหมายที่ชัดเจนในการปรับปรุงสภาพการทำงานให้ดีขึ้น

    *Featured Image by Minimal Tweaks (minimal_tweaks) on Instagram
    :Minimal Tweaks