มาสำรวจ 10 สถานที่ลับสุดยอดในประเทศญี่ปุ่นกันเถอะ

  • ย่านต่างๆ
  • แนะนำ
  • ในแต่ละประเทศย่อมจะมีบางสถานที่ที่แม้จะฟังชื่อแล้วดูน่าสนใจ แต่อาจไม่เป็นที่รู้จักในกลุ่มนักท่องเที่ยวมากนัก และเมื่อเอ่ยถึงญี่ปุ่น คนส่วนใหญ่จะนึกถึงโตเกียวและเกียวโต อย่างไรก็ดีที่ญี่ปุ่นยังมีสถานที่ที่จะช่วยเติมเต็มความฝันของเหล่านักผจญภัยอยู่มากมาย แถมยังเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวที่แสวงหาการผจญภัยและชื่นชอบความลี้ลับ ถ้าพร้อมแล้วเราไปดูสถานที่แห่งความลับของญี่ปุ่นกันเลย

    1. จี-แคนส์ (G-Cans)

    A post shared by @a_strange_pulsating_object on

    จี-แคนส์ คือ อุโมงค์ยักษ์ระบายน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลกอยู่ลึกลงไปใต้ดินในเมืองไซตามะ ประเทศญี่ปุ่น The G-Cans Project หรือ ชื่ออย่างเป็นทางการว่า “The Metropolitan Area Outer Underground Discharge Channel” หรือ “Shutoken Gaikaku Housui Ro” (โครงการอุโมงค์ระบายน้ำยักษ์) เป็นทางน้ำขนาดใหญ่ที่สร้างโดยรัฐบาลเพื่อป้องกันน้ำท่วมใหญ่ในโตเกียว โครงการมูลค่า 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐนี้ เริ่มก่อสร้างในปี 1992 และใช้เวลากว่า 10 ปีในการก่อสร้างจึงแล้วเสร็จ ขนาดอุโมงค์ยาว 6.3 กิโลเมตร และมีโครงสร้างการกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งคนส่วนใหญ่เรียกส่วนนั้นว่า “วิหารใต้ดิน” (Underground Temple) ด้วยมีขนาดความยาว 177 เมตร และมีความสูง 18 เมตร ระบบระบายน้ำขนาดใหญ่แห่งนี้สามารถสูบน้ำได้ 200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งเป็นปริมาณที่มากที่สุดในโลก ที่นี่มีให้บริการทัวร์แบบไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ในช่วงฤดูมรสุมจะปิดให้บริการเนื่องจากเหตุผลด้านความปลอดภัย

    การเดินทาง

    2. ลูกตุ้มใหญ่ยักษ์แห่งวัดฟูกุซาอิ

    A post shared by e-nakan (@eiji300600900) on

    วัดฟูกุซาอิ (Fukusai) เป็นหนึ่งในวัดเก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในเมืองนางาซากิ มีมาตั้งแต่ช่วงปี 1600 โดยในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองอาคารเดิมของวัดได้ถูกทำลายไปอย่างไม่เหลือซากจากระเบิดปรมาณูในปี 1945 อย่างไรก็ตามในปี 1979 วัดได้รับการบูรณะขึ้นใหม่อย่างหรูหรา ตัววิหารมีรูปร่างคล้ายเต่าและมีรูปปั้นองค์เจ้าแม่กวนอิมคันนง พระโพธิสัตว์แห่งความเมตตา ขนาดสูง 60 ฟุตตั้งตระหง่านอยู่ด้านบน นอกจากนี้ที่นี่ยังเป็นสถานที่เพื่อรำลึกถึงผู้ประสบภัยกว่า 1,000 คนในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

    ความพิเศษของวัดแห่งนี้คือ ลูกตุ้มฟูโกต์ (Foucault’s Pendulum) ขนาดใหญ่เป็นอันดับที่สามของโลก ซึ่งแขวนอยู่ด้านในอาคารของรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมคันนง และจะแกว่งไกวไปตามน้ำหนักของลูกตุ้มที่ห้อยอยู่

    การเดินทาง

    3. หมู่บ้านรัสเซียร้าง

    A post shared by Onaonaoki (@satooonao) on

    ในช่วงต้นยุค 90 รัฐบาลญี่ปุ่นได้สร้างเมืองรัสเซียจำลองขึ้น เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและเพื่อสานสัมพันธไมตรีระหว่างรัสเซียและญี่ปุ่น ที่แห่งนี้ได้ปิดปรับปรุงและเปิดให้บริการใหม่อีกครั้งในปี 2002 หลังจากเปิดให้บริการได้เพียง 6 เดือน ก็ถูกสั่งปิดถาวร เนื่องด้วยปริมาณนักท่องเที่ยวที่ลดลง ปัจจุบันหมู่บ้านรัสเซียจำลองนี้ดูราวกับเป็นสถานที่ที่เราเห็นในหนังสยองขวัญที่มีทั้งโรงละครที่ว่างเปล่า สุสาน ร้านอาหาร โรงแรม โบสถ์ และสนามกอล์ฟ นอกจากนี้ที่นี่ยังมีโครงกระดูกช้างแมมมอธจำลองที่ถูกทิ้งไว้ หมู่บ้านรัสเซียนี้ตั้งอยู่ในเมืองอะงะโนะ ในจังหวัดนีงะตะ ถ้าคุณมีโอกาสได้มาเยือนที่แห่งนี้ คุณคงได้แต่สงสัยว่าเหตุใดสถานที่อันยิ่งใหญ่ถึงได้ถูกทิ้งร้างไร้นักท่องเที่ยวมาเยือน

    การเดินทาง

    4. พระที่ทำให้ตนเองเป็นมัมมี่

    A post shared by Daisuke Koseki (@kosekinnikun) on

    หากคุณได้มีโอกาสไปเที่ยวทางภาคเหนือของญี่ปุ่น คุณจะได้พบกับมัมมี่พระจำนวนมากซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนาม โซคุชินบุทสึ (Sokushinbutsu) ซึ่งเป็นสาวกของนิกายชูเก็นโดะ (Shugendo) นิกายโบราณทางพุทธศาสนา พระในนิกายนี้จะมรณภาพจากการปฏิบัติงดเว้นความต้องการของตนเอง กระบวนการการทำให้ตนเองเป็นมัมมี่นั้นร้ายแรงและทุกข์ทรมานเกินกว่าที่คุณจะจินตนาการได้ โดยในกระบวนการนี้พระจะฉันแต่ถั่ว ธัญพืช และรากไม้ เพื่อรีดเอาไขมันส่วนเกินในร่างกายออกไป จากนั้นจึงฉันชาพิษ ที่มีส่วนผสมของน้ำเลี้ยงจากต้นอุรุชิ ที่จะส่งผลให้อาเจียนอย่างรุนแรงและทำให้ร่างกายสูญเสียของเหลว จากนั้นจะเข้าไปอยู่ในหลุมศพเพื่อเก็บรักษาร่างกายด้วยสภาพทั้งอย่างนั้น ในที่สุดจึงมรณภาพและทิ้งร่างไว้ในลักษณะท่านั่งแบบดอกบัว (นั่งสมาธิ) การทำให้ตนเองเป็นมัมมี่นี้ถูกมองว่าสมควรได้รับความเคารพอย่างสูงสุด และควรได้รับการบูชาจากทุกคน อย่างไรก็ตามรัฐบาลญี่ปุ่นได้สั่งห้ามการฝึกปฏิบัติเช่นนี้ตั้งแต่ปลายยุคศตวรรษที่ 19 นับแต่นั้นเป็นต้นมาการทำให้ตนเองเป็นมัมมี่จึงสิ้นสุดลง

    ในบรรดาโซคุชินบุทสึที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ ชินโยะไกโชนิน (Shinnyokai Shonin) แห่งวัดไดนิจิ-โบะ (Dainichi-Boo) บนเขายูดาโนะ (Mount Yudano) ด้วยเป็นพื้นที่มีอุณหภูมิที่ต่ำและมีสารหนูปริมาณสูงทำให้มัมมี่ได้รับการรักษาไว้เป็นเวลานาน มัมมี่พระเหล่านี้ปกติจะพบในพื้นที่ที่ห่างไกล เช่น ในวัดนางาคุจิ (Nangakuji temple) ในเมืองทสึรุโอกะ (Tsuruoka) และวัดไกโคอุจิ (Kaikouji Temple) ในเมืองซากะตะ (Sakata)

    การเดินทาง

    5. ตำนานนางเงือกแห่งฟิจิ

    เราคงเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายที่พูดถึงนางเงือกแสนสวยและการปรากฏตัวให้เหล่านักเดินเรือได้เห็น อย่างไรก็ตามในความเป็นจริงแล้วยังคงไม่มีหลักฐานใด ๆ ที่แสดงให้เห็นว่ามีนางเงือกอยู่ แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่มีความใกล้เคียงกับเรื่องจริงมากที่สุดก็คือ เรื่องของนางเงือกแห่งฟิจิ ในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 นักวิจัยผู้ยิ่งใหญ่นามว่า พี.ที. บาร์นัม (P.T. Barnum) ได้นำมัมมี่นางเงือกที่มีลักษณะครึ่งลิงครึ่งปลามาจากนักเดินเรือชาวญี่ปุ่น และตอนนี้มันก็ถูกนำไปตั้งโชว์ในพิพิธภัณฑ์โบราณคดีและชาติพันธุ์วิทยา (Peabody Museum of Archaeology and Ethnology) มีหลายคนคิดว่ามันเป็นเรื่องจริง อย่างไรก็ตามในภายหลังพบว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของงานหัตถกรรมของชาวญี่ปุ่นโบราณ ซึ่งทำโดยนำซากลิงและปลาขนาดยาวที่ตายแล้วมาประกอบรวมกัน

    ที่ศาลเจ้าเท็นโชว-เคียวฉะ (Tenshou-Kyousha) ในเมืองฟุจิโนะมิยะ (Fujinomiya) ตั้งอยู่ใกล้กับภูเขาไฟฟูจิ มีมัมมี่นางเงือกแห่งฟิจิอายุ 1,400 ปี ซึ่งเป็นนางเงือกแห่งฟิจิแรกที่ถูกค้นพบ ในตำนานเทพปกรณัมของญี่ปุ่นนางเงือกนั้นเป็นปิศาจเพศชายที่มีเขา มีกรงเล็บ และมีลักษณะเป็นครึ่งมนุษย์ครึ่งปลา ซึ่งในนิทานพื้นบ้านของชาวญี่ปุ่นจะเรียกว่า นิงเงียว (Ningyo) มัมมี่นางเงือกแห่งฟิจิในศาลเจ้านี้ จะต้องทำให้ใครก็ตามที่ได้เห็นขนลุกอย่างแน่นอน

    การเดินทาง

    6. พระนักมาราธอน

    A post shared by Kevin M (@kevinm2020) on

    พระนักมาราธอนนี้อาศัยอยู่ในแถบภูเขาฮิเออิ (Mount Hiei) ในเมืองโอทสึ ประเทศญี่ปุ่น มีชื่อเรียกว่า “เกียวจา” (Gyoja) เป็นสาวกในนิกายเท็นได (Tendai) หนึ่งในนิกายทางพุทธศาสนา มีวิถีปฏิบัติด้วยการเดินทางแสวงบุญเป็นเวลานานถึง 7 ปี โดยจะวิ่งมาราธอนเป็นเวลา 1,000 วัน และอดอาหารอีก 7 วัน ในช่วง 300 วันแรกของการแสวงบุญ พระจะวิ่งมาราธอนเป็นระยะทาง 40 กิโลเมตรต่อวัน และจะค่อย ๆ เพิ่มระยะทางและลดจำนวนวันที่วิ่งลง ในปีที่ 4 และปีที่ 5 ของการแสวงบุญจะวิ่ง 40 กิโลเมตรต่อวันเป็นเวลา 200 วันต่อเนื่องกัน ในปีที่ 6 จะวิ่ง 60 กิโลเมตรต่อวันเป็นเวลา 100 วันต่อเนื่องกัน และจะเดินในวันที่เหลือ หลังจากผ่านไป 700 วัน จึงจะเข้าสู่ช่วงการอดอาหาร 7 วัน หรือที่เรียกว่าดิโอริ (Diori) ซึ่งจะงดเว้นจากอาหาร น้ำดื่ม และการนอนหลับ

    ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง มีพระเพียงแค่ประมาณ 12-13 รูปเท่านั้นที่สามารถปฏิบัติการแสวงบุญอันยิ่งใหญ่และยาวนานนี้สำเร็จ เบ็ดเสร็จแล้วการเดินทางแต่ละครั้งเป็นระยะทางอย่างน้อย 25,000 ไมล์โดยเท้า เทียบเท่าได้กับระยะทางรอบเส้นศูนย์สูตรเลยทีเดียว ประเพณีนี้เรียกว่า เซ็นนิจิ-ไคโฮะ-เกียว (Sennichi-Kaiho-Gyo) นับเป็นหนึ่งในประเพณีที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น ทั้งยังเป็นการเล่นกีฬาที่ยากลำบากและท้าทายมากที่สุดในโลก ศูนย์กลางนิกายเท็นไดนี้ ตั้งอยู่ที่วัดเอ็นเรียคุจิ (Enryakuji) บนยอดเขาฮิเออิ

    เว็บไซต์ *เฉพาะภาษาอังกฤษ
    การเดินทาง

    7. นาราอิจูกุ

    นาราอิจูกุ เป็นเมืองเล็ก ๆ ที่เงียบสงบตั้งอยู่ทางตะวันตกของโตเกียวในจังหวัดนากาโน่ เมืองนี้เป็นส่วนหนึ่งของคิโสะจิ (Kiso-ji) หรือ ถนนคิโสะ ซึ่งในอดีตเป็นเส้นทางการค้าที่สำคัญระหว่างเกียวโตและเอโดะ ตึกรามบ้านช่องในนาราอิจูกุนั้น เป็นของโบราณและอาจจะหาโครงสร้างแบบอนุรักษ์อย่างนี้ในที่อื่น ๆ ของญี่ปุ่นไม่ได้อีกแล้ว อาคารต่าง ๆ มีอายุมากกว่า 300 ปี และยังอยู่ในสภาพดีโดยที่ไม่ได้ผ่านการบูรณะใด ๆ แม้ว่าภูมิภาคนั้นจะเคยได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว ไฟไหม้ หรือมหันตภัยทางธรรมชาติมาก่อนแล้วก็ตาม การได้เดินท่องไปตามถนนที่สร้างก่อนยุคสมัยใหม่ท่ามกลางตึกและอาคารเก่านั้น ทำให้จินตนาการเห็นภาพวิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่เมื่อ 100 ปีก่อนได้ไม่ยาก

    นาราอิจูกุเป็นเมืองที่พัก ที่เรียกว่า ชาคุบะมาจิ (Shakuba-machi) ที่ที่นักเดินทางและพ่อค้าจะแวะพักในช่วงเดินทางระหว่างเกียวโตและเอโดะ มีชาคุบะมาจิจำนวนมากบนถนนคิโสะ ปัจจุบันนาราอิจูกุเป็นส่วนหนึ่งของเมืองชิโอะจิริ ในจังหวัดนากาโน่ และสามารถเดินทางไปถึงได้สะดวกจากเมืองมัตสึโมโต้ นอกจากนี้ด้วยที่ตั้งที่อยู่ในที่สูง จึงทำให้ที่นาราอิจูกุมีอากาศเย็นในช่วงฤดูร้อน บรรยากาศโดยรอบจะทำให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมวิวที่สวยงามและรุ่มรวยด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์

    ไม่ใช่แค่ชาวต่างชาติเท่านั้นที่ไม่รู้จักถนนคิโสะ แม้แต่ชาวญี่ปุ่นที่อยู่นอกเขตจังหวัดนากาโน่เอง ก็ไม่ค่อยรู้จักสถานที่แห่งนี้เช่นกัน อย่างไรก็ตามปัจจุบันนี้ก็เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในกลุ่มนักท่องเที่ยว แต่อาจไม่ค่อยมีข้อมูลให้สืบค้นมากนักเกี่ยวกับเส้นทางการค้าโบราณแห่งนี้ เนื่องจากข้อมูลต่าง ๆ ได้สูญหายไปพร้อมกับการขยายตัวของเมืองโตเกียวและเกียวโต และสิ่งอำนวยความสะดวกในการเดินทางสมัยใหม่ที่ได้เปลี่ยนโฉมเส้นทางการค้านี้ หากคุณมีโอกาสไปเที่ยวแถวนั้น อย่าลืมไปเยี่ยมเยือนและชื่นชมสถานที่ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายโบราณแห่งนี้ได้ที่นาราอิจูกุ

    การเดินทาง

    8. นาขั้นบันได

    A post shared by kyoko.k (@piarobi25) on

    คนส่วนมากมักนิยมไปเที่ยวตามเมืองใหญ่ และน้อยคนที่จะเลือกไปชนบทเพื่อชื่นชมธรรมชาติ สำหรับในเขตเมืองนั้น
    สถานที่ที่มีทิวทัศน์สวยที่สุดอาจจะเป็นสวนสาธารณะที่มีดอกไม้บาน แต่ในชนบทของญี่ปุ่นนั้น มีสถานที่สวยงามจำนวนมากอย่าง นาขั้นบันได ที่มีทัศนียภาพงดงามไม่เหมือนใคร แม้ว่าญี่ปุ่นอาจจะไม่ได้เป็นประเทศในเขตร้อนอย่างประเทศไทย แต่ก็สามารถพบเห็นนาข้าวได้อยู่ทั่วไปมากกว่าที่เราคิด

    นาขั้นบันไดนั้น สามารถพบได้ในภูมิภาคที่เต็มไปด้วยภูเขา ในชนบทที่มีการทำเกษตรกรรมมาเป็นเวลานาน โดยจะสร้างเป็นขั้นไปตามเนินเขา หรือหุบเขา เรียกว่า เซ็นมาอิดะ (Senmaida) หรือ นาข้าวนับพัน โดยจะแบ่งเป็นขั้น และกั้นด้วยดินโคลนหรือหินเพื่อป้องกันน้ำรั่วไหลจากขั้นหนึ่งไปสู่อีกขั้น ซึ่งเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการปลูกข้าวจำนวนมากในพื้นที่ขนาดเล็ก และทำให้ได้รับแสงแดดและน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ รวงข้าวในนาที่เปล่งประกายตามเนินเขาจะขโมยหัวใจของใครก็ตามที่ได้มาเยือน นาขั้นบันไดนี้จะถูกปกคลุมด้วยหญ้าและหิมะในช่วงนอกฤดูเพาะปลูก

    นาขั้นบันไดที่อยู่ใกล้โตเกียวที่สุด คือ คามางาวะ โอยามะ เซ็นมาอิดะ (Kamogawa Oyama Senmaida) ใกล้เมืองคาโมงาวะ ในจังหวัดชิบะ ซึ่งเป็นนาแห่งเดียวในญี่ปุ่นที่ใช้น้ำฝนในการปลูกข้าว อย่างไรก็ตามมีเพียงไม่กี่คนที่รู้จักนาข้าวที่พิเศษแห่งนี้ โดยปกติแล้วข้าวจะออกรวงให้ได้ชมในช่วงกลางเดือนตุลาคม ถึงต้นเดือนมกราคม หากคุณมีโอกาสให้ลองไปเยือนสถานที่สุดพิเศษพร้อมเก็บภาพทิวทัศน์อันอุดมสมบูรณ์ที่คุณจะได้พบเห็นจากนาข้าวเหล่านี้

    เว็บไซต์ *เฉพาะภาษาญี่ปุ่น
    การเดินทาง

    9. ศูนย์อวกาศทาเนงาชิมะ (Tanegashima Space Center)

    A post shared by みと (@mito_photo) on

    ประเทศญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่มีโครงการอวกาศที่ล้ำหน้า อย่างไรก็ตามในปัจจุบันกลับไม่ค่อยมีคนได้ยินเกี่ยวกับภารกิจทางอวกาศของญี่ปุ่นมากนัก เนื่องจากมีการหยุดภารกิจหรืออาจเป็นโครงการลับ อย่างไรก็ตามยังมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่ไม่รู้ว่าศูนย์อวกาศของญี่ปุ่นนั้นตั้งอยู่ที่ไหน

    ทาเนงาชิมะ เป็นเกาะที่ใหญ่เป็นอันดับสองของหมู่เกาะโอสึมิ (Osumi islands) ในจังหวัดคาโงชิมะ มีพื้นที่ 445 ตารางกิโลเมตร มีบทบาทสำคัญในแง่ของการวิจัยที่ล้ำหน้าที่สุด ศูนย์อวกาศตั้งอยู่ในส่วนตะวันออกเฉียงใต้สุดของเกาะ และเป็นพื้นที่ที่ราวกับหลุดออกมาจากฉากในภาพยนตร์สายลับเจมส์ บอนด์ ในระหว่างที่จรวดถูกปล่อยที่ศูนย์โยชิโนบุ (Yoshinobu Complex) ในศูนย์อวกาศทะเนะงาชิมะ จรวดที่พุ่งขึ้นไปบนฟ้าพร้อมเปลวไฟที่พวยพุ่งออกมา จะทำให้ใครก็ตามที่ได้เห็นต้องสั่นสะท้าน ในทุก ๆ เดือนมีนาคมจะมีงานร็อกเก็ตมาราธอน (Rocket Marathon) ซึ่งจะจัดขึ้นที่ศูนย์แห่งนี้ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้รับรู้เกี่ยวกับเรื่องดาราศาสตร์

    การเดินทาง

    10. ปลาอวกาศ

    A post shared by りか👧 (@mlle_rika) on

    คุณเคยเห็นปลาที่เกิดในอวกาศนอกโลกไหม? หากคุณได้ไปยังรปปงหงิฮิลล์ จะเห็นสวนเล็ก ๆ ที่คั่นระหว่างสตูดิโอถ่ายทำรายการโทรทัศน์ กับออฟฟิศหลักและศูนย์ภาพยนตร์ สถานที่แห่งนี้เป็นที่ตั้งของสระน้ำที่มีมาตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 18 ซึ่งเป็นที่อาศัยของปลาสีเงินตัวเล็กจำนวนมากที่ดูราวกับมาจากนอกโลก มันเป็นสระของเมะดากะ (Medaka) ปลาน้ำจืดที่ครั้งหนึ่งมีอยู่มากมายในนาข้าวของญี่ปุ่น สืบพันธุ์โดยตรงมาจากปลาที่เพาะพันธุ์ในอวกาศบนยานอวกาศโคลัมเบียในปี 1994 พวกมันเป็นส่วนหนึ่งของการทดลองทางวิทยาศาสตร์ และถูกนำกลับมายังโลกเพื่อศึกษาต่อ ปลาเหล่านี้ไวต่อสารเคมี และนักล่าอย่างมาก จะต้องได้รับการปกป้องภายใต้สภาวะที่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี และได้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มปลาอวกาศ เนื่องจากมีลักษณะที่พิเศษกว่าปลาทั่วไปบนโลก หากมีโอกาส ต้องลองไปเยือนสวนที่น่าทึ่งแห่งนี้ พร้อมไปสำรวจดูสิ่งมีชีวิตหายาก

    การเดินทาง

    11. สุสานพระเยซู

    A post shared by あさみん (@papicocafe) on

    ในญี่ปุ่น มีตำนานว่าพระเยซูได้หลบหนีจากการตรึงกางเขนและย้ายมาอยู่ญี่ปุ่น เรื่องนี้ปรากฏในเอกสารทาเคะโนะอุจิ (Takenouchi Document) งานเขียนทางศาสนาที่เป็นของเทียม โดยคนส่วนมากเชื่อว่าเอกสารเหล่านี้เป็นเรื่องหลอกลวง อย่างไรก็ตาม ยังมีคนจำนวนมากในหมู่บ้านที่ตั้งหลุมศพ อ้างว่าตนเองเป็นลูกหลานสายตรงของพระเยซู โดยเล่าว่าพระเยซูได้แต่งงานกับหญิงชาวญี่ปุ่นจากหมู่บ้านชินโง (Shingo) มีลูกด้วยกันสามคน และเสียชีวิตเมื่ออายุได้ 106 ปี คนในหมู่บ้านเชื่อว่าผู้ที่ตายบนกางเขนด้วยน้ำมือของชาวโรมันเป็นน้องชายของพระเยซูที่ชื่ออิสุคิริ (Isukiri)

    หมู่บ้านชินโงเล็ก ๆ ในจังหวัดอาโอโมริแห่งนี้เป็นสถานที่ตั้งของหลุมศพพระเยซู หลุมศพจะตั้งบนเนินเขา ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นกองดินฝังศพที่มีไม้กางเขนขนาดใหญ่ตั้งอยู่ด้านบน ยังมีกองดินที่มีลักษณะคล้ายกันตั้งอยู่ถัดไปจากหลุมศพของพระเยซู ซึ่งกล่าวกันว่ามีใบหูของอิสุคิริ และปอยผมของพระแม่มารีฝังอยู่ เรื่องดังกล่าวอาจฟังดูแปลกประหลาด แต่ได้มีการทำการศึกษาอย่างลับ ๆ เกี่ยวกับพันธุกรรมของของคนในหมู่บ้าน รวมถึงคนที่อ้างว่าได้สืบเชื้อสายของสายเลือดอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งผลออกมาพบว่าผู้ที่อ้างว่าสืบเชื้อสายนั้น มีดีเอ็นเอที่มีความเชื่อมโยงกับดีเอ็นเอของคนในตะวันออกกลางและแตกต่างจากคนอื่น ๆ ในหมู่บ้านเดียวกัน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม สถานที่แห่งนี้ก็ถูกปิดเป็นความลับมาหลายปีและยังคงไม่ค่อยเป็นที่รู้จักจนทุกวันนี้

    การเดินทาง

    สถานที่ต่าง ๆ เหล่านี้เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในปัจจุบัน ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเยือนมากขึ้น ซึ่งตราบใดที่คนยังรู้จักน้อย ก็สามารถเรียกได้ว่าเป็นสถานที่แห่งความลับ สถานที่ที่ได้กล่าวมาแล้วมีความน่าสนใจ แม้จะไม่ได้เป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวมากนัก อย่างไรก็ดีการทำให้สถานที่เหล่านี้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ก็อาจจะต้องทำให้ความลับไม่ใช่ความลับอีกต่อไป!