10 ข้อห้าม ที่อย่าเผลอไปทำในประเทศญี่ปุ่นเชียวนะ

  • มารยาท
  • เคล็ดลับ
  • ในสังคมของทุกประเทศมีสิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติและมีข้อห้ามทางวัฒนธรรมอยู่มากมาย และแน่นอนว่าในแต่ละวัฒนธรรมย่อมมีกฎที่ไม่ได้มีการบัญญัติไว้อย่างตายตัว แต่สมาชิกในสังคมนั้นได้เรียนรู้กฎเหล่านี้มาตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งมันอาจจะเข้าใจยากสำหรับคนต่างชาติ และความไม่รู้หรือการไม่เคารพกฎเหล่านั้น อาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง และอาจทำให้คุณดูเป็นวายร้ายหรือตัวสร้างปัญหาได้เช่นกัน

    เรามาดูข้อห้ามที่ไม่ควรทำในประเทศญี่ปุ่น พร้อมกับเรื่องเล่าสนุก ๆ จากประสบการณ์ตรงของผู้ที่ได้เคยทำพลาดมาแล้วโดยไม่ได้ตั้งใจ!

    1. อย่าถูกเนื้อต้องตัว

    โดยส่วนใหญ่คนญี่ปุ่นจะไม่สัมผัสตัวกันถ้าไม่ได้สนิทมากพอ แต่ในบางพื้นที่ของประเทศญี่ปุ่นอาจแตกต่างกันออกไปตามนิสัยและวัฒนธรรมของผู้คนในท้องถิ่นนั้น ๆ อย่างเช่นในแถบคันไซ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโอซาก้ามักจะชินกับการถูกเนื้อต้องตัวกันมากกว่าคนที่มาจากที่อื่น คุณจะเห็นวัยรุ่นหรือนักเรียนหยอกล้อกันในที่สาธารณะ หรือผู้หญิงจับมือกันหรือกอดกันเป็นเรื่องปกติ แต่เมื่อไปที่โตเกียวจะแตกต่างกันมาก ซึ่งต้องระวังเพราะชาวตะวันตกบางคนไปแตะไหล่เพื่อนร่วมงานผู้ชายแบบเป็นมิตร (เพราะเคยทำตอนอยู่ที่โอซาก้า แต่ไม่มีใครว่าอะไร) ซึ่งเพื่อนร่วมงานคนนั้น กลับมองเธออย่างรังเกียจเหมือนทำความผิดอะไรร้ายแรง ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าในส่วนของเพื่อนร่วมงานนั้น ก็มีส่วนคล้ายกับวัฒนธรรมไทย ที่ควรหลีกเลี่ยงไม่ให้ตัวเอง “ถูกตัว” มากจนเกินไป

    สำหรับคู่รัก ในประเทศไทยการแสดงความรักแบบมากเกินไปตามที่สาธารณะ อาจจะถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรและจะโดนมองไม่ดี แต่ในประเทศญี่ปุ่นเราอาจจะเห็นคู่รักแสดงความรักต่อกันค่อนข้างเปิดเผยกว่าในระดับหนึ่ง คู่รักญี่ปุ่นจะสวีทกันมาก ๆ เรียกได้ว่าฆ่าคนโสดแบบสุด ๆ

    แน่นอนว่าในทุกประเทศย่อมมีวัฒนธรรมในการทักทายที่แตกต่างกันออกไป ประเทศทางตะวันตกจะใช้วิธีจับมือกันเป็นการทักทายทั้งในแบบส่วนตัวหรือในการทำงาน โดยในวัฒนธรรมตะวันตกเวลาเจอกันเป็นครั้งแรกก็มักจะแนะนำตัวเองไปพร้อมกับการใช้ Body contact คือ การมีปฏิสัมพันธ์ทางกายด้วยการกอดหรือจูบแก้มอีกฝ่าย สำหรับประเทศญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมการโค้งคำนับในการทักทาย ซึ่งการโค้งที่ถูกต้องนั้น คุณจะต้องยืนห่างจากอีกฝ่ายประมาณ 1 เมตร และระยะห่างนั้น คือ พื้นที่ส่วนตัวของคุณ แน่นอนว่าเวลาติดต่อกับคนต่างชาติ คนญี่ปุ่นเองก็พยายามจะใช้วิธีจับมือ แต่พวกเขาก็ยังคงติดลักษณะการโค้งคำนับอยู่ด้วย จึงทำให้บางครั้งแลดูไม่เป็นธรรมชาติเท่าไหร่ และพอผู้เขียนเห็นทีไรก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่าพวกเขาจะหัวโขกกันไหม

    โดยสรุปคือ คุณควรจะรอจนกว่าจะสนิทกับใครมากพอที่จะถูกตัวได้ ถ้าคุณเผลอแตะตัวคนญี่ปุ่นโดยที่อีกฝ่ายไม่เต็มใจ แม้เขาจะเข้าใจว่าคุณคือคนต่างชาติ แต่ก็อาจจะรู้สึกอึดอัดและไม่สบายใจอยู่ลึก ๆ

    2. ตะเกียบ

    คุณคงนึกไม่ถึงว่าจะมีข้อห้ามเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่ใช้ในการรับประทานอาหาร ถ้าคุณไปญี่ปุ่นและเลือกทานอาหารญี่ปุ่น นอกไปจากตะเกียบแล้ว อย่าหวังว่าคุณจะได้เห็นอุปกรณ์อย่างอื่นบนโต๊ะ ไม่ว่าคุณจะสามารถใช้ตะเกียบได้หรือไม่ คุณต้องจดจำข้อควรระวังนี้เอาไว้ให้ดี

    กฎข้อที่ 1: อย่ากัดหรือเลียตะเกียบ ไม่ว่าอาหารจะอร่อยสักแค่ไหน นี่คือ กิริยาที่คนญี่ปุ่นรับไม่ได้ วัฒนธรรมญี่ปุ่นนั้นให้ความสำคัญกับความสะอาดเหนือสิ่งอื่นใด ร้านอาหารทุกร้านค่อนข้างใส่ใจในเรื่องของการทำความสะอาดอุปกรณ์เป็นอย่างดี ซึ่งตะเกียบเป็นสิ่งที่ทำให้มือของคุณไม่ต้องสัมผัสกับอาหารโดยตรง และนั่นก็แปลว่าปากของคุณก็ไม่ควรสัมผัสกับตะเกียบโดยตรงเช่นกัน นอกจากนี้ การกัดหรือดูดตะเกียบยังเป็นการกระทำที่ไม่สุภาพและไม่ถูกสุขลักษณะอีกด้วย

    กฎข้อที่ 2: อย่าปักตะเกียบลงไปในข้าว บางครั้งคุณก็อาจไม่รู้ว่าควรวางตะเกียบไว้ตรงไหนดี แต่ระวังอย่าปักตะเกียบลงไปในข้าวโดยเด็ดขาด เพราะในงานศพตามประเพณีของญี่ปุ่นจะวางข้าวหนึ่งถ้วยเอาไว้ใกล้ ๆ กับศีรษะของศพและปักตะเกียบเอาไว้ตรงนั้น ข้าวที่ตักจนพูนที่วางไว้เหนือศีรษะของผู้ตายเป็นสัญลักษณ์แทนหลุมฝังศพโบราณในสมัยที่คนญี่ปุ่นยังจัดการศพด้วยการฝัง ซึ่งตะเกียบ หรือ ฮาชิ (ในภาษาญี่ปุ่น) เป็นคำพ้องเสียงกับคำว่า “สะพาน” (ซึ่งออกเสียงว่า “ฮาชิ” เหมือนกัน) โดยเป็นทางผ่านไปสู่สวรรค์ของวิญญาณ เพราะเหตุนี้ ถ้าคุณปักตะเกียบลงไปในข้าว คุณอาจจะได้เห็นสายตาพิฆาตของคนรอบข้างมองมาทางคุณ

    กฎข้อที่ 3: อย่าส่งต่อหรือรับอาหารด้วยตะเกียบ เหตุผลยังคงเกี่ยวข้องกับประเพณีในงานศพ เพราะจะมีการส่งกระดูกจากกองขี้เถ้าของผู้ตายต่อ ๆ กันโดยใช้ตะเกียบในงานศพ ดังนั้น อย่าทำแบบเดียวกันนี้กับอาหาร เพราะจะทำให้ทุกคนรู้สึกขนลุกได้

    3. การใช้โทรศัพท์บนรถไฟ

    ทุกคนคงจะรู้ว่าคนญี่ปุ่นเคร่งครัดเรื่องมารยาทมาก โดยเฉพาะมารยาทในรถขนส่งและที่สาธารณะ ในรถไฟหรือรถโดยสารจะมีประกาศเรื่องมารยาทต่าง ๆ อยู่เสมอ ซึ่งมีเรื่องของการใช้โทรศัพท์อยู่ในนั้นด้วย หรือคุณอาจจะได้ยินประกาศเตือนให้ปิดโทรศัพท์หลังจากเข้าไปในรถไฟ หรือบางครั้งก็เพียงเตือนให้ปิดเสียงและใช้ระบบสั่นเพื่อไม่ให้รบกวนผู้โดยสารคนอื่น ๆ แน่นอนว่ากฎเช่นนี้ทำให้ไม่มีการคุยโทรศัพท์ในรถไฟ ตลอด 4 ปีที่อยู่ที่ญี่ปุ่น ฉันเคยเจอสาวแกลญี่ปุ่นสุดเปรี้ยวคุยโทรศัพท์เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่ามีสายตาหลายคู่มองมาด้วยความรู้สึกตำหนิ แต่ตราบใดที่ไม่ได้ไปรบกวนใคร ก็ไม่มีใครว่าอะไร

    มีครั้งหนึ่งที่ฉันใส่หูฟังในการฟังเพลงขณะกำลังเดินทางไปยังโกเบ แต่เมื่อเสียบหูฟังไปได้เพียงห้านาทีเท่านั้น ก็มีพนักงานเดินเข้ามาบอกว่าฉันกำลังเสียมารยาทและขอให้ฉันปิดเพลงในไอโฟนด้วย ฉันจึงลองมองไปรอบ ๆ ด้วยความสับสน เพราะผู้โดยสารคนอื่นก็กำลังฟังเพลงเหมือนกัน ต่างกันตรงที่พวกเขาซ่อนโทรศัพท์เอาไว้ และฉันจึงได้รู้ว่ารถไฟขบวนที่ฉันกำลังนั่งอยู่นี้ เป็นรถไฟปลอดโทรศัพท์นี่เอง ดังนั้นคุณควรจะระมัดระวังเรื่องกฏการใช้โทรศัพท์ในรถไฟหรือรถประจำทางให้ดี เพราะคุณอาจจะโดนปรับได้

    4. ซ้ายหรือขวา?

    เมื่อมองดูผู้คนที่สถานีรถไฟของประเทศญี่ปุ่นโดยเฉพาะในชั่วโมงเร่งด่วน อาจทำให้คุณรู้สึกอยากถอดใจและสงสัยว่าพวกเขาไปทำงานให้ทันกันได้อย่างไร แน่นอนว่าที่นี่มีกฏที่ผู้คนจะต้องคอยปฏิบัติตามเพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างเรียบร้อย เพราะเมื่อมีใครไม่ทำตาม ก็อาจสร้างความเดือดร้อนให้คนหมู่มากได้

    กฎที่กำลังพูดถึงอยู่นี้ คือ กฎการใช้บันไดเลื่อน เมื่อก่อนเราจะทราบกันดีว่าในเขตโตเกียว ผู้คนจะยืนทางด้านซ้ายมือ เว้นขวามือไว้เพื่อให้คนเดิน ส่วนในคันไซจะกลับกัน เป็นการเว้นให้ฝั่งใดฝั่งหนึ่งของบันไดเลื่อนว่างไว้ เพื่อให้คนที่กำลังรีบสามารถเดินขึ้นหรือลงได้

    แต่เนื่องจากมีจำนวนผู้คนได้รับอุบัติเหตุที่เกิดจากใช้บันไดเลื่อนไม่ว่าจะเป็นการเดินขึ้นลงหรือสะดุด ทำให้บริษัทรถไฟออกมารณรงค์ให้ใช้บันไดเลื่อนโดยไม่ต้องยืนชิดด้านใดด้านหนึ่ง โดยยึดหลักขอเท็จจริงของโครงสร้างบันไดเลื่อนที่ออกแบบมาให้ผู้ใช้ไม่ควรเดินขึ้นหรือลงในขณะใช้งาน และการยืนชิดข้างใดข้างหนึ่งยังทำให้บันไดต้องรองรับน้ำหนักมากเกินไปเพียงด้านเดียว นอกจากนี้ ควรยืนเว้นบันไดไว้หนึ่งขั้นจากคนหน้า เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้

    5. การให้ทิป

    นี่คืออีกหนึ่งสิ่งสำคัญในวัฒนธรรมญี่ปุ่น ถ้าไปเที่ยวประเทศทางฝั่งตะวันตก ในยุโรป หรือ อเมริกา จะมีวัฒนธรรมของการให้ทิปที่ถือเป็นการชื่นชมบริกรที่ดูแลเราระหว่างมื้ออาหารเป็นอย่างดี และถือเป็นมารยาทที่ดีอย่างหนึ่ง บางร้านบอกเอาไว้อย่างชัดเจนว่าไม่รวมค่าบริการ เพราะฉะนั้นคุณจึงต้องจ่ายทิปให้กับพนักงานเพิ่ม

    แต่ในประเทศญี่ปุ่นไม่เป็นเช่นนั้น โดยทิปมักจะรวมอยู่ในราคาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารหรือแท็กซี่ก็ตาม ซึ่งการทิ้งทิปเอาไว้นั้น ถือเป็นการกระทำที่นับว่าเสียมารยาท และส่วนมากพนักงานจะวิ่งตามหลังคุณมา เพื่อคืนเงินทอนโดยเข้าใจว่าคุณจ่ายเงินเกิน เช่นเดียวกับคนขับแท็กซี่ ซึ่งจะให้เงินทอนคุณครบทุกเยนไม่ขาดไม่เกิน และคำพูดเช่น “ไม่เป็นไร ไม่ต้องทอน” จะทำให้คนขับรถไปไม่เป็นเลยทีเดียว

    6. การสั่งน้ำมูก

    หลายคนคงคุ้นเคยกับภาพคนญี่ปุ่นใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งที่เป็นหวัดหรือมีอาการแพ้ เนื่องจากวัฒนธรรมญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับความสะอาดมาก คนญี่ปุ่นจึงต้องใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งที่เป็นหวัด เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่เชื้อสู้ผู้อื่น รวมถึงป้องกันการติดเชื้อจากผู้อื่นด้วยเช่นกัน ซึ่งจะทำให้ป่วยหนักขึ้นเพราะภูมิคุ้มกันกำลังอ่อนแอ

    เพราะฉะนั้น ถ้าคุณป่วยก็ควรใส่หน้ากากอนามัยด้วย แต่ถ้าคุณจามแล้วจำเป็นต้องสั่งน้ำมูกในที่สาธารณะล่ะจะต้องทำอย่างไร? ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่คุณต้องจำไว้ คือ ห้ามสั่งน้ำมูกในที่สาธารณะเด็ดขาด!

    คนญี่ปุ่นมองว่าการสั่งน้ำมูกในที่สาธารณะเป็นการกระทำที่ไม่สุภาพและสกปรก ซึ่งดูเหมือนคุณกำลังจงใจบอกทุกคนว่า “คุณอยากแพร่เชื้อให้พวกเขา!” ขอแนะนำให้คุณไปห้องน้ำและสั่งน้ำมูกให้เรียบร้อย โดยไม่ต้องกลัวว่าจะแพร่เชื้อให้ใคร หรือไม่ก็สูดน้ำมูกเอาไว้ถ้าคุณไม่สามารถไปห้องน้ำได้ (มันอาจดูน่าขยะแขยงหน่อย ๆ แต่ถ้าคุณสวมหน้ากากอนามัยเอาไว้ก็จะไม่มีใครเห็น)

    7. การรับประทานอาหารและดื่มน้ำในที่สาธารณะ

    แม้จะไม่มีกฎการห้ามทานอาหาร ขนม หรือดื่มน้ำบนรถไฟ แต่คนญี่ปุ่นก็ไม่นิยมการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำในขณะกำลังโดยสารรถไฟ เพราะว่าอาจจะทำให้ที่นั่งหรือพื้นเปื้อนได้ อย่างที่ฉันได้บอกไว้ก่อนหน้านี้ว่า ความสะอาด คือ หนึ่งในสิ่งสำคัญของวัฒนธรรมญี่ปุ่น แม้จะไม่มีใครห้ามหรือออกปากตำหนิ แต่ทุกคนจะมองว่าคุณไม่มีมารยาท รวมถึงการแต่งหน้าก็เช่นเดียวกัน

    นอกจากนี้ การรับประทานอาหารในระหว่างการเดินก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ คุณอาจจะสังเกตเห็นคนยืนทานข้าวปั้นหรือแซนด์วิชหน้าร้านสะดวกซื้อ คุณอาจจะคิดว่าถ้ากำลังรีบแล้วทำไมถึงไม่เดินไปกินไป นั่นก็เพราะว่าการเดินไปกินไปเป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำอย่างยิ่งในสังคมญี่ปุ่น

    แล้วถ้าหากคุณหิวมากและเพิ่งซื้อของกินมาล่ะ? สิ่งที่ควรทำคือ หาสถานที่ที่สามารถรับประทานอย่างรวดเร็วแล้วค่อยไปทำธุระต่อ

    อย่างไรก็ตามอาจมีข้อยกเว้นในบางกรณี เช่น ในช่วงเทศกาลที่มีร้านขายอาหารอยู่มากมายทั้งยากิโซบะและไส้กรอกแสนอร่อย ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวคุณสามารถเดินไปกินไปได้ แต่ก็ยังมีคนญี่ปุ่นที่หาสถานที่นั่งหรือหยุดเดินเพื่อรับประทานอาหาร

    8. ถอดรองเท้า

    กฎนี้ก็คล้ายกับบ้านเรา คือ การถอดรองเท้าก่อนเข้าบ้าน ซึ่งการเดินเข้าไปในห้องนั่งเล่นของคนญี่ปุ่นโดยไม่ถอดรองเท้า จะทำให้เจ้าบ้านโกรธมาก และเขาจะต้องบอกคุณว่า “ช่วยถอดรองเท้าด้วย”

    ในวัฒนธรรมอเมริกันและตะวันตก การใส่รองเท้าเดินรอบบ้านเป็นเรื่องปกติ จะขึ้นนอนบนเตียงโดยไม่ถอดรองเท้าก็ยังได้ ซึ่งสำหรับตัวฉันเองก็ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่โอเคสักเท่าไหร่

    ในประเทศญี่ปุ่น การใส่รองเท้าเดินในบ้านอาจจะเป็นหนึ่งในข้อห้ามที่สำคัญที่สุด ถ้าคุณไปบ้านคนญี่ปุ่น คุณต้องถอดรองเท้าเอาไว้ที่เก็งคัง (บริเวณโถงเล็ก ๆ เวลาเปิดประตูเข้าบ้าน) คุณต้องถอดโดยหันปลายรองเท้าไปทางประตู นี่คือ กฎที่ไม่มีใครคอยพร่ำบอก แต่คุณจะใช้เวลาปรับตัวไม่นานถ้าคุณมองคนญี่ปุ่นทำเช่นนั้นบ่อย ๆ คุณจะทำแบบเดียวกับพวกเขาโดยอัติโนมัติ

    เช่นเดียวกับร้านอาหารอิซากายะ คุณจะเห็นกล่องรองเท้ามากมายใกล้ ๆ กับประตูทางเข้าร้าน และคุณน่าจะพอเดาได้ว่าจะต้องทำอะไร แม้ว่าจะไม่มีใครทำให้ดูเป็นตัวอย่าง

    คุณอาจจะสงสัยว่าทำไมต้องเครียดกับเรื่องรองเท้าขนาดนั้น? สาเหตุมาจากการที่บ้านญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมนั้นปูพื้นด้วยเสื่อทาทามิ ซึ่งต้องทำความสะอาดด้วยมือเท่านั้น และสภาพอากาศของญี่ปุ่นนั้นมีทั้งฝนและโคลน ลองจินตนาการดูว่าถ้าหากทุกคนเดินเข้าบ้านด้วยรองเท้าเปื้อนโคลนและเหยียบย่ำเสื่อทาทามิจนสกปรกไปหมด การทำความสะอาดจะต้องใช่เวลานานเท่าไหร่ แล้วคุณเองจะอยากนั่งหรือนอนบนพื้นที่ทุกคนใส่รองเท้าเหยียบหรือเปล่า?

    พื้นเสื่อทาทามินั้นทำให้เกิดวัฒนธรรมเรื่องการรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบ ซึ่งส่งผลต่อวิธีคิดและนิสัยของคนญี่ปุ่น กลายเป็นกฎที่ทุกคนยังคงทำตาม แม้ว่าปัจจุบันบ้านส่วนใหญ่จะเป็นแบบสไตล์ตะวันตก

    เมื่อลองคิดดูให้ดีแล้ว นี่คือนิสัยที่เราควรจะนำมาใช้ในชีวิตประจำวันไม่ว่าจะอาศัยอยู่ในประเทศไหนก็ตาม เพราะบ้านจะได้สะอาดตลอดเวลา

    และคุณไม่ควรใส่ถุงเท้าที่ขาดจนเป็นรู เพราะคุณจะได้โชว์ถุงเท้าของคุณบ่อย ๆ ในญี่ปุ่น เพราะฉะนั้นควรทำให้มันสะอาดและดูดีเข้าไว้

    9. แต่งตัวเซ็กซี่ในญี่ปุ่น

    สำหรับใครที่เคยอ่านการ์ตูนญี่ปุ่น ขอบอกไว้เลยว่าโลกของการ์ตูนนั้นเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นมา และหลาย ๆ อย่างไม่สามารถนำมาใช้กับโลกของความเป็นจริงได้

    ในประเทศญี่ปุ่น การโชว์ร่องอก รักแร้ และไหล่เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำและไม่เหมาะสม ไม่ว่าอากาศจะร้อนสักแค่ไหน ไม่ว่าคุณจะมีเดรสสายเดี่ยวอยู่สักกี่ตัว คุณไม่ควรจะใส่มันออกไปทั้งอย่างนั้น ผู้หญิงญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะแก้ปัญหาโดยการใส่เสื้อยืดเอาไว้ใต้เดรสสายเดี่ยว (ซึ่งคุณจะทำตามก็ได้ถ้าสามารถทนความอบอ้าวของเสื้อผ้าหลาย ๆ ชั้นได้) และการโชว์ร่องอกจะทำให้คุณตกเป็นเป้าสายตาของทุกคนทั้งชายและหญิงที่คุณเดินผ่าน บางคนอาจจะใจดีพอที่จะบอกคุณว่าเสื้อผ้าของคุณนั้นไม่เหมาะสม บางคนอาจจะเอาแต่จ้อง และคิดว่าคุณเป็นพวกชอบโชว์เรือนร่างและมองคุณไม่ดี

    จริง ๆ แล้วการโชว์ร่องอกแบบพองามนั้น ก็พอรับได้ในบางสถานการณ์ ถ้าคุณทำงานในบริษัทที่มีนโยบายให้แต่งกายแบบเป็นทางการ คุณควรใส่เสื้อปิดให้ถึงกระดูกไหปลาร้าน่าจะดีที่สุด และการโชว์ไหล่ในสถานการณ์ที่เป็นทางการนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง

    แต่ในประเทศญี่ปุ่น การใส่กระโปรงสั้นตัวจิ๋วและกางเกงขาสั้นกุดเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ คุณสามารถปิดร่างกายท่อนบนขึ้นไปจนถึงคอแล้วปล่อยให้ขาหรือหลังของคุณเกือบเปลือยได้ แน่นอนว่าคุณไม่ควรแต่งกายเช่นนั้นไปทำงาน แต่สามารถแต่งไปเรียน ไปเที่ยว ไปเดินเล่น หรือนัดเจอกับเพื่อนได้ ซึ่งจริง ๆ แล้วการแต่งกายเช่นนั้นจะทำให้คุณดูกลมกลืนกับคนญี่ปุ่นมากขึ้นอีกด้วย

    10. การสูบบุหรี่

    ประเทศญี่ปุ่นถือเป็นดินแดนในฝันของคนชอบสูบบุหรี่เลย เพราะในหลาย ๆ พื้นที่เปิดกว้างให้สูบบุหรี่ได้ อย่างในร้านอิซากายะ และยังมีพื้นที่สำหรับสูบบุหรี่ที่จัดสรรเอาไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย โดยไม่ต้องกลัวคนอื่นรังเกียจอีกด้วย

    เมื่อเร็ว ๆ นี้ ประเทศญี่ปุ่นได้มีการออกกฎหมายในเรื่องของการสูบบุหรี่ออกมา เพื่อต้อนรับมหกรรมกีฬาโอลิมปิกปี 2020 และการแข่งขันกีฬารักบี้ในปี 2019 ที่ประเทศญี่ปุ่นจะเป็นเจ้าภาพ รัฐบาลได้ออกกฎหมายควบคุมการสูบบุรี่ โดยเฉพาะในโตเกียวค่อนข้างเข้มงวดกว่าในพื้นที่อื่น ๆ เพราะถือเป็นสถานที่จัดงานโอลิมปิก รวมถึงเป็นเมืองหลวงที่มีประชากรทั้งชาวต่างชาติและคนญี่ปุ่นอาศัยอยู่เยอะที่สุด โดยมีกฎห้ามสูบบุหรี่ในพื้นที่สาธารณะ เช่น ในโรงเรียน โรงพยาบาล และสำนักงานของรัฐบาลต่าง ๆ ส่วนในบางพื้นที่อย่างร้านอาหารเล็ก ๆ สามารถสูบบุหรี่ได้ แต่ถ้าเป็นร้านอาหารขนาดใหญ่หรือร้านคาเฟ่จะต้องทำการแบ่งพื้นที่สำหรับเขตสูบบุหรี่ให้ชัดเจน สำหรับผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืนกฎหมายจะถูกปรับเป็นเงินจำนวนสูงสุด 500,000 เยน และคนที่สูบบุหรี่ถูกปรับสูงสุด 300,000 เยน

    สำหรับบุหรี่ไฟฟ้า แม้ว่าจะไม่มีกฎในเรื่องการสูบออกมา เพราะยังเป็นสินค้าใหม่อยู่ แต่สำหรับคนญี่ปุ่นบางคนก็ปฏิบัติตามกฎของการสูบบุหรี่ทั่วไป ยกเว้นในบางเขตชิบูย่า, ชินากาวะ, โอตะ ที่มีกฎเกี่ยวกับการสูบบุหรี่ไฟฟ้าออกมา เช่น การห้ามสูบบุหรี่ขณะกำลังเดินอยู่

    ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่คุณควรจะจำไว้ให้ขึ้นใจ เพราะในญี่ปุ่น คุณสามารถสูบบุหรี่ได้เฉพาะในบริเวณที่ระบุเอาไว้เท่านั้น เช่น บริเวณข้าง ๆ ห้างสรรพสินค้า หรือหน้าร้านสะดวกซื้อจะมีพื้นที่สำหรับสูบบุหรี่เอาไว้ให้ และการสูบบุหรี่นอกเขตห้ามสูบบุหรี่ รวมถึงการสูบบุหรี่ในขณะที่กำลังเดินอยู่นั้น เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย หากคุณสูบนอกเขตดังกล่าว คุณอาจจะถูกปรับหรือถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตักเตือน (พวกเขาจะอยู่ทุกที่แม้ว่าคุณจะไม่ทันสังเกต)

    นี่ถือเป็นวิธีที่ประเทศญี่ปุ่นสามารถทำให้ถนนสะอาดและปลอดก้นบุหรี่ นอกจากนี้ ยังทำให้คนอื่นไม่ต้องทนรับผลกระทบจากควันบุหรี่อีกด้วย

    จากที่กล่าวมาทั้งหมด บางข้ออาจจะฟังดูยุ่งยาก แต่โบราณว่าไว้ “เข้าเมืองญี่ปุ่น ต้องทำตัวเป็นญี่ปุ่นตาม” จริงไหม?

    *Featured Image: jp.fotolia.com/