เซ็ปปุกุ (ฮาราคีรี): การจบชีวิตอย่างสมเกียรติของนักรบซามูไร

  • ประเพณี
  • วัฒนธรรม
  • ‘เซ็ปปุกุ’ (หรือเป็นที่รู้จักกันในวงกว้างสำหรับชาวต่างชาติว่า ‘ฮาราคีรี’) คือ พิธีกรรมการจบชีวิตที่มีเกียรติสูงสุดโดยการคว้านท้อง พิธีนี้ทำกันเฉพาะในหมู่ของซามูไรเท่านั้น เนื่องจากพิธีการจบชีวิตนี้ทำให้พวกเขาสามารถกู้เกียรติยศศักดิ์ศรีคืนแก่คนในตระกูลของตนที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยวิธีการของการทำเซ็ปปุกุนั้น ไม่ถือว่าเป็นการฆ่าตัวตาย แต่เป็นเพียงการทำให้เกิดความเจ็บปวดอย่างรุนแรงต่อตัวเองเท่านั้น โดยจะมีผู้ที่ถูกเรียกว่า ไคชะคุนิน (Kaishakunin) ทำหน้าที่เป็นผู้จบชีวิตซามูไร โดยการสะบั้นศีรษะของเขาหลังจากที่เขาเสร็จสิ้นการทำเซ็ปปุกุนั่นเอง

    เหตุผลในการทำเซ็ปปุกุ

    การทำเซ็ปปุกุนั้นไม่ได้เริ่มจากความผิดหวังในชีวิตเหมือนการฆ่าตัวตายในยุคปัจจุบัน แต่เป็นการกระทำที่แสดงถึงความโกรธเคืองต่อเหตุการณ์หนึ่ง ๆ เช่น การแสดงถึงการคัดค้านต่อพฤติกรรมของเจ้านายของตน, การชดใช้ต่อการกระทำที่ไร้เกียรติของเขา, การหลบหนีการจับกุมและความอัปยศ (ซึ่งเป็นได้ทั้งการถูกทรมานและการประหารชีวิต), การลงโทษตนเองที่ทำให้เจ้านายผิดหวัง หรือกระทั่งเป็นโทษประหารชีวิตของพวกเขาต่ออาชญากรรมที่พวกเขาได้ก่อขึ้น

    ไม่ว่าเหตุผลในการทำเซ็ปปุกุคืออะไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวสามารถทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับการอนุญาตและความยินยอมจากเจ้านาย (ยกเว้นกรณีที่ทำเพื่อหนีจากการจับกุมระหว่างที่มีศึกสงคราม)

    พิธีกรรม

    ก่อนยุคเอโดะ (ค.ศ. 1600-1867) การทำเซ็ปปุกุนั้นมีพิธีการน้อยกว่าแต่เจ็บปวดมากกว่า หากเทียบกับพิธีการที่เป็นทางการยิ่งขึ้นในช่วงยุคเอโดะ ซามูไรจะเลือกใช้ดาบทะจิ (ดาบยาว), วากิซาชิ (ดาบสั้น) หรือทันโท (มีด) ตัดผ่านช่องท้องและกรีดในแนวนอน จากนั้นเขาจะนำใบมีดออกจากท้องและทิ่มไปที่ลำคอ หรือทิ้งตัวลงไปบนใบมีดที่ตั้งขึ้นโดยเล็งไปที่ตำแหน่งของหัวใจ

    เมื่อเข้าสู่ยุคเอโดะ การทำเซ็ปปุกุจึงทำแบบมีพิธีรีตรองมากขึ้น และทำต่อหน้าผู้สังเกตการณ์ (เฉพาะการทำเซ็ปปุกุที่มีการวางแผน) และจบชีวิตอย่างรวดเร็ว

    ประเภทของเซ็ปปุกุ

    เซ็ปปุกุที่มีการวางแผน

    พิธีการจะเริ่มขึ้นเมื่อซามูไรอาบน้ำ แต่งกายด้วยชุดกิโมโนสีขาว และรับประทานอาหารที่โปรดปรานเป็นมื้อสุดท้าย จากนั้นเขาจะนั่งบนจุดที่ถูกกำหนดเอาไว้ในท่าที่เรียกว่า เซย์ซา (Seiza- นั่งชันเข่าขึ้น) โดยมี ไคชะคุนิน (Kaishakunin) เป็นผู้ทำหน้าที่ตัดศีรษะของผู้กระทำเซ็ปปุกุหลังจากที่เขาเสร็จสิ้นการกรีดใบมีดลงบนหน้าท้องแล้ว โดยจะนั่งเตรียมพร้อมอยู่ข้าง ๆ ไคชะคุนิน (Kaishakunin) เป็นคนที่ถูกแต่งตั้งโดยรัฐบาลทหารโชกุนหรือเป็นเพื่อนสนิทของผู้กระทำเซ็ปปุกุก็ได้

    ถ้วยสาเก กองกระดาษวะชิ (กระดาษทำมือจากเปลือกต้นมัลเบอร์รี่) และเครื่องเขียน รวมถึงโคซุกะ (ใบมีดสำหรับคว้านท้อง) ถูกจัดวางไว้บนโต๊ะไม้ที่อยู่ข้างหน้าผู้กระทำเซ็ปปุกุ ใบมีดที่นิยมใช้ที่สุดสำหรับการคว้านท้องคือ ทันโท (มีด) โดยใบมีดจะถูกห่อเอาไว้ในผ้าจึงทำให้ใบมีดไม่บาดมือของผู้กระทำเซ็ปปุกุ หรือหลุดมือขณะกำลังถือเอาไว้ อย่างไรก็ตาม หากผู้กระทำนั้นยังอายุน้อยหรือถูกตัดสินว่าเป็นอันตรายเกินไปหากให้จับดาบก็จะให้ถือพัดแทนดาบ

    ผู้กระทำการเซ็ปปุกุจะดื่มสาเกสองแก้วโดยจิบแก้วละสองครั้ง จิบแรกหมายถึงความโลภ ในขณะที่อีกสามจิบที่เหลือหมายถึงความลังเล รวมทั้งหมดเป็นสี่จิบหรือ ‘ชิ’ (สี่) ในภาษาญี่ปุ่นซึ่งหมายถึงความตาย จากนั้นเขาจะเขียนโคลงกลอนแห่งความตายขึ้นมาซึ่งเป็นอากัปกิริยาที่มีความงดงามเป็นธรรมชาติ ราวกับว่าเขาไม่ได้กำลังจะจบชีวิตแต่อย่างใด

    จากนั้นเขาจะถอดเสื้อชั้นนอกออก และดึงสาบเสื้อใต้เข่าขึ้นมาเพื่อป้องกันการล้มหงายหลัง จากนั้นเขาจะพุ่งใบมีดเข้าหาด้านซ้ายของหน้าท้องและลากยาวมายังด้านขวาโดยหันใบมีดด้านคมลากมาทางขวา จากนั้น ไคชุคะนิน (Kaishakunin) จะกระทำการที่เรียกว่า ไคชะคุ (Kaishaku) โดยตัดศีรษะของผู้กระทำเซ็ปปุกุให้ขาดในดาบเดียว แต่เหลือผิวหนังบางส่วนให้ติดกับส่วนของผิวหนังบริเวณลำคอ เพื่อหลีกเลี่ยงการกระเด็นกระดอนของศีรษะไปโดนตัวผู้สังเกตการณ์หรือกระเด็นกระดอนไปทั่วห้องและทำให้เลือดสาดกระเซ็นไปทั่ว มีเพียงนักโทษชั้นต่ำเท่านั้นที่จะถูกตัดหัวขาดออกจากกันอย่างสมบูรณ์ ไคชะคุนิน (Kaishakunin) จะลงดาบเมื่อเห็นสัญญาณของความเจ็บปวดหรือความลังเลจากตัวผู้กระทำ สำหรับผู้กระทำที่ถือพัดแทนใบมีด ไคชะคุนิน (Kaishakunin) จะลงดาบเมื่อผู้กระทำแตะพัดลงบนหน้าท้องของเขา

    หลังจากที่พิธีเซ็ปปุกุจบลง โต๊ะไม้และใบมีดจะถูกนำไปทิ้งเนื่องจากแปดเปื้อนไปด้วยมลทินจากความตายแล้ว

    การทำเซ็ปปุกุโดยสมัครใจนั้นถือว่าเป็นการกระทำที่ดีต่อเจ้านายและเหล่าพรรคพวกที่โศกเศร้า ในบางกรณีนั้นถูกพิจารณาว่าเป็น ‘การตายในหน้าที่’ ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นหน้าเป็นตาให้แก่วงศ์ตระกูลของตน และทำให้พวกเขาได้รับประโยชน์หรือผลตอบแทนจากการปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างที่เขามีชีวิตอยู่

    จูมอนจิ กิริ (Jumonji Giri- การตัดเป็นรูปกากบาท)

    ซามูไรบางคนเลือกที่จะทำเซ็ปปุกุที่มีรูปแบบที่ยากซึ่งเรียกว่า จูมอนจิ กิริ (Jumonji Giri) การทำเซ็ปปุกุประเภทนี้จะไม่มี ไคชะคุนิน (Kaishakunin) เข้าร่วมพิธีเพื่อช่วยให้ความเจ็บปวดของผู้กระทำจบลงอย่างรวดเร็ว ผู้กระทำจะลงดาบเป็นแนวตั้งบนหน้าท้องหลังจากที่ตัดเป็นแนวนอนแล้ว หลังจากที่การทำเซ็ปปุกุจบลง ผู้กระทำจะนั่งอย่างสงบนิ่งและปล่อยให้เลือดไหลออกมาจนกระทั่งลมหายใจหมดลงและจากไปโดยการใช้มือปิดบังใบหน้าของตนเองเอาไว้

    คันชิ (Kanshi- การตายเพื่อแสดงการคัดค้าน)

    คันชิ (Kanshi) เป็นการทำเซ็ปปุกุที่มีรูปแบบพิเศษกว่าแบบอื่น เนื่องจากเป็นการกระทำเพื่อแสดงการคัดค้านต่อการตัดสินใจของหัวหน้าผู้นำกลุ่ม ผู้กระทำจะทำการกรีดใบมีดลึกลงบนหน้าท้องในแนวนอน แล้วรีบพันแผลของตัวเองเอาไว้ จากนั้นเขาจะไปปรากฏตัวต่อหน้าเจ้านายของเขาพร้อมบอกกล่าวถึงการคันค้านที่มีต่อการตัดสินใจของเจ้านาย และเปิดเผยแผลฉกรรจ์นั้นให้ปรากฏแก่สายตา

    การกระทำเซ็ปปุกุในรูปแบบนี้ต่างจาก ฟุนชิ (Funshi) ซึ่งเป็นเซ็ปปุกุรูปแบบหนึ่งที่กระทำเพื่อแสดงความไม่พอใจต่อผู้อื่น

    จิไก (Jigai- พิธีการจบชีวิตของเพศหญิง)

    ในภาพยนตร์หรือละครมักจะนำเสนอภาพของซามูไรผู้ชายที่เป็นผู้กระทำเซ็ปปุกุ อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงซึ่งเป็นคนในครอบครัวซามูไรเองก็มีพิธีการจบชีวิตของตัวเองเช่นกันซึ่งเรียกว่า จิไก (Jigai) ผู้หญิงจะถูกสอนเรื่องการทำจิไกตั้งแต่ยังเล็ก ซึ่งจะกระทำโดยภรรยาของซามูไรที่กระทำเซ็ปปุกุหรือผู้หญิงที่ทำความอับอายให้แก่วงศ์ตระกูล โดยการกระทำเหล่านี้เป็นพิธีกรรมที่ผู้หญิงซึ่งมาจากตระกูลซามูไรจะต้องกระทำเพื่อรักษาเกียรติของตนยามที่กองทัพใกล้จะพ่ายแพ้หรือเพื่อป้องกันการถูกข่มขืน

    ผู้กระทำจะมัดเข่าของเธอเข้าด้วยกันเพื่อที่เวลาคนมาพบร่างแล้วจะได้อยู่ในสภาพที่สง่างามและเพื่อป้องกันการกระตุกหลังจากที่เสียชีวิตแล้ว จากนั้นเธอจะทำการตัดเส้นเลือดบริเวณคอด้วยการลงมีดเพียงหนึ่งครั้ง จุดประสงค์หลักคือเพื่อจบชีวิตอย่างรวดเร็วและแน่นอนเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจับกุม

    โทษประหาร

    การกระทำเซ็ปปุกุใช้ในการลงโทษประหารชีวิตเช่นกัน ซึ่งใช้เพื่อเป็นการลงโทษซามูไรผู้ที่กระทำอาชญากรรม เช่น ข่มขืน, ลักขโมย, ทุจริต และก่อกบฏ การทำเซ็ปปุกุถูกพิจารณาว่าเป็นการลงโทษที่เหมาะสมที่สุดสำหรับซามูไร นอกจากการลงโทษแบบอื่น ๆ ที่ถูกกำหนดไว้แล้ว ซามูไรผู้กระทำความผิดนั้น ได้รับโอกาสให้จบชีวิตด้วยตัวเองและตายอย่างสมเกียรติ

    การทำเซ็ปปุกุแบบนี้ต่างจากการทำเซ็ปปุกุแบบสมัครใจ เนื่องจากเป็นโทษประหารชีวิตโดยการทำเซ็ปปุกุเช่นนี้ไม่มีการอภัยโทษหรือการลดหย่อนโทษให้กับครอบครัวของผู้ต้องหาในอาชญากรรม ทั้งนี้ การลงโทษสามารถทำได้หลากหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาชญากรรมนั้นด้วย ไม่ว่าจะเป็น การริบทรัพย์ทั้งหมดหรือบางส่วนของผู้กระทำผิด, การลงโทษครอบครัวโดยการถอดยศ, การถูกขายไปเป็นทาสเป็นเวลานาน หรือการถูกประหารชีวิต สถานะทางสังคมของครอบครัวจะไม่เปลี่ยนแปลงจนกว่าครอบครัวจะได้รับการอภัยจากหัวหน้ากลุ่มในการกระทำความผิดของผู้ต้องหา

    อย่างไรก็ตาม การทำเซ็ปปุกุเพื่อเป็นการลงโทษประหารชีวิตนั้นถูกยกเลิกในปี ค.ศ. 1873 ภายหลังจากการปฏิวัติเมจิเพียงไม่นานโดยอาศัยอำนาจจากพระราชกฤษฎีกา เนื่องจากการลงโทษซามูไรโดยการให้กระทำเซ็ปปุกุนั้น ไม่ได้ทำให้ซามูไรคนอื่นละเว้นจากการกระทำอาชญากรรม เช่น การฆ่าฟันคนอื่น

    โดยปกติแล้วการทำเซ็ปปุกุนั้น ถูกมองว่าเป็นเพียงการฆ่าตัวตายหรือการลงโทษตนเอง เซ็ปปุกุเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงความซื่อสัตย์และการแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำต่อตัวเองแบบญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังเป็นสิ่งที่สะท้อนความสำคัญของเกียรติยศของตระกูล ครอบครัว และชีวิต เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าการสังเวยชีวิตสามารถทำให้ได้รับเกียรติยศกลับคืนมา ถึงแม้ว่าการทำเซ็ปปุกุจะไม่มีความสำคัญในสังคมสมัยใหม่อีกต่อไป แต่เกียรติยศและความรู้สึกรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเองก็ยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการดำเนินชีวิตประจำวันของชาวญี่ปุ่น