“การเปิดรับผู้อพยพ” คือ ทางรอดเดียวในการแก้ปัญหาแรงงานของประเทศญี่ปุ่นจริงหรือไม่?

  • วัฒนธรรม
  • สังคม
  • เมื่อหลายปีก่อนที่จะเดินทางมาประเทศญี่ปุ่น ผู้เขียนได้ลงเรียนหลักสูตรภาษาญี่ปุ่นแบบเข้มข้นระยะสั้น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทาง โดยมีเพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งเดินทางไปก่อนหน้าผู้เขียนและคนอื่น ๆ ประมาณ 2-3 สัปดาห์ ซึ่งพวกเราได้ส่งจดหมายไปถามเขาว่า “ญี่ปุ่นเป็นยังไงบ้าง” และได้รับคำตอบกลับมาว่า “ก็มีแต่คนญี่ปุ่นเต็มไปหมด” ซึ่งความคิดของเราในตอนนั้นคือ “อัตตาริมาเอะ” (atarimae) แปลว่า “มันก็แน่อยู่แล้วสิ” และแล้วเมื่อไปถึงประเทศญี่ปุ่นจริง ๆ จึงเข้าใจเลยว่าเพื่อนคนนั้นหมายถึงอะไร!

    ตามเมืองใหญ่ในสหรัฐอเมริกานั้น เราสามารถพบเห็นชาวอเมริกันหลากหลายเชื้อชาติได้ทั่วไป โดยกลุ่มใหญ่ที่สุดได้แก่ คนผิวขาว ตามด้วยชาวละตินอเมริกัน และชาวเอเชีย หรือชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน (ขึ้นอยู่ว่าเป็นที่ไหน) เรียกได้ว่าตามเมืองใหญ่เกือบทุกเมืองนั้น สามารถพบเห็นกลุ่มคนได้หลากหลายเชื้อชาติเป็นเรื่องปกติ (ส่วนในประเทศไทยถือว่าเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม โดยคนไทยเองมีหลายเชื้อสาย สืบเนื่องมาจากการอพยพของชาวต่างชาติในอดีตไม่ว่าจะเป็น จีน เวียดนาม เปอร์เซีย) แต่สำหรับที่ญี่ปุ่นแน่นอนว่า “ที่นี่มีแต่คนญี่ปุ่นเต็มไปหมด”

    ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีความเป็นสังคมเดี่ยวมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ทั้งจากประวัติศาสตร์ในการปิดประเทศ และสภาพภูมิประเทศที่เป็นเกาะ จึงไม่เคยปรากฏว่ามีผู้ลี้ภัยจากประเทศอื่นมาที่นี่ ชาวต่างชาติในญี่ปุ่นมีอัตราส่วนไม่ถึง 2% ของประชากรญี่ปุ่นทั้งหมด โดยส่วนใหญ่เป็นชาวเกาหลี (ซึ่งเกือบทั้งหมดเกิดและเติบโตในญี่ปุ่นรวมถึงใช้ภาษาญี่ปุ่นเพียงอย่างเดียวเป็นหลัก) ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราส่วนผู้อาศัยชาวต่างชาติต่ำที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศแห่งนี้ภูมิใจเป็นอย่างมาก แต่ความเป็นสังคมเดี่ยวเช่นนี้ก็อาจเป็นสาเหตุหลักที่นำไปสู่ความเสื่อมถอยของดินแดนอันน่าอัศจรรย์แห่งนี้เช่นเดียวกัน

    ประเทศญี่ปุ่นกำลังประสบปัญหาในเรื่องของอัตราส่วนประชากรผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นจนถึงขั้นวิกฤติ เช่นเดียวกับประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างอังกฤษ เยอรมนี และสหรัฐอเมริกา แต่กลุ่มประเทศเหล่านี้ก็มีแนวทางในการบรรเทาแรงกดดันด้านเศรษฐกิจและสังคมดังกล่าวอยู่ นั่นคือ การเปิดรับผู้อพยพ โดยประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่สามารถนำแรงงานจากผู้อพยพมาทดแทนผู้สูงอายุที่ยุติบทบาทการทำงานได้ แต่ดูเหมือนว่าญี่ปุ่นจะไม่มีตัวเลือกดังกล่าว สาเหตุไม่ใช่เพราะไม่สามารถทำได้ แต่เพราะไม่ต้องการทำเช่นนั้นมากกว่า

    ปัญหาอยู่ที่ไหน?

    อัตราประชากรของญี่ปุ่นกำลังดิ่งลงเป็นอย่างมาก ปัจจุบันญี่ปุ่นมีประชากรประมาณ 130 ล้านคน โดยคาดว่าจะลดลงเหลือเพียง 87 ล้านคนภายในปี 2060 และประชากรในวัยทำงาน (ผู้เสียภาษี) จะลดลงกว่าครึ่ง! สิ่งนี้อาจดูเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่ในโลกปัจจุบันที่กำลังเผชิญภาวะประชากรเพิ่มขึ้น แต่สำหรับญี่ปุ่นแล้วนี่ถือเป็นสิ่งที่น่าวิตกเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าในปี 2060 ประชากรของญี่ปุ่นมีแนวโน้มที่จะเหลือเพียงประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนในปัจจุบัน ซึ่งอาจทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศที่น่าอยู่มากขึ้น แต่ทั้งนี้ปัญหาใหญ่อยู่ที่ช่วงเวลาระหว่างนั้น เรามาดูกันว่าเพราะเหตุใด

    ลองทบทวนความรู้วิชาสังคมศึกษากันดูหน่อย ทำไมมนุษย์ถึงได้เปลี่ยนจากการดำรงชีวิตด้วยการล่าสัตว์และหาของป่ามาเป็นรูปแบบอารยธรรมที่มีการตั้งถิ่นฐานเป็นหลักแหล่งและการจัดระเบียบ? คำตอบคือ ความมั่นคงร่วมกันและระบบเศรษฐกิจแบบกรรมสิทธิ์รวม เนื่องจากบรรพบุรุษของเราเห็นว่าการกำหนดระบบการปกครองนั้น จะทำให้สามารถจำแนกผู้คนออกเป็นกลุ่มต่าง ๆ ได้ โดยขณะที่คนกลุ่มหนึ่งทำหน้าที่เพาะปลูก กลุ่มอื่น ๆ ก็จะทำอาวุธหรืองานก่อสร้าง เมื่อคนกลุ่มต่าง ๆ ทำงานร่วมกัน รัฐผู้ปกครองก็จะให้การดูแลคนเหล่านี้ผ่านทางการเก็บภาษี โดยเฉพาะในช่วงศตวรรษที่ 19-20 ที่แนวคิดสังคมนิยมกำลังเฟื่องฟูนั้น ได้มีการเก็บภาษีมากยิ่งขึ้น คนทั่วไปอย่างเราก็จะเริ่มฝากอนาคตไว้กับรัฐ ซึ่งมีโครงการประกันสังคมรูปแบบต่าง ๆ โดยเราจะนำรายได้ในแต่ละเดือนส่วนหนึ่งมาจ่ายเป็นค่าประกันสังคมตลอดชีวิตการทำงานของเรา และเมื่อถึงเวลาที่เราต้องเลิกทำงาน ทางรัฐก็จะตอบแทนในรูปของบำนาญที่ช่วยให้เราสามารถพึ่งพาตนเองได้ไปจนกว่าจะสิ้นอายุขัย

    ระบบเหล่านี้เกิดขึ้นในช่วงหลังสงครามโลก ซึ่งเป็นช่วงที่ประชากรมีอัตราการเกิดสูงมาก และในช่วงกลางยุคทองทางเศรษฐกิจของโลก ซึ่งในช่วงนั้นญี่ปุ่นกำลังเจริญรุ่งเรืองขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยมีสาเหตุส่วนหนึ่งจากการลงทุนของสหรัฐฯ เกิดความมั่งคั่งของบุคคลในระดับสูงอย่างที่ไม่อาจนึกฝันได้มาก่อนนี้ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในหมู่ชาวญี่ปุ่น กล่าวคือผู้คนต่างหลั่งไหลเข้าสู่เมืองใหญ่กันมากขึ้น โดยละทิ้งไร่นาของบรรพบุรุษ เพื่อไปหางานที่มีค่าตอบแทนสูงกว่าในกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งวัฒนธรรมธุรกิจของญี่ปุ่นจะให้รางวัลในรูปแบบของโบนัสและบำนาญก้อนใหญ่แก่ผู้ที่ทำงานหนักจนเกือบเรียกได้ว่าทรมานตนเอง ซึ่งเป็นผู้ที่เกิดในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นั่นเอง โดยมีสัญญาประชาคมพื้นฐาน ได้แก่ การที่พนักงานจะอุทิศตนให้กับบริษัทและนำเงินส่วนใหญ่ของรายได้ไปจ่ายให้กับโครงการทางสังคมต่าง ๆ ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วทางบริษัทจะตอบแทนด้วยการรับประกันการจ้างงานและความมั่นคงตลอดชีวิตให้กับพนักงาน อันเป็นข้อเสนอที่ยากจะปฏิเสธ

    อย่างไรก็ตาม เมื่อเศรษฐกิจมีการพัฒนาและสังคมมีเสรีภาพมากขึ้น ก็เกิดปัญหาระยะยาวที่ไม่เคยมีผู้ใดคาดคิดมาก่อน ในอดีตสมัยที่ญี่ปุ่นยังเป็นสังคมเกษตร ครอบครัวจะมีลูกเฉลี่ยประมาณ 5 คน เพื่อให้มีแรงงานในการทำเกษตรได้อย่างครอบคลุม แต่ด้วยอัตราการเกิดและการตายที่ลดลง การคุมกำเนิดที่เข้มข้นมากขึ้น และการที่ไม่จำเป็นต้องมีลูกไว้ทำงานอีกต่อไป ส่งผลให้คนรุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีลูกกันน้อยลงเพียง 1 หรือ 2 คนเท่านั้น

    ย้อนกลับมาที่คำถามในตอนแรกว่า “ทำไมเรื่องนี้ถึงเป็นเรื่องใหญ่?” คำตอบคือ “ภาษี” กล่าวคือเมื่อประชากรยังคงลดจำนวนลงอย่างต่อเนื่อง เท่ากับว่าประชากรสูงอายุ (ที่ไม่ได้ทำงาน) จะเพิ่มขึ้นโดยที่ไม่มีการเปลี่ยนใหม่แต่อย่างใด แต่ระบบบำนาญนั้นต้องการแรงงานของคนรุ่นใหม่ เพื่อหาเงินบำนาญมาจ่ายให้กับผู้รับบำนาญ ซึ่งเงินดังกล่าวก็มาจากรายได้ของแรงงานเหล่านี้นั่นเอง คล้ายกับธนาคารที่เมื่อเรานำเงินไปฝากเป็นเช็คหรือบัญชีเงินฝากก็เท่ากับเป็นการยินยอมให้ทางธนาคารนำเงินของเราไปใช้ในการลงทุนของธนาคาร โดยที่เราจะได้ดอกเบี้ยเป็นการตอบแทน แต่ถ้าไม่มีใครมาเปิดบัญชีหรือฝากเงินเพิ่ม และมีแต่คนไปถอนเงินออกจากธนาคาร ก็จะถือเป็นปัญหาร้ายแรงที่เรียกว่าสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ

    ประเทศญี่ปุ่นก็เป็นเหมือนธนาคารดังกล่าว โดยขณะที่มีผู้ฝากเงินไว้กับธนาคารน้อยลงทุกปี แต่กลับมีผู้ถอนเงินออกมามากขึ้นเรื่อย ๆ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าเมื่อไรที่ญี่ปุ่นจะไม่สามารถจ่ายบำนาญหรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ได้อีก ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้นจริง ๆ คำว่า “สภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ” คงไม่เพียงพอที่จะใช้อธิบายสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับประเทศญี่ปุ่นในอนาคต

    เหตุใดการเปิดรับผู้อพยพจึงไม่ใช่คำตอบ?

    ในประเทศอื่น ๆ ที่กำลังเผชิญปัญหาเดียวกันนี้ เลือกวิธีแก้ปัญหาด้วยการเปิดรับผู้อพยพ โดยมีคนนับล้านที่ต้องการไปทำงานในประเทศเหล่านี้ ซึ่งเท่ากับเป็นการหาเงินเข้าระบบและรับผลประโยชน์ที่จะตามมาในภายหลัง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ สหรัฐอเมริกาที่ดำเนินนโยบายดังกล่าวมาหลายครั้งตลอดระยะเวลาในประวัติศาสตร์ แล้วเหตุใดญี่ปุ่นจึงไม่ดำเนินการแก้ไขปัญหาในแบบเดียวกันนี้บ้าง?

    ผู้เขียนได้คุยเกี่ยวกับประเด็นที่น่าสนใจนี้กับภรรยาเมื่อหลายปีก่อน โดยได้กล่าวถึงปัญหานี้ในภาพรวมและอธิบายว่าโดยหลักเหตุผลแล้ว การเปิดรับผู้อพยพให้มากขึ้นแบบเดียวกับในอเมริกา น่าจะเป็นคำตอบเดียวสำหรับญี่ปุ่น แล้วภรรยาของผู้เขียนก็ตอบมาว่า “ฉันไม่อยากให้ญี่ปุ่นเป็นเหมือนอเมริกา” ซึ่งหมายความว่าเธอไม่ต้องการให้ลักษณะทางชาติพันธุ์ของญี่ปุ่นเกิดการเปลี่ยนแปลง นั่นคือไม่ต้องการให้ญี่ปุ่นกลายเป็น “สังคมพหุวัฒนธรรม” ซึ่งแม้ว่าผู้เขียนจะเห็นว่าเป็นการเหยียดเชื้อชาติในตอนแรก แต่เมื่อได้ทำความเข้าใจคนญี่ปุ่นมากขึ้นจึงได้เข้าใจเหตุผลดังกล่าวมากขึ้นพอสมควร

    ชาวญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับ wa (和) อักษรคันจิที่ตีความเป็นภาษาอื่นได้ค่อนข้างยาก โดยแม้จะแปลได้ว่า “ความสงบ” แต่ก็ไม่ใช่ “ความสงบของโลก” ตามความหมายของเสรีชน หากแต่มีความหมายในแง่ความเงียบสงบและความมั่นคงมากกว่า ตัวอย่างเช่นหากเรากำลังอยู่ในรถไฟที่ผู้โดยสารทุกคนต่างนั่งเงียบ ๆ หรือก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือกัน แล้วอยู่ ๆ ก็มีเสียงจามหรือเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมา ก็จะรู้สึกได้ว่า wa ถูกรบกวน สังคมและความสุภาพแบบญี่ปุ่นนั้น ส่วนใหญ่แล้วเป็นเรื่องของการรักษาความสงบและความสมดุลดังกล่าวนี้เอง ซึ่งการปรากฏของชาวต่างชาตินั้นถือเป็นสิ่งที่ทำให้ wa เกิดความปั่นป่วน

    ผู้ที่เคยไปตามพื้นที่ชนบทเล็ก ๆ ของญี่ปุ่นคงพอเข้าใจว่าผู้เขียนกำลังพูดถึงสิ่งใด ช่วงสองสามเดือนแรกในญี่ปุ่น ผู้เขียนรู้สึกราวกับตัวเองเป็นดาราที่เมื่อเข้าไปในห้อง ทุกคนก็จะเงียบลงทันทีและหันมามองผู้เขียนเป็นตาเดียว หลังจากผ่านช่วงแห่งความเงียบอันน่าอึดอัดไปแล้ว ก็จะมีการพูดคุยกันเกี่ยวกับ “ไกจิน (gaijin- ชาวต่างชาติ)” แม้ว่าผู้เขียนจะรู้สึกสนุกในช่วงแรก แต่หลังจากผ่านไปไม่กี่เดือน กลับรู้สึกเบื่อหน่ายเป็นอย่างยิ่ง จนถึงตอนนี้ผู้เขียนแทบชินชากับสิ่งเหล่านี้ ผู้เขียนจำไม่ได้แล้วว่ากี่ครั้งที่ขึ้นรถประจำทางแล้วเจอคนนั่งกันเต็มรถยกเว้นที่นั่งข้างตัวเอง คิดว่านี่คือ การเหยียดเชื้อชาติหรือไม่? คำตอบคือ ทั้งใช่และไม่ใช่

    เหตุใดคนญี่ปุ่นจึงมีปัญหากับชาวต่างชาติ?

    ปัญหาการเหยียดเชื้อชาติในญี่ปุ่นมีความซับซ้อนกว่าที่เห็น สำหรับผู้คนในโลกตะวันตกมักมองว่าการเหยียดเชื้อชาตินั้น คือ การเลือกปฏิบัติหรือดูถูกดูแคลนเพราะสัญชาติของคนเหล่านั้น แต่สำหรับคนญี่ปุ่นดูเหมือนจะชื่นชอบชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวยุโรปและชาวอเมริกัน ซึ่งตัวผู้เขียนเองก็เป็นชาวอเมริกันในญี่ปุ่นและได้รับการยกย่องจากชาวญี่ปุ่นหลายคนให้อยู่ในฐานะที่สูงกว่า นี่อาจเรียกได้ว่าเป็น “การเหยียดเชิงกลับ (reverse racism)” แต่ปัญหาอยู่ตรงที่แม้ว่าชาวญี่ปุ่นจะชื่นชอบชาวต่างชาติ แต่ก็มีความเชื่อว่าชาวต่างชาติไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสังคมญี่ปุ่นได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดได้แก่ ชาวเกาหลีที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่นกันมาเกือบ 100 ปี ซึ่งแม้ชาวเกาหลีเหล่านี้จะดูเหมือนกับคนญี่ปุ่นแบบที่แทบจะแยกไม่ออกเลยก็ตาม แต่คนเหล่านี้ก็ยังไม่ได้รับการยอมรับให้เป็นชาวญี่ปุ่นแต่อย่างใด

    หากผู้เขียนได้แต่งงานกับชาวต่างชาติคนอื่นแล้วมีลูกในญี่ปุ่น แม้เราจะพูดกับลูกเป็นภาษาญี่ปุ่นอย่างเดียว ส่งลูกเข้าโรงเรียนญี่ปุ่น และพยายามปรับตัวให้เข้ากับสังคมญี่ปุ่นมากเพียงใด ลูกของเราก็จะยังคงถูกเรียกว่า “ไกจิน (gaijin)” อยู่นั่นเอง ซึ่งไม่ใช่เรื่องของความจงเกลียดจงชังแต่อย่างใด ทั้งผู้เขียนและลูกจะยังคงมีสิทธิพื้นฐานของพลเมืองอย่างครบถ้วน ซึ่งไม่ถือเป็นการเหยียดเชื้อชาติตามที่เรารู้สึกกันทั่วไป เราแค่ “แตกต่าง” เท่านั้น ซึ่งแนวคิด wa ในสังคมญี่ปุ่นคือ สิ่งกีดกันไม่ให้ผู้ที่แปลกแยกไปจากสังคมแห่งนี้สามารถเป็นส่วนหนึ่งของสังคมญี่ปุ่นได้

    แล้วผู้อพยพจะทำงานในญี่ปุ่นได้หรือไม่?

    ผู้เขียนขอบอกตรง ๆ ว่าไม่ทราบคำตอบสำหรับเรื่องนี้ แม้ว่าผลสำรวจเมื่อเร็ว ๆ นี้จะแสดงให้เห็นว่ามีคนยินดีให้เปิดรับผู้อพยพมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็ไม่ทราบว่าคนเหล่านั้นจะรู้สึกเหมือนเดิมหรือไม่หากเห็นว่าประชากรในพื้นที่ที่ตนเองอาศัยอยู่ เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลง จะเห็นได้ว่าในหลายประเทศที่มีการเปิดรับผู้อพยพนั้น มีจำนวนผู้รังเกียจชาวต่างชาติเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งผู้เขียนเองก็ค่อนข้างแน่ใจว่าจะเกิดสิ่งเดียวกันนี้ขึ้นในญี่ปุ่นอย่างแน่นอน

    แล้วกลุ่มคนต่างชาติจะทำให้วัฒนธรรมญี่ปุ่นสั่นคลอนหรือไม่? คำตอบคือ เป็นไปได้น้อยมาก ผู้เขียนเองคิดว่าน่าจะเป็นไปในทางตรงกันข้ามมากกว่า อย่างวัฒนธรรมอเมริกันนั้น ก็เกิดจากการอพยพ ซึ่งในฐานะที่เป็นมนุษย์ เราต่างมีแรงกระตุ้นที่จะเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มและสร้างความแตกต่างให้กับตัวเราเอง ดังนั้นเมื่อมีคนส่วนน้อยปรากฏขึ้นอยู่ใกล้ ๆ เราก็จะตอกย้ำความแตกต่างของเราและสิ่งที่ทำให้เรามีความพิเศษให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ผู้เขียนคิดว่าหากญี่ปุ่นเปิดประตูรับผู้อพยพเมื่อไร สิ่งที่จะตามมาคือ วัฒนธรรมญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมนั้นจะเข้มแข็งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นจะเริ่มหันมาสนใจประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของตนเองกันมากขึ้น และกลุ่มผู้มีแนวคิดอนุรักษ์นิยมก็จะขยายตัวกว้างขึ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติในสถานการณ์ดังกล่าวและไม่ถือเป็นด้านลบไปเสียทั้งหมด โดยอาจมีการเคลื่อนไหวในเชิง “เกียรติภูมิของญี่ปุ่น” เกิดขึ้น

    กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ หากญี่ปุ่นเปิดรับผู้อพยพแล้ว จะยิ่งทำให้วัฒนธรรมญี่ปุ่นเข้มแข็งมากขึ้น แล้วอะไร ๆ จะเปลี่ยนแปลงไปมากหรือไม่? ซึ่งแนวโน้มที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น อัตราการก่ออาชญากรรมอาจเพิ่มสูงขึ้น และอาจเกิดความตึงเครียดจากปัญหาเชื้อชาติมากขึ้น แต่ก็ต้องเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาที่พบได้ทั่วไปในประเทศที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการเปลี่ยนผ่านเช่นนี้ ซึ่งขั้นตอนหลังจากนี้ไปคือปัญหาที่แท้จริง ในสังคมส่วนใหญ่หลังจากผ่านพ้นช่วงความตึงเครียดและความขัดแย้งในรุ่นแรกไปแล้ว คนรุ่นที่สองจะพิสูจน์ให้เห็นว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของประเทศที่อาศัยอยู่อย่างแท้จริง และความตึงเครียดเหล่านั้นก็จะเบาบางลงไปมาก แต่สำหรับคำถามที่ว่าประเทศญี่ปุ่นจะสามารถยอมรับชาวต่างชาติว่าเป็นชาวญี่ปุ่นได้หรือไม่นั้น ผู้เขียนไม่อาจทราบได้

    ข้อสรุป

    ประเทศญี่ปุ่นกำลังเผชิญหน้ากับอนาคตที่ยากลำบาก และไม่อาจทราบได้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป ซึ่งวิธีแก้ปัญหาที่ง่ายที่สุดก็ดูจะเป็นวิธีที่สร้างความเกลียดชังกันทางวัฒนธรรมได้มากที่สุดเช่นกัน ทั้งนี้อย่าเพิ่งเข้าใจผู้เขียนผิดไป แน่นอนว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่น่าอยู่สำหรับชาวต่างชาติ หากได้มาอยู่ที่นี่แล้วคุณจะพบว่าคนที่นี่ดูแลเอาใจใส่และให้การยอมรับเป็นอย่างมาก แต่นั่นก็เฉพาะสำหรับผู้ที่อยู่เป็นเวลาไม่นานเท่านั้น สำหรับผู้ที่คิดจะใช้ชีวิตที่นี่เพื่อ “เป็นคนญี่ปุ่น” จะต้องเผชิญกับหนทางที่ยากลำบากกว่านั้น ซึ่งแม้จะไม่ได้อยู่ในรูปของความชิงชัง แต่จะมาในรูปของความเฉยชา นั่นคือเอกลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดของประเทศญี่ปุ่นเท่าที่ผู้เขียนทราบ หากแต่สิ่งที่ผู้เขียนกังวลคืออนาคตต่อจากนี้ไป คงมีแต่เวลาเท่านั้นที่จะบอกได้…

    ข้อมูลอ้างอิง: economist.com/