เป็นไปได้ไหม? : การที่คนต่างชาติจะกลายเป็นคนญี่ปุ่นได้อย่างแท้จริง

  • วัฒนธรรม
  • สังคม
  • ไม่ว่าคุณจะเคยใช้ชีวิตช่วงสิบปีที่ผ่านมาอยู่ในญี่ปุ่น หรือเคยเฝ้าจินตนาการว่าการใช้ชีวิตในญี่ปุ่นจะเป็นอย่างไร หรือหลายคนที่รักและชื่นชอบประเทศญี่ปุ่น มักจะนั่งฝันกลางวันถึงชีวิตของตัวเองที่น่าจะเหมาะกับการไปตั้งรกรากอยู่ที่ญี่ปุ่น

    หากเป็นประเทศทางฝั่งอเมริกาหรือยุโรป คุณสามารถเดินทางไปที่ไหนก็ได้ในยุโรป ลงเรียนภาษาของประเทศนั้น และหางานทำ เพียงเท่านี้คุณก็สามารถอยู่ในประเทศนั้นได้อย่างกลมกลืนแล้ว ยิ่งถ้าเป็นประเทศที่เปรียบเสมือนเป็นหม้อหลอมรวมวัฒนธรรมอย่างสหรัฐอเมริกาก็ยิ่งง่ายดาย

    แล้วทำไมถึงทำแบบนั้นในญี่ปุ่นไม่ได้?

    ปัญหาสำคัญคืออะไร? อยู่ที่เชื้อชาติ กำแพงทางภาษา หรือระบบความคิดกันแน่? เป็นเพียงมุมมองของคนต่างชาติที่ไม่ยอมปรับตัว? หรือคนญี่ปุ่นที่มองชาวต่างชาติเป็น “ไกจิน” กันแน่? บทความนี้จะทำให้คุณเข้าใจปัญหาสังคมที่กำลังเป็นที่ถกเถียงมากที่สุดในญี่ปุ่นเรื่องหนึ่ง

    1. ไกจิน (Gaijin) คืออะไร?

    จริง ๆ แล้วคำว่า ไกจิน (Gaijin) เป็นคำที่ไม่ควรใช้กันทั่วไป แต่เราก็ได้ยินคำนี้บ่อย ๆ ในญี่ปุ่น โดยไม่รู้สึกว่ามันแฝงนัยยะของ “การเหยียด” บางครั้งคำว่าไกจินก็ให้ความรู้สึกน่าเอ็นดูและอบอุ่นมากกว่าคำเรียกคนต่างชาติคำอื่นในภาษาญี่ปุ่น แต่ไกจิน ซึ่งย่อมาจากคำว่า “ไกโคะกุจิน” โดยละคำว่า “โคะกุ” ซึ่งแปลว่า ประเทศ และทำให้สั้นลงเป็น “ไก” แปลว่า นอก และ “จิน” แปลว่า คน (外人) ซึ่งแปลว่า คนนอก (โซโตะ โนะ ฮิโตะ- 外の人) นั่นเอง อาจจะไม่ได้ฟังแย่อะไรนัก เพราะพวกเราก็เป็นคนที่มาจากนอกประเทศญี่ปุ่นจริง ๆ

    แต่ก็มีปัจจัย 2 ข้อที่ทำให้คำว่า ไกจิน (Gaijin) เป็นคำที่ฟังดูไม่ดี ข้อแรก คือ ในช่วงที่คุณอาศัยอยู่ในญี่ปุ่นช่วง 2-3 ปีแรกนั้น คนก็อาจจะมองว่าเป็นคนนอก แต่ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวของคุณด้วย หลายคนที่ใช้เวลากว่าครึ่งหรือทั้งชีวิตที่เกิดและโตในประเทศญี่ปุ่น แต่ก็ยังถูกปฏิบัติเหมือนเป็นคนต่างชาติอยู่ดี หรือนั่นเป็นเพราะพฤติกรรมของตัวเขาเอง? ในขณะเดียวกันเมื่อพูดถึงคนต่างเชื้อชาติในยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา อย่างเช่น อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ (Arnold Schwartzenegger) หรือโอบาม่า (Obama) คุณคิดว่าพวกเขาได้รับการยอมรับว่าคือ “คนอเมริกัน” เช่นเดียวกับคนอื่น ๆ หรือไม่? (ประเด็นนี้ไม่ใช่การเหยียดเชื้อชาติ แต่เราจะพูดถึงภูมิหลังทางเชื้อชาติของพวกเขา) และที่ใกล้ตัวที่สุด คือ มุมมองในประเทศไทย คนต่างชาติที่อพยพมาตั้งรกรากอยู่ในประเทศไทยเมื่อครั้งบรรพบุรุษนั้น ในปัจจุบันพวกเขาได้รับการยอมรับและสามารถเรียกตัวเองได้ว่าเป็น “คนไทย” เช่นเดียวกับคนไทยแท้ ๆ หรือไม่?

    คำถามคือ ทำไมในญี่ปุ่นถึงแตกต่างจากที่อื่น?

    คำถามด้านบน นำมาสู่ปัจจัยข้อที่ 2 ก็คือ “ระบบความคิดของประเทศแบบเกาะ” หรือ (ชิมะกุนิ โนะ คนโจว- shima guni konjou) และแนวคิดของคำว่า “อุจิ” และ “โซโตะ” ในอดีตประเทศญี่ปุ่นนั้นได้ปิดประเทศในช่วงยุคกลางและช่วงก่อนยุคปัจจุบันจึงทำให้เกิดวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ความเป็นญี่ปุ่นสายเลือดบริสุทธิ์ ซึ่งส่งผลให้การเปิดรับความคิดที่แตกต่างเป็นไปได้ยาก แม้ว่าประเทศญี่ปุ่นจะได้รับอิทธิพลแบบตะวันตกมามากมาย โดยเฉพาะในช่วงหลังการปฏิวัติยุคเมจิในปี 1868 และช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ประเทศญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลจากสหรัฐอเมริกาชนิดที่เรียกว่าบรรยากาศในโตเกียวดูไม่แตกต่างไปจากนิวยอร์คเลย

    ส่วนตัวผู้เขียนคิดว่า คนญี่ปุ่นนั้นจะยอมรับความคิดแบบต่างประเทศและกฎเกณฑ์มาใช้ก็ต่อเมื่อได้ปรับให้เข้ากับระบบความคิดของตนเองแล้ว หมายความว่าพวกเขาไม่เคยถูกเปลี่ยนให้เป็นแบบยุโรปหรืออเมริกันโดยแท้จริง เพียงแต่ปรับเปลี่ยนหรือรับมาในสิ่งที่เหมาะสมและใกล้เคียงกับวัฒนธรรมของญี่ปุ่นมากที่สุด

    เช่นเดียวกับคนต่างชาติ ถึงแม้ว่าจะปรับตัวหรือได้รับการยอมรับเช่นไร ก็ยังไม่สามารถกลายเป็นคนญี่ปุ่นได้อย่างแท้จริง หลายคนกล่าวไว้ว่า ไม่ว่าคุณจะอาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลานานแค่ไหน คุณก็ไม่มีวันได้เป็นคนญี่ปุ่น

    แต่ความคิดดังกล่าวอาจจะฟังดูรุนแรงไปหน่อย เพราะสิ่งเหล่านี้ก็สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกประเทศทั่วโลก ในฐานะที่คุณเป็นคนต่างชาติ แม้คุณจะพยายามปรับตัวให้เข้ากับประเทศนั้น ๆ แค่ไหน แต่คุณไม่มีทางที่จะกลายเป็นคนประเทศนั้นได้โดยสมบูรณ์อยู่ดี

    ในความเป็นจริง คนต่างชาติหลายคนอาจจะเข้าใจความหมายนัยยะของคำว่า ไกจิน ผิดมาโดยตลอด เพราะอันที่จริงมันอาจจะไม่ได้แฝงนัยยะของการเหยียด หรือ จงใจปฏิบัติต่อคนต่างชาติเหมือนเป็นคนนอกแต่อย่างใด บางทีอาจเป็นการสื่อความหมายที่จริงใจผ่านระบบภาษาให้คุณระลึกไว้เสมอว่า คุณไม่มีวันเปลี่ยนแปลงสิ่งที่คุณเป็นได้

    2. กำแพงภาษา

    สำหรับคนต่างชาติ ภาษาญี่ปุ่นเป็นกำแพงแรกที่จะต้องข้ามไปให้ได้ หากต้องการจะ “กลายเป็น” คนญี่ปุ่น และกำแพงนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะข้ามได้ง่าย ๆ

    จากงานวิจัยในปี 2007 ภาษาญี่ปุ่นถูกจัดให้เป็นภาษาที่ยากที่สุดในโลก เพราะภาษาญี่ปุ่นมีระบบตัวอักษรถึงสามแบบ และมีระบบคำยกย่องที่แม้แต่อัจฉริยะอาจจะยังต้องปวดหัว

    ว่ากันว่าการจะสอบผ่านการวัดระดับภาษาญี่ปุ่น N1 อาจจะต้องใช้เวลาเรียนภาษาอย่างต่อเนื่องนาน 3-5 ปี ความสามารถระดับ N1 ที่ว่านี้ทำให้คุณสามารถสนทนาได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาญี่ปุ่นได้อย่างสบาย ๆ

    แต่กว่าจะผ่านไปถึงระดับ N1 ได้นั้น ผู้เรียนจะต้องฝ่าฟันแค่ไหนกว่าจะไต่ไปถึงระดับที่ใกล้เคียงกับเจ้าของภาษาได้? แล้วมันมีความสำคัญกับการ “กลายเป็น” คนญี่ปุ่นอย่างไร?

    อย่างแรก ระดับ N1 ทำให้คุณมีความรู้ทางภาษาใกล้เคียงกับคนญี่ปุ่นในวัยทำงาน ในแง่ของคันจิและไวยกรณ์ แต่ฉันได้ยินจากเพื่อนชาวต่างชาติหลายคนว่า แม้ว่าจะผ่านระดับ N1 แล้ว แต่บางครั้งพวกเขาก็ไม่เข้าใจคำศัพท์หรือวลีที่เด็กญี่ปุ่นใช้ ซึ่งทำให้พวกเขาสงสัยว่าความรู้ทางภาษาของตนเองนั้นอยู่ในระดับไหนกันแน่

    ที่จริงแล้ว นอกเหนือไปจากคันจิที่มีอยู่มหาศาลและไวยกรณ์ที่ซับซ้อน ภาษาญี่ปุ่นอาจจะเป็นหนึ่งในไม่กี่ภาษาที่ยิ่งเรียนก็ยิ่งเจอจำนวนคำศัพท์เพิ่มขึ้นแทบจะทุกสัปดาห์ ทุกเดือน หรือทุกปี ครั้งละหลายร้อยคำ แม้แต่คนญี่ปุ่นซึ่งเป็นเจ้าของภาษายังตามแทบไม่ทัน และนอกจากนี้ยังมีภาษาถิ่นอีกจำนวนมาก แทบจะเท่ากับจำนวนเมืองในญี่ปุ่นเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นการจะเชี่ยวชาญภาษาญี่ปุ่นให้ใกล้เคียงกับเจ้าของภาษานั้น ไม่สามารถวัดได้แค่การสอบ แต่ต้องรวมไปถึงการติดตามความเปลี่ยนแปลงของภาษา ต้องจดจำคำศัพท์ที่ครอบคลุมตั้งแต่คำสุภาพไปจนถึงภาษาสแลง และความสามารถในการเข้าใจและการพูดภาษาท้องถิ่นต่าง ๆ

    ผู้เขียนเคยเจอชาวต่างชาติหลายคนที่เก่งภาษาญี่ปุ่นมาก ขนาดคนญี่ปุ่นเองถ้าไม่ได้เห็นหน้าก็อาจจะคิดว่าพวกเขาคือคนญี่ปุ่น ซึ่งสำหรับพวกเขาก็มีทั้งแง่ดีและแง่ลบ เพราะความสามารถทางภาษาในระดับนั้น จะทำให้ถูกคาดหวังจากคนญี่ปุ่นว่า พวกเขาจะต้องมีลักษณะนิสัยแบบเดียวกับคนญี่ปุ่น 100% แต่ในทางกลับกันพวกเขาไม่ได้มีนิสัยเช่นนั้น และนั่นทำให้เกิคความรู้สึกอึดอัดและผิดหวังระหว่างคนต่างชาติกลุ่มนี้กับคนญี่ปุ่น ทำให้เราต้องตั้งคำถามว่า แล้วจะต้องทำอย่างไรจึงจะสามารถเป็นพวกเดียวกับคนญี่ปุ่นได้?

    3. เอกลักษณ์
    คำถาม คือ แน่ใจหรือว่าอยากเป็นคนญี่ปุ่น?

    เราน่าจะได้เห็นแล้วว่าระยะเวลาที่คุณอาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่นและระดับความเชี่ยวชาญทางภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ทำให้คุณกลายเป็นคนญี่ปุ่นได้ แต่มันทำให้คุณกลมกลืนได้แค่ผิวเผิน และสามารถเข้าใจวัฒนธรรมและพฤติกรรมของคนญี่ปุ่นได้อย่างถ่องแท้ แม้ว่าจะไม่สามารถทำตามได้ทั้งหมด

    แล้วอะไรที่ทำให้เป็นแบบนั้น? ผู้คนที่มีภูมิหลังทางเชื้อชาติที่หลากหลายเมื่อเข้าไปอยู่ในยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา ก็พยายามที่จะเรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมในการทำงาน รวมไปถึงการเจรจาต่อรอง ซึ่งก็อาจจะเป็นเรื่องง่ายสำหรับคนที่มาจากวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกัน เช่น ฝรั่งเศส, เยอรมัน, ละติน เป็นต้น

    และถ้าคุณสามารถแลกความสามารถเหล่านั้น เพื่อให้กลายเป็นคนญี่ปุ่นโดยสมบูรณ์ คุณจะทำไหม?

    สิ่งที่ผู้เขียนจะบอก คือ ไม่ใช่ทุกคนที่มีความสามารถที่จะทำเช่นนั้น คนต่างชาติหลายคนในญี่ปุ่นพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะเข้าใกล้กับความเป็นคนญี่ปุ่นมากที่สุด และอยากหลุดพ้นไปจากการเป็น ไกจิน (gaijin) ซึ่งฉันเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเขาต้องทำลายความเป็นตัวตน เพียงเพื่อจะได้กลายเป็นคนญี่ปุ่น!

    หากคุณกำลังติดอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเพราะไม่รู้ว่าตัวเองจะสามารถอาศัยอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นอย่างกลมกลืนได้หรือเปล่า คำตอบนั้นอยู่ที่คุณเอง ซึ่งทางที่ดีที่สุดคือ ควรรักษาความหลากหลายที่เป็นเอกลักษณ์ของคุณเอาไว้ในฐานะคนที่พูดได้หลายภาษา และที่สำคัญอย่าเสียความเป็นตัวตนไปในช่วงของการปรับตัว เพราะการอาศัยอยู่ในต่างประเทศคือ รูปแบบหนึ่งของการแปลภาษาที่มาในบริบทของวัฒนธรรม