มาดูกันให้ชัด: รถไฟชินคันเซ็นของญี่ปุ่น VS รถไฟความเร็วสูงสัญชาติฝรั่งเศสและจีน

  • นวัตกรรม
  • วัฒนธรรม
  • ญี่ปุ่น, จีน และยุโรปต่างก็มีระบบโครงข่ายการเชื่อมโยงของรถไฟความเร็วสูงซึ่งช่วยให้คนในประเทศสามารถเดินทางไปถึงจุดหมายได้รวดเร็วยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดี ระบบ TGV ของฝรั่งเศส, ชินคันเซ็นของญี่ปุ่นกับระบบรถไฟความเร็วสูง (HSR) ของจีนนั้น มีความแตกต่างกันอยู่บ้าง เราลองมาดูข้อมูลกันอย่างละเอียด แล้วดูว่าอะไรที่ทำให้ชินคันเซ็นของญี่ปุ่นแตกต่างจากระบบของที่อื่น ๆ

    ประวัติความเป็นมา

    รถไฟหัวกระสุนหรือรถไฟความเร็วสูงมีความเร็วโดยเฉลี่ยประมาณ 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สำหรับชินคันเซ็นของญี่ปุ่นนั้นนับเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญที่เกิดขึ้นแก่เทคโนโลยีรถไฟหัวกระสุนและกลายมาเป็นสิ่งที่มีชื่อเสียงโด่งดังของญี่ปุ่น ถึงแม้ว่าในยุโรปจะมีรถไฟความเร็วสูงอยู่แล้วก็ตาม แต่ประเทศญี่ปุ่นสามารถสร้างเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าไปอีกขั้น เมื่อญี่ปุ่นประสบความสำเร็จในการทดลองใช้รถไฟชินคันเซ็นเพื่อเดินทางไปมาระหว่างโตเกียวและโอซาก้าในปี 1964 ประเทศเยอรมันและฝรั่งเศสก็ได้พยายามเพิ่มความเร็วให้แก่รถไฟในระบบของตัวเองด้วยการดึงเอาวิศวกรจำนวนมากเข้ามาร่วมในการปรับปรุงและพัฒนาระบบ อย่างไรก็ดี ก็ยังต้องรอจนถึงยุคทศวรรษ 70 กว่าที่รถไฟความเร็วสูงของยุโรปจะเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการเปิดให้บริการของ Turbotrain Grande Vitesse (TGV) ของฝรั่งเศสซึ่งบริหารจัดการโดยบริษัทการรถไฟแห่งชาติฝรั่งเศส (SNCF) รถไฟ TGV ขบวนแรกให้บริการจากกรุงปารีสไปยังเมืองลีองในปี 1981 ส่วนในประเทศจีนนั้น ระบบรถไฟความเร็วสูง (HSR) ได้เริ่มต้นใช้กันในยุค 2000

    เครือข่าย

    ประเทศจีนมีเครือข่ายรถไฟความเร็วสูงที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยแล่นผ่านพื้นที่เกือบทุกมณฑล ครอบคลุมเมืองต่าง ๆ ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ส่วนรถไฟชินคันเซ็นของญี่ปุ่นถูกออกแบบมาเพื่อเชื่อมต่อพื้นที่ที่มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นเป็นหลัก โดยแล่นผ่านศูนย์กลางต่าง ๆ ที่เป็นเขตเมืองหลักของประเทศในลักษณะที่เกือบจะเป็นเส้นตรงตัดข้ามทั้งประเทศเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้จึงมีจุดที่รถไฟแวะจอดอยู่เป็นจำนวนมาก ในขณะที่ระบบ TGV ของฝรั่งเศสถูกออกแบบมาเพื่อเชื่อมต่อพื้นที่หรือเขตต่าง ๆ ที่อยู่ห่างไกลเข้ากับศูนย์กลางของประเทศ ซึ่งก็คือ เมืองปารีส ด้วยเหตุนี้รถไฟแต่ละขบวนของระบบ TGV จึงไม่มีจำนวนผู้โดยสารมากเท่าของญี่ปุ่น

    การออกแบบ

    จากระบบรถไฟความเร็วสูงสามระบบที่นำมาเปรียบเทียบกันนั้น ชินคันเซ็นดูจะออกแบบได้ดีกว่าอีกสองระบบที่เหลือ เนื่องจากมันถูกออกแบบมาให้วิ่งได้ถึงแม้จะมีผู้โดยสารเต็มขบวนรถ โดยภายในของขบวนรถชินคันเซ็นมีพื้นที่กว้างขวางกว่า แถมยังมีจำนวนที่นั่งมากกว่า นอกจากนี้ยังมีจำนวนล้อมากกว่า เพื่อช่วยให้รับน้ำหนักได้ดีกว่า ด้วยเหตุนี้จึงสามารถรองรับผู้โดยสารได้เป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ดี เมื่อเร็ว ๆ นี้ ระบบ TGV เพิ่งจะนำรถไฟแบบใหม่ที่มีระบบล้อสองฟากมาใช้ ซึ่งช่วยทำให้มีพื้นที่รองรับผู้โดยสารได้มากขึ้น

    เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นพื้นที่เขตภูเขาไฟที่เต็มไปด้วยเนินเขา รถไฟของญี่ปุ่นจึงมีความสามารถในการ “โค้งตัว” ได้ดีกว่า ด้วยโครงสร้างระหว่างตัวรถที่มีความยืดหยุ่นสูง ไม่ได้แข็งทื่อจนเกินไป ทำให้สามารถหักเลี้ยวได้ง่าย ในขณะที่ระบบ TGV ถูกออกแบบมาให้มีโครงสร้างที่แข็งและไม่มีความยืดหยุ่นเลย จึงไม่ค่อยเหมาะแก่การนำไปวิ่งบริเวณพื้นที่ที่เป็นเขตภูเขาหรือเป็นเนินสลับซับซ้อน เพราะในที่แบบนั้นจะต้องเจอโค้งหลายต่อหลายโค้ง แต่ข้อดีของการมีโครงสร้างที่แข็งทื่อคือ รถไฟจะยังคงอยู่ในสภาพเสถียรได้ แม้จะวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด ส่วนระบบ HSR ในประเทศจีนนั้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากเทคโนโลยีของทางฝั่งยุโรปและญี่ปุ่น และถูกออกแบบมาในลักษณะเดียวกัน

    สำหรับรูปทรงของรถไฟทั้งสามแบบนั้น ชินคันเซ็นมีจมูกหน้ารถที่ยาวกับสายส่งกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กกว่า ขณะที่ TGV จะมีจมูกเล็กกว่า แต่มีสายส่งกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดใหญ่กว่า ซึ่งสายส่งกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดใหญ่นี้จะช่วยสร้างความปลอดภัยแก่ตัวรถไฟได้มากกว่า และสำหรับรถไฟของจีนที่ได้พัฒนาโครงข่ายระบบรถไฟความเร็วสูงโดยใช้เทคโนโลยีซึ่งนำมาจากญี่ปุ่นและยุโรปนั้น ทำให้รถไฟของจีนมีรูปลักษณ์การออกแบบที่ต่างออกไป อย่างไรก็ดี ในเวลานี้จีนกำลังค้นคว้าวิจัยเพื่อสร้างความก้าวหน้าให้แก่ระบบ HSR ของตัวเอง และก็กำลังขยายมันข้ามเขตไปยังมณฑลต่าง ๆ อีกด้วย

    ไม่ว่าใครคิดว่าระบบไหนดีกว่ากัน เราก็ยังสามารถพูดได้ว่าโครงข่ายรถไฟฟ้าทั้งสามระบบต่างก็มีดีในแบบของตัวเอง อย่างไรก็ตามรถไฟชินคันเซ็นถือได้ว่าเป็นสมบัติล้ำค่าของประเทศญี่ปุ่นในเชิงเทคโนโลยี และในฐานะที่เป็นผู้บุกเบิกการนำระบบรถไฟความเร็วสูงมาใช้ ชินคันเซ็นยังเป็นตัวจุดประกายให้เกิดโครงข่ายรถไฟความเร็วสูงระบบอื่น ๆ ขึ้นทั่วโลกอีกด้วย