เคล็ดลับเก่งภาษาญี่ปุ่นได้ด้วยตัวเองทีละขั้น

  • ภาษา
  • วัฒนธรรม
  • คนจำนวนมากมายสนใจภาษาญี่ปุ่นด้วยหลากหลายเหตุผล ถ้าพูดกันตามตรงตัวฉันเองอยากเรียนภาษาญี่ปุ่นเพราะอนิเมะและมังงะ แต่ก็สับสนเหมือนกันว่าควรจะเริ่มต้นเรียนภาษาญี่ปุ่นยังไง ในเมื่อตัวเองไม่มีเวลาไปเข้าเรียนภาษาญี่ปุ่นในชั้นเรียนเลย อย่างไรก็ตามก็พอจะเข้าใจอยู่บ้างว่าภาษาญี่ปุ่นนั้นมีระบบการทำงานอย่างไร หลังจากลองศึกษาด้วยตัวเองผ่านอินเทอร์เน็ตนิดหน่อย

    1. สร้างแรงกระตุ้นของตัวเองในการเรียนภาษาก่อน

    เหตุผลที่ทำให้คนอยากเรียนภาษาญี่ปุ่นมีอยู่หลายเหตุผล อาจเป็นได้ทั้งเรื่องของความสนใจหรือเหตุจำเป็นบังคับก็ได้ ถ้าคุณสามารถหาสิ่งที่สนใจเกี่ยวกับภาษาที่จะเรียนได้ มันถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีและจะช่วยให้การเรียนง่ายขึ้น เพราะฉะนั้น ลองหาสิ่งที่คุณชอบสำหรับการเรียนภาษาดู!

    2. เรียนตัวอักษรคานะ

    ระบบการเขียนพื้นฐานของญี่ปุ่นเรียกว่า “คานะ” ซึ่งในที่นี้รวมถึงตัวอักษรคาตาคานะและฮิรางานะด้วย ให้พยายามฝึกใช้อักษรฮิรางานะทั้ง 46 ตัวก่อน หลังจากคุณจำฮิรางานะได้แล้ว ให้ลองฝึกใช้ตัวคาตาคานะต่อ ซึ่งมีอะไรหลาย ๆ อย่างที่คล้ายกับฮิรางานะ เพราะฉะนั้นคุณสามารถเรียนได้อย่างง่ายดาย เพื่อเพิ่มพูนความรู้ของคุณที่มีต่อระบบคานะ ให้พยายามเขียนและอ่านคำในภาษาญี่ปุ่นจำนวนหนึ่ง โดยวิธีนี้จะช่วยให้คุณจำคำศัพท์ต่าง ๆ ได้มากขึ้นด้วย

    3. ฝึกการออกเสียง

    เมื่อคุณพูดภาษาญี่ปุ่น คุณควรให้ความสนใจกับเครื่องหมายต่าง ๆ ที่ปรากฏบนตัวอักษร เช่น สระเสียงยาวและการควบเสียงพยัญชนะ (double consonants) ถ้าคุณสามารถเขียนและอ่านคำต่าง ๆ ในภาษาญี่ปุ่นได้จะช่วยให้การเรียนวิธีการออกเสียงมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

    4. เข้าใจไวยากรณ์

    หลังจากที่คุณเข้าใจคำในภาษาญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งแล้ว การสร้างประโยคคือขั้นตอนต่อไป ก่อนอื่นคุณจำเป็นต้องรู้ไวยากรณ์พื้นฐานของภาษาญี่ปุ่น ซึ่งเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน และยังยืดหยุ่นด้วย ไม่มีความแตกต่างของเอกพจน์และพหูพจน์ หรือความแตกต่างระหว่างเพศปรากฏในระบบไวยากรณ์ สิ่งสำคัญที่สุดที่คุณควรเข้าใจคือ:

    – กริยาจะไม่เปลี่ยนรูป ไม่ว่านามที่ใช้จะเป็นบุรุษที่หนึ่งหรือบุรุษที่สาม ไม่ว่าจะอยู่ในรูปพหูพจน์หรือเอกพจน์ อย่างเช่นในภาษาฝรั่งเศส

    – คำเชื่อม คือ คำซึ่งจะปรากฏตามคำอีกคำหนึ่งเพื่อเป็นการบ่งชี้หน้าที่ในประโยค เช่น “วะ(wa-は)” จะใช้ระบุว่าส่วนนั้นคือหัวข้อที่ประโยคนั้นต้องการจะพูดถึง, “กะ (ka-か)” จะใช้ในประโยคคำถาม, และ “งะ (ga-が)” จะใช้บ่งชี้ประธานของประโยคและอื่น ๆ

    – เข้าใจคำลงท้าย เพศชาย, เพศหญิง, คนที่มีสถานะสูงกว่า ทั้งหมดที่ว่ามานี้จะมีคำลงท้ายที่ต่างกัน ตัวอย่างเช่น ผู้ชายจะใช้ “คุง(Kun-くん)” ต่อท้ายชื่อ (ปกติจะใช้กับเพื่อนสนิทหรือเด็ก) และ “ซามะ (sama-さま)” สำหรับคนที่อยู่ในสถานะสูงกว่า (คล้ายกับคุณกับคุณนาย)

    5. สร้างย่อหน้าแบบง่าย ๆ

    คุณได้เรียนคำในภาษาญี่ปุ่นไปบ้างแล้ว คราวนี้มาลองสร้างประโยคง่าย ๆ สักย่อหน้าหนึ่งบ้าง แต่ก่อนจะทำแบบนั้นได้ ขอให้แน่ใจว่าตัวคุณเข้าใจไวยากรณ์ต่าง ๆ แล้วเป็นอย่างดี เพราะนั่นเป็นส่วนสำคัญที่สุดในการเขียนเนื้อความออกมาสักย่อหน้าหนึ่ง เริ่มจากเนื้อความง่าย ๆ อย่างเช่นกิจกรรมในแต่ละวันตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งคุณหลับ ซึ่งความสามารถในการใช้ภาษาญี่ปุ่นของคุณจะดีขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อคุณเขียนมากขึ้น

    6. เรียนคันจิ

    ส่วนสุดท้ายและเป็นส่วนที่ยากที่สุด คือ “คันจิ” ซึ่งคันจิที่ใช้กันโดยทั่วไปในภาษาญี่ปุ่นมีอยู่ประมาณ 2,000 ถึง 3,000 ตัวจากทั้งหมดที่มีอยู่ประมาณ 13,000 ตัว คุณต้องใช้เวลาไม่น้อยเพื่อจะทำความเข้าใจให้ได้ทั้งหมด ซึ่งก็ไม่ได้ยากเกินความสามารถ วิธีเรียนคันจิให้ได้ผลมีอยู่หลายวิธี:

    – คันจิที่ใช้ในภาษาญี่ปุ่นจะมีระดับการใช้ที่แตกต่างกันตั้งแต่ JPLT N1-5 ส่วนที่ง่ายที่สุดคือ N5 คุณอาจจะเรียนคันจิตามลำดับก็ได้ แต่บางคนก็เลือกวิธีเรียนคันจิโดยเลือกเรียนตัวอักษรที่ชอบที่สุดก่อน

    – จินตนาการตัวอักษรเป็นภาพ คันจิบางตัวจะมีรูปร่างที่สื่อถึงความหมาย เช่น คันจิที่ใช้กับคำว่า “คน(人)” จะดูเหมือนรูปร่างของคน กับตัวที่มีความหมายว่า “หยุด (止)” จะมีรูปร่างเหมือนใครบางคนกำลังยื่นแขนออกมา

    – ใช้ประโยชน์จากแฟลชการ์ดหรือแอปเรียนภาษา anki โดยคุณจะพบว่ามีแฟลชการ์ดวางจำหน่ายในอินเทอร์เน็ตเยอะมาก เช่น ในเว็บไซต์ของ eBay และ Amazon

    สรุป:

    กุญแจสำคัญในการเรียนภาษาญี่ปุ่นให้ได้ผล คือ การอ่าน, การฝึกใช้ และการเขียน คุณไม่สามารถทำความเข้าใจภาษาญี่ปุ่นได้ดีถ้าขาดสามสิ่งนี้ พยายามทำให้ได้สักหนึ่งอย่างในหนึ่งวัน แล้วการเรียนภาษาญี่ปุ่นของคุณจะพัฒนาขึ้นไปอีกเรื่อย ๆ!