5 สิ่งที่คุณควรรู้ก่อนเดินทางมาประเทศญี่ปุ่น

  • วัฒนธรรม
  • ใครมีแผนจะไปเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงวันหยุดพักร้อนครั้งต่อไปหรือไม่? ประเทศญี่ปุ่นเต็มเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์และมีสิ่งที่ทำให้คุณประทับใจได้อยู่เสมอในทุกครั้งที่ไปเยือน และเป็นหนึ่งในประเทศที่สามารถดึงดูดให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากอยากเดินทางกลับมาเยือนอีกครั้งเสมอ!

    คุณอาจได้เรียนรู้ภาษาญี่ปุ่นแบบง่าย ๆ ที่ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน เช่น “อาริกาโตะ (Arigato)” (ขอบคุณ) และ “อิกุระ เดสก๊ะ (Ikura desu ka)” (ราคาเท่าไหร่?) แต่คุณทราบหรือไม่ว่าญี่ปุ่นนั้นมีบรรทัดฐานทางสังคมที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งอาจจะต่างจากประเทศไทยอย่างมาก อย่างไรก็ตามเพื่อให้การเดินทางของคุณเป็นไปด้วยความราบรื่น ขอแนะนำสิ่งที่ควรรู้ไว้หลัก ๆ 5 ข้อก่อนที่จะเดินทางไปยังดินแดนอาทิตย์อุทัย

    1. เรื่องของเงิน

    ในญี่ปุ่นการทำธุรกรรมหรือซื้อของส่วนใหญ่มักจะใช้ระบบเงินสด ร้านค้าส่วนใหญ่จะไม่รับบัตรเครดิต นอกจากนี้เครื่อง ATM ทุกเครื่องก็ไม่สามารถใช้งานได้ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความยุ่งยากสำหรับผู้ที่ใช้บัตรเครดิตที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก

    แม้ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วและมีห้องน้ำสุดไฮเทคล้ำสมัย แต่สังคมญี่ปุ่นยังเลือกใช้ระบบเงินสดมากกว่าบัตรเครดิต เนื่องจากธนาคารญี่ปุ่นใช้ระบบที่ไม่เหมือนใคร โดยจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมที่ค่อนข้างสูงในการทำธุรกรรมทางการเงินทุกครั้ง ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าธรรมเนียมในอัตราที่สูงและกระทบกับราคาสินค้า บรรดาร้านค้าจึงไม่รับบัตรเครดิต อย่างไรก็ตาม คุณสามารถใช้บัตรเครดิตเพื่อชำระเงินในซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่หรือร้านอาหารหรูหราได้ แต่จะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมด้วย

    แล้วจะต้องทำอย่างไร? คุณอาจไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากพกเงินสดไว้กับตัว ซึ่งประเทศญี่ปุ่นขึ้นชื่อในเรื่องของความปลอดภัยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นประเทศที่ปลอดมิจฉาชีพ 100% ดังนั้นการเฝ้าระวังสิ่งของมีค่าก็เป็นสิ่งที่พึงกระทำแม้ว่าจะอยู่ในประเทศญี่ปุ่นก็ตาม

    2. ระบบคมนาคมขนส่งสุดซับซ้อน

    ระบบการคมนาคมขนส่งในญี่ปุ่นอาจเข้าใจยาก (เรียกได้ว่าซ้อนในซ้อน) เมื่อเทียบกับในหลายประเทศ โดยในทุกภูมิภาคแม้จะเป็นในพื้นที่เดียวกัน จะมีรถไฟหลายประเภทที่ดำเนินกิจการโดยบริษัทที่ต่างกันออกไป มีบริษัทขนาดใหญ่อย่าง JR ซึ่งให้บริการทั่วทั้งญี่ปุ่น และระบบรถไฟใต้ดินในภูมิภาค เช่น Tokyo Metro ที่ให้บริการเฉพาะในพื้นที่โตเกียวเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีบริษัทรถประจำทางอยู่มากมายในญี่ปุ่น ทำให้บางสถานที่อาจมีวิธีเดินทางไปได้มากกว่า 5 วิธี!

    ตามหลักทั่วไปการเดินทางด้วยรถประจำทางมักจะมีราคาถูกกว่า แต่ข้อเสียเปรียบก็คือ ต้องใช้เวลาเดินทางนานกว่าจะไปถึงยังจุดหมายปลายทาง ในทางกลับกันรถไฟมักจะมีค่าโดยสารที่แพงกว่าแต่จะใช้เวลาในการเดินทางที่สั้นกว่า

    นอกจากนี้การคำนวณค่าโดยสารอาจทำให้คุณปวดหัวได้เช่นกัน เพราะมีบางเส้นทางที่คุณต้องจ่ายค่าโดยสารพิเศษ ซึ่งโดยปกติจะเกิดขึ้นเมื่อรถไฟที่คุณใช้บริการนั้นวิ่งร่วมอยู่ในเส้นทางที่เป็นของบริษัทรถไฟแห่งอื่นด้วย ขอเพียงให้แน่ใจว่าคุณรู้ค่าโดยสารที่ถูกต้องก่อนที่จะออกเดินทาง! ในกรณีที่คุณคำนวณค่าโดยสารผิดก็ไม่ต้องกังวลแต่อย่างใด เพียงแค่เดินไปจ่ายเงินเพิ่มที่ช่องบริการของแต่ละสถานีเท่านั้น

    3. ข้อจำกัดเรื่องอายุ

    ในประเทศญี่ปุ่นคุณจะต้องมีอายุ 20 ปีขึ้นไป ถึงจะสามารถดื่มเหล้าหรือสูบบุหรี่ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ดังนั้นหากคุณมีเด็กที่อายุต่ำกว่า 20 ปีเดินทางมาพร้อมกับคุณ โปรดอย่าให้พวกเขาดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รวมไปถึงสาเก เพราะตามกฎหมายของญี่ปุ่นนั้น ผู้ขายและผู้ซื้ออาจถูกปรับหากพบว่ามีความผิดในการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้แก่ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี

    อย่างไรก็ตามการปฏิบัติตามกฏหมายข้อนี้อาจถูกละเลยไป เพราะการดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ในผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะยังคงเป็นที่แพร่หลายในหมู่เยาวชนชาวญี่ปุ่น แต่ในฐานะนักท่องเที่ยวคุณก็คงไม่อยากให้ทริปญี่ปุ่นต้องหมดสนุก เพียงเพราะต้องเสียเงินค่าปรับจริงไหม?

    4. ออกไปทานอาหารกลางวันกันเถอะ!

    ถ้าคุณเป็นคนรักการทานอาหารเป็นชีวิตจิตใจ หากวางแผนดี ๆ คุณจะสามารถประหยัดเงินค่าอาหารได้เยอะเลยทีเดียว! ร้านอาหารส่วนใหญ่ในญี่ปุ่นจะมีนโยบายที่ผู้เขียนชอบเรียกว่า “นโยบายมื้อเที่ยงจ่ายน้อย มื้อค่ำจ่ายแพง” โดยเกือบทุกร้านอาหารจะมีส่วนลดหรือโปรโมชั่นในช่วงมื้อกลางวัน ซึ่งปกติจะเริ่มตั้งแต่ 11 โมงเช้าถึงบ่าย 2 โมง ในทางกลับกัน สำหรับมื้อค่ำราคาของเมนูอาหารในแบบเดียวกันจะเริ่มเปลี่ยนตั้งแต่ประมาณ 6 โมงเย็นหรือ 1 ทุ่ม และความแตกต่างของราคาอาจสูงถึง 50% เลย!

    ถ้าคุณต้องการที่จะประหยัดเงินสำหรับมื้อเย็น ตามร้านสะดวกซื้อและห้างสรรพสินค้าจะจำหน่ายข้าวกล่องเบนโตะในราคาที่ถูกลง โดยปกติจะเริ่มตั้งแต่เวลา 2 ทุ่ม ซึ่งข้าวกล่องเบนโตะมักมีราคาถูกแม้กระทั่งช่วงเวลาก่อนการลดราคา (อาจมีราคาเพียงแค่ประมาณ 300 เยน) ดังนั้นจึงถือเป็นตัวเลือกที่ดีในการประหยัดเงิน และอีกหนึ่งทางเลือกคือ ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดเช่น ร้านสุคิยะ (Sukiya), ร้านโยชิโนยะ (Yoshinoya) และร้านมัตสึยะ (Matsuya) ซึ่งร้านอาหารเหล่านี้จำหน่ายอาหารในราคาประมาณ 500 เยนเท่านั้น

    สรุปก็คือ ถ้าอยากประหยัดค่าอาหารให้เลือกทานอาหารที่ร้านในช่วงเวลากลางวัน และมื้อเย็นอาจจะลองแวะซื้ออาหารจากร้านสะดวกซื้อหรือซูเปอร์มาร์เกตในช่วงลดราคาแทน

    5. การลงทะเบียนจักรยาน

    ปัญหาการโจรกรรมจักรยานและร่มเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยที่สุดในญี่ปุ่น การโจรกรรมร่ม…ฟังแล้วอาจจะตกใจใช่ไหม? แต่มันไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลาและไม่ได้เกิดขึ้นทุกแห่ง แต่ก็มีส่วนทำให้สถิติรายงานอาชญากรรมสูงขึ้น ในส่วนของความพยายามที่จะลดการโจรกรรมจักรยานในประเทศญี่ปุ่นนั้น จักรยานทุกคันจะต้องมีหมายเลขทะเบียน เพราะหากคุณทำจักรยานหาย คุณสามารถรายงานได้ที่สถานีตำรวจและเลขทะเบียนดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อการค้นหาของเจ้าหน้าที่ ซึ่งบ่อยครั้งที่พวกเขาหาเจอและสามารถส่งคืนให้กับเจ้าของได้

    อีกด้านหนึ่งของระบบที่ยอดเยี่ยมนี้ก็คือ การขี่จักรยานซึ่งไม่ได้เป็นของคุณถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แม้ว่าจะเป็นรถจักรยานที่ถูกทิ้งไว้อยู่ข้างถนน ก็ไม่สามารถเอามาขี่เล่นได้ เพราะคุณอาจจะถูกเรียกเงินค่าปรับจากการโจรกรรมจักรยาน! อาจฟังดูเข้มงวด แต่ต้องเข้าใจว่าที่นี่คือ ญี่ปุ่น! ประเทศที่มีเรื่องให้คุณประหลาดใจได้เสมอ!

    ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีเอกลักษณ์ด้วยวิวทิวทัศน์อันน่าทึ่งและวัฒนธรรมที่น่าสนใจมาก และเสน่ห์อีกอย่างก็คือ การกระทำ “แปลก ๆ ” บางอย่างในญี่ปุ่นทำให้ทั่วโลกตกตะลึงและทำให้ญี่ปุ่นเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ตัวอย่างเช่น “ไม่มีการให้ทิป” “ไม่เดินขณะรับประทานอาหาร” รวมถึงกฎเกณฑ์ทางสังคม เช่น “ไม่พูดกันบนรถไฟ” และอื่น ๆ

    หากคุณค้นหาในอินเทอร์เน็ต อาจจะเจอตัวอย่างกฎระเบียบหรือกฎหมายของญี่ปุ่นที่น่าสนใจอยู่มากมาย ลองทำความเข้าใจเล็กน้อยก่อนเดินทางมาญี่ปุ่น แม้ว่าหลายอย่างอาจจะดูยุ่งยากแต่ผู้เขียนจะบอกว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีสิ่งต่าง ๆ ให้ค้นหาแบบไม่รู้จบจริง ๆ ลองมาสัมผัสประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่แสนแปลกแต่ก็สวยงามนี้แล้วจะประทับใจไม่รู้ลืม