5 เคล็ดลับการพัฒนาทักษะภาษาญี่ปุ่นอย่างรวดเร็ว!

  • ภาษา
  • ภาษาญี่ปุ่นได้ชื่อว่าเป็นภาษาที่เรียนรู้ได้ยากภาษาหนึ่ง นักบวชชาวยุโรปที่เข้ามาเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในญี่ปุ่นยุคแรก ๆ ต่างเรียกภาษาญี่ปุ่นว่าเป็น “ภาษาของปีศาจ” ซึ่งผู้เขียนเองก็เข้าใจความรู้สึกดังกล่าวเป็นอย่างดีหลังจากที่ได้ใช้ชีวิตในญี่ปุ่นและเรียนรู้ภาษานี้มาเกือบ 10 ปี ในครั้งนี้จะขอนำเสนอ 5 วิธีที่จะช่วยให้สามารถเรียนภาษาญี่ปุ่นได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

    1. สนใจคำศัพท์เป็นหลัก

    คนที่เริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่นหลายคนคงปวดหัวกับไวยากรณ์ที่ชวนให้สับสน ไม่ว่าจะเป็นการพยายามจดจำความแตกต่างของกริยาประเภทต่าง ๆ การผันกริยา เช่น รูป て (te), รูป た (ta) และอื่น ๆ อีกมากมาย หากต้องการเพียงแค่สื่อสารระดับเบื้องต้นได้ (ซึ่งควรเป็นเป้าหมายหลักสำหรับผู้เริ่มเรียน) ก็ควรสนใจเฉพาะคำศัพท์พื้นฐานและคำช่วยเป็นหลัก

    อาจฟังดูเหลือเชื่อ แต่คุณสามารถสื่อสารได้เพียงแค่เรียงคำศัพท์และคำช่วยให้ถูกต้องเท่านั้น ซึ่งแม้รูปประโยคอาจไม่สละสลวยนัก แต่ก็ถือเป็นการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น หากต้องการพูดว่า “ฉันไปที่ร้านกับคุณไม่ได้” แต่ไม่รู้หลักไวยากรณ์ ก็เพียงแค่เรียงคำศัพท์และคำช่วยรวมกันออกมาเป็นประโยค “วาตาชิ วะ อานะตะ โตะ สะตอเระ นิ อิกุ เดกิรุ นัย/watashi wa anata to store ni iku dekiru nai” ซึ่งแม้จะไม่ถูกหลักไวยากรณ์ แต่ก็พอจะฟังเข้าใจได้ โปรดจำไว้ว่าการสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจเป็นสิ่งสำคัญกว่าความถูกต้องสำหรับการใช้ชีวิตในญี่ปุ่น

    2. หมั่นฟังตลอดเวลา

    การฟังถือเป็นทักษะที่สำคัญที่สุดในการเรียนภาษา งานวิจัยทางภาษาศาสตร์เมื่อไม่นานมานี้ระบุว่าการฟังอาจเป็นกุญแจสำคัญในการเรียนไวยากรณ์ การออกเสียง และการพูด กล่าวคือหากไม่เข้าใจสิ่งใดก็จะไม่สามารถมองเห็นสิ่งนั้นได้ ดังนั้นการฝึกทักษะการฟังจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก พยายามฟังเนื้อหาภาษาญี่ปุ่นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และถึงแม้ว่าการดูหนังและการฟังเพลงจะเป็นทางเลือกที่ดี แต่จากการศึกษาพบว่าสิ่งเหล่านี้อาจให้ผลน้อยกว่าที่คาดไว้

    การฟังซีดีประกอบตำราเรียนเป็นสิ่งที่มีประโยชน์อย่างมาก โดยสิ่งสำคัญคือจะต้องฝึกฟังตามระดับทักษะที่มีอยู่ หากฟังสิ่งที่ยากเกินไปจะทำให้สมองล้าและไม่สามารถจับใจความได้ ในทางกลับกัน หากฟังสิ่งที่ง่ายเกินไปก็จะไม่เกิดการเรียนรู้ใด ๆ เลย ทางที่ดีควรพยายามฟังเนื้อหาที่มีความยากมากกว่าระดับทักษะในปัจจุบันเล็กน้อย

    3. ฝึกพูดตาม (Shadowing)

    ตามที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่าการฟังถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก ซึ่งวิธีหนึ่งที่จะช่วยพัฒนาทักษะการฟัง การพูด และการออกเสียงได้พร้อมกันคือ เทคนิคการพูดตาม หรือ Shadowing โดยให้พูดตามสิ่งที่ได้ยินออกมาดัง ๆ โดยเว้นระยะตามหลังจากเสียงในเทปเล็กน้อย

    ตัวอย่างเช่น บรรทัดแรกของประโยคด้านล่างนี้คือ เสียงจากเทป ส่วนบรรทัดถัดไปคือสิ่งที่พูดตาม:

    วาตาชิ วะ ทาโกะยากิ โวะ ทาเบไต เดส わたし は たこやき を たべたいです
    วาตาชิ…วะ….ทาโกะยากิ…โวะ ทาเบไต เดส わたし…は….たこやき…を たべたいです

    การฝึกพูดตามแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน เริ่มจากให้ฟังเสียงพูดจากเทป โดยขณะฟังให้นึกภาพคำเหล่านั้นไว้ในใจด้วย (ผู้เขียนใช้วิธีนึกเป็นภาษาคาราโอเกะ) ฟังหลาย ๆ ครั้งจนกว่าจะจำภาพตัวอักษรของประโยคที่ได้ยินเกือบทั้งหมด จากนั้นให้พูดตามเทป โดย “อ่าน” ภาพของประโยคเหล่านั้นที่อยู่ในใจออกมาเหมือนร้องคาราโอเกะ ซึ่งจะช่วยให้ตรวจสอบได้ว่าคำที่นึกภาพไว้นั้นตรงกันกับสิ่งที่พูดออกมาหรือไม่ นอกจากนี้การพยายามพูดให้เหมือนเทปยังเป็นการช่วยพัฒนาทักษะการออกเสียงอีกด้วย ในขั้นตอนสุดท้ายเมื่อสามารถพูดตามได้เกือบทั้งหมดแล้ว ให้เปิดหนังสือที่ใช้ฝึกพูดตามแล้วฝึกพูดโดยอ่านออกเสียงเพื่อตรวจเช็คสิ่งที่ฟังเป็นครั้งสุดท้าย

    4. ร้องเพลง

    แม้ผู้เขียนจะบอกไว้ข้างต้นว่าการฟังเพลงไม่ได้ช่วยพัฒนาทักษะการฟังเท่าไรนัก แต่เสียงเพลงก็ถือเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการเรียนภาษาได้เป็นอย่างดี ผู้ที่สามารถออกเสียงภาษาที่สองได้ดีเท่าที่ผู้เขียนเคยพบมานั้นทุกคนเป็นนักร้อง ซึ่งมีงานวิจัยทางภาษาศาสตร์หลายชิ้นที่แสดงให้เห็นว่าเสียงเพลงกับการพูดมีความเชื่อมโยงกันอยู่ภายใน ซึ่งบางคนเชื่อว่าภาษาเกิดขึ้นจากการร้องเพลงมากกว่าวิธีการอื่น ๆ ด้วยเหตุนี้การร้องเพลงที่ชื่นชอบจึงไม่เพียงแต่เป็นเรื่องสนุกเท่านั้น แต่ยังช่วยพัฒนาทักษะการออกเสียงได้อีกด้วย

    5. อ่านเพื่อความเพลิดเพลิน

    หนึ่งในวิธีที่ผู้เขียนคิดว่าสำคัญที่สุดในการรักษาระดับทักษะทางภาษา พัฒนาไวยากรณ์ และเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ ๆ ได้แก่ การอ่านเพื่อความเพลิดเพลิน โดยมีหลักฐานเป็นจำนวนมากที่แสดงให้เห็นว่าการอ่านหนังสือเป็นประจำจะส่งผลต่อการพัฒนาทักษะทางภาษาได้เป็นอย่างดี แต่อย่าลืมว่าถ้าเลือกเรื่องที่มีเนื้อหายากเกินไปก็จะกลายเป็นการเสียเวลาเปล่าเช่นกัน

    ผู้เขียนเคยซื้อ Harry Potter ฉบับแปลภาษาญี่ปุ่นมาอ่านเมื่อหลายปีก่อน เพราะเป็นแฟนพันธุ์แท้ของซีรีส์ชุดนี้ และอ่านแต่ละภาคนับได้ประมาณ 5-6 ครั้ง ตอนแรกก็คิดว่าฉบับภาษาญี่ปุ่นจะไม่ยากมาก แต่เมื่อได้อ่านไปแค่บทเดียวก็ต้องปาทิ้งทันที กว่าจะอ่านต่อได้ก็ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งผู้เขียนต้องคอยเปิดหาคำศัพท์และตัวคันจิอยู่เกือบตลอดเวลา และกว่าจะเข้าใจความหมายได้ก็ลืมไปแล้วว่าอ่านไปถึงไหน ตลอดสัปดาห์นั้นแทบไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย หลังจากถอดใจจากหนังสือเรื่องนี้ก็ได้ลองไปสำรวจมังงะที่ภรรยาสะสมไว้และพบว่ามีเรื่อง Rurouni Kenshin (ซามูไรพเนจร) ครบทุกเล่ม ซึ่งส่วนตัวก็เป็นแฟนพันธุ์แท้ของการ์ตูนเรื่องนี้ในเวอร์ชั่นอนิเมะเช่นเดียวกัน จึงตัดสินใจว่าจะลองอ่านฉบับมังงะดู ปรากฏว่าอ่านได้ครบทุกเล่มภายในเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์

    ผู้เขียนจึงขอแนะนำให้เริ่มจากการอ่านมังงะภาษาญี่ปุ่นก่อน เนื่องจากมีตัวคันจิไม่มากนัก รวมถึงมีเนื้อหาไม่ยากเกินไป และมีภาพที่ช่วยให้พอจะเข้าใจเนื้อเรื่องได้ แม้จะไม่เข้าใจร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ตาม

    โบนัสแถม: อย่ากังวลเรื่องตัวคันจิมากเกินไป

    คำแนะนำอย่างสุดท้าย: อย่าเสียเวลาหาศัพท์คันจิมากเกินไป ขอย้ำอีกครั้งว่าการอ่านนี้ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการเรียนภาษา หากต้องการเพียงแค่สื่อสารได้และสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น ก็ไม่จำเป็นต้องใช้คันจิมากมายแต่อย่างใด แค่สิ่งที่พบเจอในชีวิตประจำวันก็เรียนรู้ได้มากพอแล้ว!