Sony หรือ Canon? Yodobashi หรือ Bic Camera กับ 7 เคล็ดลับการซื้อกล้องในญี่ปุ่น

  • เคล็ดลับ
  • ประเทศญี่ปุ่นเป็นดินแดนในฝันสำหรับช่างภาพ ไม่ว่าจะเป็นศาสนสถานเก่าแก่และงานศิลปะชั้นเลิศไปจนถึงหาดทรายอันสวยงามราวกับแดนสวรรค์รวมถึงป่าไผ่ที่ดูลึกลับ ที่นี่เปิดโอกาสให้เก็บภาพอันน่าอัศจรรย์ได้มากมายรวมถึงการขัดเกลาทักษะการถ่ายภาพให้ดียิ่งขึ้น

    ญี่ปุ่นยังมีชื่อเสียงในฐานะผู้ผลิตกล้องชั้นเลิศมากมายโดยมีแบรนด์ดังหลายแบรนด์ที่ก่อตั้งขึ้นในประเทศนี้ไม่ว่าจะเป็น Sony, Canon, Nikon, Olympus และ Fujifilm

    สำหรับคนรักกล้อง ประเทศญี่ปุ่นถือเป็นแดนสวรรค์อย่างแท้จริง อย่างไรก็ตามการซื้อกล้องในญี่ปุ่นก็ใช่ว่าจะง่ายอย่างที่ตาเห็น เพราะกว่าจะได้กล้องที่ถูกใจก็ต้องใช้เวลาออกสำรวจและเปรียบเทียบราคาอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการมองหารุ่นที่ราคาถูกกว่าที่จำหน่ายในประเทศของตัวเอง

    เนื่องจากญี่ปุ่นมีกล้องให้เลือกมากมายหลายแบบ หลายคนจึงอาจสับสนว่าควรไปที่ร้านไหนหรือจะทราบราคาที่คุ้มที่สุดได้อย่างไร เพื่อให้ขั้นตอนนี้สะดวกขึ้น เราได้รวบรวมเคล็ดลับการซื้อกล้องในญี่ปุ่น 7 ข้อที่จะช่วยให้ผู้อ่านค้นพบกล้องที่ใช่ได้ง่ายยิ่งขึ้น!

    1. ร้านขายกล้องมีอยู่ทุกที่

    ร้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่หลายแห่งที่พบเห็นได้ทั่วประเทศมีชั้นสำหรับขายกล้องโดยเฉพาะ ซึ่งมีทั้งประเภท แบรนด์ รุ่น และระดับราคาให้เลือกมากมาย

    ร้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุด ได้แก่ Yodobashi Camera และ Bic Camera ซึ่งสามารถพบเห็นได้ตามเมืองใหญ่ทุกแห่ง รวมถึงเมืองเล็กหรือเมืองที่อยู่ห่างไกลบางเมืองด้วย! ร้านเหล่านี้มีขนาดใหญ่มากจนสามารถใช้เวลาเดินสำรวจได้ทั้งวัน โดยเกือบทุกสาขาจะมีคู่มือเป็นภาษาอังกฤษซึ่งช่วยให้ค้นหาชั้นที่จำหน่ายกล้องได้สะดวกยิ่งขึ้น

    นอกจากร้านชื่อดังแล้ว ยังมีร้านจำหน่ายกล้องโดยเฉพาะอีกมากมายอยู่ตามที่ต่าง ๆ รวมถึงร้านขายกล้อง Leica ในเกียวโตและโตเกียว และ Map Camera ร้านจำหน่ายกล้องและเลนส์มือสองในชินจูกุ

    สิ่งหนึ่งที่ร้านเหล่านี้มีเหมือนกันคือ มีทั้งกล้องและอุปกรณ์เสริมให้เลือกจนละลานตาไปหมด แต่ก็มีการจัดแสดงกล้องเอาไว้เกือบทุกรุ่นเพื่อให้ลูกค้าได้หยิบจับและทดลองใช้ได้อย่างสะดวกเช่นเดียวกัน ซึ่งถือเป็นเรื่องดีมากเนื่องจากลูกค้าสามารถทดลองใช้กล้องได้จริงก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ รวมถึงยังสามารถเปรียบเทียบคุณภาพ ลักษณะ และสัมผัสของกล้องได้โดยไม่ต้องรอให้พนักงานร้านมาสาธิตให้ดู

    ไม่ว่าจะไปที่ไหนในญี่ปุ่นก็มีร้านขายกล้องอยู่ไม่ไกล และเกือบทุกร้านยังเปิดโอกาสให้ทดลองใช้กล้องได้ตามสบายเป็นเวลานานเท่าไรก็ได้ตามต้องการ

    เว็บไซต์ร้าน Yodobashi Camera *เฉพาะภาษาญี่ปุ่น

    เว็บไซต์ร้าน Bic Camera

    เว็บไซต์ร้านขายกล้อง Leica *เฉพาะภาษาอังกฤษ

    เว็บไซต์ร้าน Map Camera *มีระบบแปลภาษาอัตโนมัติ

    2. การตั้งค่าภาษาอังกฤษ

    camera-menu-japanese

    รูปของผู้เขียน

    เคล็ดลับที่สำคัญมากอย่างหนึ่งในการซื้อกล้องที่ญี่ปุ่น ได้แก่ การตรวจสอบให้แน่ใจว่ากล้องที่จะซื้อมีการตั้งค่าภาษาอังกฤษ (หรือภาษาที่ต้องการ) อยู่ด้วย โดยเฉพาะกล้องรุ่นใหม่หรือกล้องคุณภาพสูงที่ต้องใช้เมนูของกล้องบ่อยครั้งและต้องการทำความเข้าใจให้ชัดเจน

    แน่นอนว่าโดยทั่วไปย่อมมีการคาดหวังว่ากล้องรุ่นใหม่ ๆ ทุกรุ่นต้องมีการตั้งค่าภาษาอังกฤษหรือภาษาอื่นอยู่ด้วย เนื่องจากกล้องแบรนด์ญี่ปุ่นในประเทศอื่น ๆ ก็มีการตั้งค่าดังกล่าวอยู่ทั้งนั้น อย่างไรก็ตาม กล้องของผู้ผลิตรายใหญ่บางรายอย่าง Sony หรือ Panasonic ที่จำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นจะไม่มีการตั้งค่าภาษาอังกฤษอยู่ด้วย

    เหตุผลหลักที่มีข้อจำกัดดังกล่าว เนื่องจากผู้ผลิตต้องการป้องกันไม่ให้มีการส่งออกกล้องของญี่ปุ่นหรือหิ้วไปขายยังประเทศอื่น ๆ โดยไม่ได้รับอนุญาต ด้วยเหตุนี้กล้องบางรุ่นจึงผลิตขึ้นโดยมีการตั้งค่าเป็นภาษาญี่ปุ่นเพียงอย่างเดียวและไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ จึงควรระวังเรื่องนี้ไว้ด้วย!

    หากไม่แน่ใจว่ากล้องที่ต้องการมีระบบภาษาอังกฤษหรือไม่ ให้ลองสอบถามพนักงานร้านหรือตรวจสอบรายละเอียดของกล้องแต่ละรุ่นภายในร้าน ซึ่งแม้ว่าจะมีหลายรุ่นที่มีภาษาอังกฤษอยู่ด้วย แต่ทางที่ดีก็ควรตรวจเช็คไว้ก่อน

    นอกจากนี้คู่มือการใช้กล้องอาจจะมีแค่ภาษาญี่ปุ่นอีกด้วย (แม้ว่าคู่มือของกล้องบางรุ่นจะมีหลายภาษาก็ตาม) ซึ่งวิธีที่ง่ายที่สุด คือ ลองค้นหากล้องรุ่นเดียวกันที่จำหน่ายในต่างประเทศทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะมีคู่มือเป็นภาษาอื่นให้ดาวน์โหลดอยู่ด้วย

    3. ทดลองใช้กล้องภายในร้าน

    camera-store

    รูปของผู้เขียน

    การซื้อกล้องในญี่ปุ่นมีข้อดีอย่างหนึ่งคือร้านค้าเกือบทุกแห่งเปิดโอกาสให้ลูกค้านำเมมโมรี่การ์ดของตัวเองมาใช้กับกล้องรุ่นที่สนใจภายในร้านเพื่อทดลองถ่ายรูปและนำไปตรวจเช็คบนคอมพิวเตอร์ของตัวเองได้

    เพียงนำเมมโมรี่การ์ดไปที่ร้าน ทดลองถ่ายรูปโดยใช้ฟังก์ชั่นและการตั้งค่าแบบต่างๆ แล้วดูรูปที่ถ่ายมาเพื่อนำมาใช้ในการตัดสินใจเลือกกล้องที่จะซื้อ ซึ่งนับเป็นระบบที่ทั้งสะดวกและยอดเยี่ยมที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้ทดลองใช้จนเกิดความมั่นใจก่อนตัดสินใจเลือกซื้อกล้อง

    4. การขอคืนภาษี

    duty-free-japan

    รูปของผู้เขียน

    ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของการซื้อกล้องหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ที่ญี่ปุ่นคือ การที่สินค้าหลายชนิดสามารถขอคืนภาษีได้ (ได้รับยกเว้นภาษี) เฉพาะผู้ที่พำนักในประเทศญี่ปุ่นระยะสั้น (ไม่เกิน 6 เดือน)

    เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถขอคืนภาษีได้ จะต้องนำหนังสือเดินทางไปที่ร้าน ซึ่งทางร้านจะขอให้ลงชื่อในแบบฟอร์ม “หลักฐานยืนยันการซื้อ” โดยมูลค่าการซื้อขั้นต่ำที่สามารถขอคืนภาษีได้จะอยู่ที่ 5,000 เยน และจะต้องมีมูลค่าสูงสุดไม่เกิน 500,000 เยน หรือประมาณ 1,430-143,00 บาท

    สิ่งนี้ช่วยให้ประหยัดเงินได้พอสมควร เนื่องจากสามารถขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งปัจจุบัน (ปี 2017) อยู่ที่ 8% (ซึ่งอาจเพิ่มขึ้นเป็น 10% ในอีกไม่นาน)

    ในส่วนของร้านที่มีบริการขอคืนภาษีนั้นได้แก่ ร้าน Bic Camera และ Yodobashi สำหรับร้านขนาดเล็กอย่าง Map Camera นั้นให้ลองสอบถามกับทางร้านดู ข้อควรระวังคือ ต้องนำหนังสือเดินทางตัวจริงไปด้วยเท่านั้น ไม่สามารถใช้สำเนาได้!

    5. กล้องในญี่ปุ่นบางครั้งก็อาจมีราคาแพงได้

    camera-store-1

    รูปของผู้เขียน

    ตอนไปซื้อกล้องใหม่ในญี่ปุ่นครั้งแรก ผู้เขียนนึกว่าราคาจะถูกกว่าและจะช่วยประหยัดเงินได้มากกว่า เนื่องจากคิดว่าผู้ผลิตในประเทศไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศ เพราะฉะนั้นกล้องที่จำหน่ายในญี่ปุ่นก็น่าจะราคาถูกกว่าที่จำหน่ายในประเทศอื่น ๆ

    แต่แล้วก็พบว่าตัวเองคิดผิดอย่างแรง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์คุณภาพสูงที่จำหน่ายในญี่ปุ่นก็มีราคาแพงเหมือนกับในประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงอัตราแลกเปลี่ยนและค่าธรรมเนียมบัตรเครดิตด้วยแล้ว ดังนั้นจึงควรเปรียบเทียบราคาที่จำหน่ายในประเทศของตนเองก่อนจะวางแผนมาซื้อกล้องที่ญี่ปุ่น

    อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่มองหาผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงหรืออุปกรณ์ที่เชื่อถือได้และมีประสิทธิภาพ ญี่ปุ่นก็ยังคงเป็นแหล่งรวมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำแห่งหนึ่ง และสำหรับผู้ที่มองหาสินค้าในราคาพิเศษ ลองไปที่ย่านอากิฮาบาระในโตเกียว ซึ่งมีร้านจำหน่ายอุปกรณ์อิเล็กทรอสิกส์มือสองอยู่หลายแห่ง รวมถึงกล้องและเลนส์ใช้แล้วในราคาถูกอยู่ด้วย

    6. มีบริการรับประกันทั่วโลกหรือไม่

    ที่จริงแล้วเรื่องนี้อาจไม่จำเป็นต้องกล่าวถึง แต่ก็ควรตรวจสอบรูปแบบการรับประกันของกล้องให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อ โดยปกติแล้วร้านขนาดใหญ่หลายแห่ง เช่น Bic Camera จะสามารถติดต่อกับผู้ผลิตได้โดยตรง จึงสามารถขอให้พนักงานติดต่อไปยังผู้ผลิตเพื่อสอบถามเกี่ยวกับรูปแบบการรับประกัน ระยะเวลารับประกัน รวมถึงมีบริการรับประกันทั่วโลกหรือไม่

    โดยทั่วไปแล้วผู้ผลิตรายใหญ่จะมีบริการรับประกันทั่วโลกอยู่แล้ว โดยจะมีระบุไว้ในกล่อง ซึ่งสามารถขอให้พนักงานช่วยตรวจสอบเพื่อความแน่ใจได้ทุกเมื่อ

    7. ความช่วยเหลือสำหรับผู้ใช้ภาษาอังกฤษในประเทศญี่ปุ่น

    โดยทั่วไปการค้นหาพนักงานร้านค้าในญี่ปุ่นที่สามารถพูดภาษาอังกฤษ (หรือภาษาอื่นได้) นั้นเป็นเรื่องยาก อาจต้องลองไปร้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ในย่านชินจูกุหรือชิบูย่าในโตเกียว ซึ่งมักจะมีพนักงานชาวต่างชาติอยู่ด้วยและมีแนวโน้มที่จะมีพนักงานที่พูดภาษาอังกฤษได้อย่างน้อยหนึ่งคน

    อย่างไรก็ตาม พนักงานบริการลูกค้าของญี่ปุ่นนั้นขึ้นชื่อเรื่องความสุภาพและความเต็มใจช่วยเหลือเป็นอย่างมากอยู่แล้ว โดยพนักงานเหล่านี้จะพยายามทำความเข้าใจสิ่งที่ลูกค้ากำลังมองหาภายในร้าน และจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อช่วยลูกค้าค้นหากล้องแบบที่ต้องการ ซึ่งการนำรูปภาพของรุ่นที่ต้องการไปด้วยหรือการอธิบายฟังก์ชั่นต่าง ๆ ที่ต้องการใช้งานก็จะช่วยได้พอสมควร

    บทสรุปส่งท้าย

    ทั้งหมดนี้คือเคล็ดลับ 7 ข้อที่ควรพิจารณาในการซื้อกล้องที่ญี่ปุ่น ซึ่งมีให้เลือกมากมายละลานตาไปหมดจนสามารถใช้เวลาค้นหาและทดลองใช้กล้องดี ๆ ได้ทั้งวันเลยทีเดียว!

    จากประสบการณ์ส่วนตัว ผู้เขียนซื้อกล้องในญี่ปุ่นมาแล้วหลายครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก ทั้งความคุ้มค่าจากสิ่งที่ได้รับและไม่เคยเจอปัญหาใหญ่อะไรเลย เคล็ดลับที่กล่าวถึงไปนี้ก็มาจากประสบการณ์ส่วนตัวของผู้เขียนเองและประเด็นเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่พบในการซื้อของที่ญี่ปุ่น

    เมื่อทราบถึงข้อควรพิจารณาเหล่านี้แล้ว ผู้เขียนเชื่อว่าคุณผู้อ่านจะต้องได้รับประสบการณ์ที่ดีในการซื้อกล้องหรืออุปกรณ์กล้องตามที่ต้องการได้อย่างแน่นอน ขอให้สนุกกับการค้นหากล้องที่ใช่สำหรับคุณ!