รู้จักกับ 4 “ดอกไม้” แห่งหม้อไฟนาเบะญี่ปุ่น ! เมนูคลายหนาวที่ดีที่สุด

  • ย่านต่างๆ
  • อาหาร
  • ช่วงเวลากลางวันที่สั้นลงและกลางคืนอันหนาวเย็นในฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว! คงไม่มีอะไรจะเป็นตัวเลือกที่ดีไปกว่าการรับประทานอาหารที่เพิ่มความอบอุ่นแก่ร่างกาย และด้วยหม้ออเนกประสงค์ของประเทศญี่ปุ่นที่สามารถใช้ทำอาหารได้หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นสุกี้ยากี้ไปจนถึง มตสึนาเบะ (motsunabe) ที่ใช้เครื่องในของหมูและวัว ซึ่งคุณรู้ไหมว่าหม้อไฟในญี่ปุ่นนั้ มีด้วยกัน 4 แบบ และถูกตั้งชื่อตามดอกไม้และต้นไม้ ก่อนที่เราจะไปอิ่มอร่อยคลายหนาว มาลองทำความรู้จักกับพระเอกทั้งสี่ หรือ F4 (Flower 4) ในโลกแห่งหม้อไฟกันดีกว่า!

    เหตุผลที่ใช้ชื่อดอกไม้?

    ก่อนที่จะแนะนำพระเอกทั้ง 4 แห่งนาเบะหรือหม้อไฟแบบญี่ปุ่นนั้น จะขออธิบายถึงเหตุผลในการตั้งชื่อสักเล็กน้อย ซึ่งเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์การบริโภคเนื้อของประเทศญี่ปุ่น โดยในสมัยก่อนประเทศญี่ปุ่นไม่มีการเลี้ยงสัตว์เพื่อบริโภค แต่เนื้อที่ได้จะมาจากการล่าสัตว์ เช่น เนื้อกวางและเนื้อหมูป่า ซึ่งจะนิยมบริโภคมากกว่าเนื้อประเภทอื่นอย่าง เนื้อไก่ เนื้อหมู หรือเนื้อวัว

    ต่อมาหลังจากการเข้ามาของพระพุทธศาสนาในญี่ปุ่น มีประเด็นเกี่ยวกับการฆ่าสัตว์ เป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ และถึงแม้การรับประทานเนื้อสัตว์จะเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ แต่การฆ่าสัตว์นั้นเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ นอกจากนี้ ยิ่งสัตว์มีขามากเท่าไร ยิ่งเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ที่จะฆ่าเพื่อนำไปเป็นอาหาร มีเพียงช่วงหลังการพัฒนาประเทศอย่างรวดเร็วหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่คนญี่ปุ่นรับประทานเนื้อสัตว์มากกว่าอาหารทะเล

    ย้อนกลับไปในสมัยนารา ด้วยอิทธิพลของศาสนาพุทธส่งผลให้การฆ่าสัตว์และการกินเนื้อสัตว์นั้น กลายเป็นสิ่งต้องห้าม รวมถึงการใช้กับดักต่าง ๆ หรือหอกในการล่าสัตว์ก็เป็นสิ่งต้องห้ามเช่นกัน ในช่วงเวลาเพาะปลูกระหว่างเดือนเมษายนถึงกันยายนได้ถูกกำหนดให้ผู้คนห้ามรับประทาน วัว ม้า สุนัข ลิง และไก่ แต่สามารถทานเนื้อหมูและเนื้อกวางได้

    สำหรับชนชั้นสูงนั้น จะนิยมนำเนื้อไก่มาใช้เป็นอาหารสำหรับช่วงเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ และบรรดาเหล่าขุนนางก็บริโภคนมและผลิตภัณฑ์จากนมสำหรับทดแทนสารอาหารประเภทโปรตีน แต่ในขณะเดียวกัน ศาสนาพุทธไม่ได้เป็นที่แพร่หลายสำหรับชาวบ้านทั่วไป ดังนั้น พวกเขาจึงยังรับประทานเนื้อสัตว์ต่อไป แม้ว่าจะมีข้อห้ามก็ตาม

    ในส่วนของความเข้มงวดเรื่องการห้ามบริโภคเนื้อสัตว์นั้น ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยและขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้ครองอำนาจในช่วงเวลานั้น ยกตัวอย่างเช่น ในยุคคามาคุระ ซึ่งเป็นช่วงที่เหล่าซามูไรครองอำนาจ การห้ามกินเนื้อสัตว์ก็ไม่ได้เข้มงวดสักเท่าไหร่ แต่เมื่อเข้าสู่ยุคเอโดะการห้ามกินเนื้อสัตว์ก็กลับมาเข้มงวดอีกครั้ง

    ในขณะที่ชนชั้นสูงยังคงเคร่งครัดกับกฎระเบียบ แต่สำหรับชาวบ้านสามัญชนยังคงแอบรับประทานเนื้อสัตว์กันอยู่เช่นเดิม ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มีการใช้ชื่อดอกไม้และต้นไม้แทนการเรียกชื่อเนื้อสัตว์โดยตรง เช่น “โบตัน” หรือ ดอกโบตั๋น ถูกนำมาใช้เรียก “เนื้อหมู” เพราะว่ามันสามารถหั่นและเสิร์ฟให้ดูเหมือนกับดอกโบตั๋นได้ ส่วน “เนื้อกวาง” จะใช้ชื่อ “โมมิจิ” ซึ่งก็คือ ใบเมเปิ้ลที่อยู่คู่กับกวางบนบัตรเดือนตุลาคมของฮานาฟูดะ เป็นบัตรเกมของญี่ปุ่นที่มีเค้าโครงมาจากบทกลอนชื่อว่า “เฮียคุนิน อิชชุ (Hyakunin Isshu)” ส่วน “ดอกซากุระ”ถูกใช้เรียก “เนื้อม้า” เพราะมีสีคล้ายกับดอกซากุระ และสุดท้ายคือ “คาชิวะ” หรือ “โอ๊ค” ใช้เรียก “เนื้อไก่” เพราะสีของขนไก่คล้ายกับใบคาชิวะ

    มาดูกันว่า F4 ของหม้อนาเบะแสนอร่อยนี้มีอะไรบ้าง!

    1. โบตันนาเบะ (Botan Nabe)

    โบตันนาเบะ หรือ หม้อไฟโบตั๋น เป็นชื่อที่ได้มาจากการใช้หมูสไลด์บาง ที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนดอกโบตั๋น ส่วนประกอบหลักของนาเบะ ได้แก่ ผัก, เห็ด, พืชหัว, บุก, รำข้าวสาลี, เต้าหู้ และเนื้อหมู ในส่วนของน้ำซุปจะแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ โดยส่วนใหญ่จะใช้ดาชิหรือน้ำสต็อกที่ทำจากสาหร่ายและโบนิโตะฝอยกับมิโซหรือซอสถั่วเหลืองเพื่อเพิ่มรสชาติ และใช้มิรินในการปรุงรสเช่นกัน สำหรับสูตรของเอโดะจะใช้น้ำสต็อกแบบสุกี้ยากี้ ซึ่งเรียกว่า วาริชิตะ (warishita) ทำจากซีอิ๊วและน้ำตาลผสมถั่วเหลืองหรือฮัตโชมิโซะ (hatcho miso) เพื่อเพิ่มความข้นให้กับซุป โบตันนาเบะสไตล์เอโดะมักจะรับประทานคู่กับน้ำจิ้มที่ทำจากไข่ดิบและพริกไทยญี่ปุ่น

    โบตันนาเบะเป็นที่นิยมโดยเฉพาะพื้นที่ในแถบภูเขาของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเนื้อหมูนั้นหาได้ง่าย โดยสถานที่ที่ขึ้นชื่อสำหรับเมนูนี้ที่เราขอแนะนำให้คุณไปลองแวะชิมมีดังนี้!

    i. ชิชินาเบะเรชชะ (Shishi Nabe Ressha)

    ในจังหวัดกิฟุมีบริการรถไฟแบบรุ่นลิมิเต็ด อิดิชั่นที่เรียกว่า ชิชินาเบะเรชชะ (Shishi Nabe Ressha) (เฉพาะภาษาญี่ปุ่น) ซึ่งวิ่งบนเส้นทารุมิ (Tarumi Line) จากสถานีโองากิ (Ogaki Station) ไปยังสถานีทารุมิ (Tarumi Station) ในวันพฤหัสบดี ในช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ของแต่ละปี ยกเว้นช่วงวันหยุดส่งท้ายปีเก่าและวันปีใหม่ (รถไฟจะมีการเปลี่ยนขบวนไปยังรถไฟพิเศษที่สถานีโมโตสุ (Motosu Station))

    ระหว่างการเดินทาง ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 5 นาที อาหารที่ประกอบด้วยโบตันนาเบะ (หรือเรียกว่า ชิชินาเบะ ที่บางครั้งใช้เนื้อหมูป่า) และอาหารท้องถิ่นตามฤดูกาลอื่น ๆ จะถูกเสิร์ฟให้กับผู้โดยสารระหว่างการเดินทาง มีราคาอยู่ที่ 5,500 เยนต่อคน ซึ่งราคานี้รวมค่าเข้าบ่อน้ำพุร้อนอุสึซึมิ (Usuzumi Onsen), ตั๋วลดราคาสำหรับเข้าชมศูนย์สังเกตการณ์แผ่นดินไหว (Jishin Danso Kansatsukan / Taikenkan) และตั๋วเดินทาง 1 วันสำหรับรถไฟสายทารุมิระหว่างสถานีโองากิกับสถานีทารุมิ เมื่อมาถึงยังสถานีทารุมิจะมีรถรับส่งพาคุณไปยังบ่อน้ำพุร้อนอุสึซึมิ และหลังจากนั้นจะเป็นช่วงเวลาอิสระ

    ใครที่สนใจต้องทำการจองล่วงหน้าอย่างน้อย 10 วัน โดยโทรที่หมายเลข 0581-34-8039 (ในกรณีที่มีคนลงทะเบียนในวันที่คุณเลือกน้อยกว่า 25 คน บริการอาจถูกยกเลิก) บริษัทรถไฟจะติดต่อคุณก่อนการเดินทางเพื่อยืนยันและจะส่งข้อมูลซึ่งประกอบด้วยตั๋วและคำแนะนำไปยังที่อยู่ของคุณทางไปรษณีย์ ถ้าหากคุณมีกลุ่มตั้งแต่ 25 คนขึ้นไป บริษัทรถไฟสามารถจัดรถพิเศษสำหรับกลุ่มของคุณได้โดยที่คุณต้องติดต่อล่วงหน้า

    เว็บไซต์รถไฟทารุมิ (Tarumi Railway) *เฉพาะภาษาญี่ปุ่น
    การเดินทาง

    ii. โบตันนาเบะเมืองซาซายามะ

    อีกสถานที่หนึ่งที่คุณไม่ควรพลาด คือ โบตันนาเบะของเมืองซาซายามะ ในจังหวัดเฮียวโงะ ซึ่งเป็นหนึ่งในสามสถานที่สำหรับล่าหมูป่า รวมถึงภูเขาอะมางิบริเวณคาบสมุทรอิซุในชิซุโอกะ และเมืองกุโจในจังหวัดกิฟุ นอกจานี้ โบตันนาเบะยังได้รับการจัดอันดับให้เป็น 100 อันดับแรกของอาหารท้องถิ่น (เฉพาะภาษาญี่ปุ่น) โดยกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และการประมงตั้งแต่ปี 2007 ที่นี่ยังเป็นต้นกำเนิดของโบตันนาเบะ รวมถึงน้ำซุปที่ใช้มิโซเป็นส่วนผสมก็ถูกคิดขึ้นที่นี่

    ทุกปีจะมี งานเทศกาลโบตันนาเบะในซาซายามะ (เฉพาะภาษาญี่ปุ่น) โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน ถึง 15 กุมภาพันธ์ของปีต่อไป เนื่องจากพื้นที่ภูเขาของเมืองนั้นมีชื่อเสียงในเรื่องของเนื้อหมู เมนูนี้จึงเป็นที่นิยมของทั้งชาวท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวด้วยรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ อุดมไปด้วยแหล่งพลังงานชั้นดีที่จะช่วยเพิ่มพูนกำลังกายกำลังใจ และช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่น โบตันนาเบะของที่นี่จะมีส่วนผสมของมิโซขาวและแดง (อัตราส่วนของแต่ละชนิดจะแตกต่างกันไปในแต่ละร้าน) ผสมลงไปในซุปดาชิที่มีผงพริกไทยญี่ปุ่น มิริน และน้ำตาล นอกจากนี้ยังมีรูปแบบอื่น ๆ ได้แก่ เกาลัดมิโซะ, วาริชิตะ, ดาชิใส และน้ำสต็อกมิโซขาว สำหรับเนื้อหมูนั้นแตกต่างจากเนื้อวัวตรงที่สามารถตุ๋นในน้ำซุปได้นาน เพื่อให้รสชาติของเครื่องปรุงซึมเข้าไปในเนื้อ

    เว็บไซต์การท่องเที่ยวซาซายามะ (Sasayama Tourism ) *เฉพาะภาษาอังกฤษ
    การเดินทาง

    2. โมมิจินาเบะ (Momiji Nabe)

    A post shared by Yui (@yuimasa73) on

    โมมิจินาเบะ (Momiji Nabe) เป็นหม้อไฟเนื้อกวางที่ประกอบด้วย โกโบ, เห็ดชิทาเกะ, ต้นหอมญี่ปุ่น, เต้าหู้คนยากุ และผักที่ปรุงสุกในน้ำซุปที่ทำจากเกล็ดโบนิโตะและมิโซ แม้ว่าเนื้อกวางนั้นจะมีตลอดทั้งปี แต่ว่ากันว่าช่วงที่ดีที่สุดสำหรับการทานเนื้อกวาง คือ ฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วง เพราะจะช่วยป้องกันความเมื่อยล้าจากความร้อนและเติมเต็มสารอาหารให้กับร่างกายในช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่อากาศเริ่มหนาวเย็น

    กวางเป็นสัตว์ที่กินพืชผักและหญ้า การแพทย์แผนโบราณจึงถือว่าเป็นเนื้อที่มีคุณค่าทางการรักษา อุดมไปด้วยโปรตีน แคลอรี่ และไขมันต่ำ นอกจากนี้ยังเต็มไปด้วยธาตุเหล็กที่ช่วยป้องกันภาวะโลหิตจาง ดังนั้น จึงเป็นที่นิยมในผู้หญิงและคนรักสุขภาพ โดยทั่วไปเนื้อกวางในญี่ปุ่นจะถูกนำเข้ามาจากฝรั่งเศสและนิวซีแลนด์ ส่วนเนื้อที่ผลิตในประเทศจะมีราคาสูงกว่าเนื้อที่นำเข้ามา

    เมืองทัมบะในจังหวัดเฮียวโงะขึ้นชื่อในเรื่องของเนื้อกวางที่ได้มาจากกวางป่าในพื้นที่เขตภูเขา ซึ่งถูกนำมาใช้สำหรับทำโมมิจินาเบะ หม้อไฟโมมิจิจะถูกเรียกอีกชื่อคือ ชิกะคุอินาเบะ (しかくぃ鍋) ซึ่งแปลว่า การรับประทานกวาง มาจากคำว่า ชิกะ (しか) ที่แปลว่า “กวาง” และ คุอิ (くぃ) แปลว่า “กิน”

    ทาง เว็บไซต์ของจังหวัดเฮียวโงะ (เฉพาะภาษาญี่ปุ่น) ได้แนะนำร้านชื่อดังสำหรับรับประทานโมมิจินาเบะและเมนูอื่น ๆ ที่ทำจากเนื้อกวางอย่างร้าน Hayama (เฉพาะภาษาญี่ปุ่น) ซึ่งมีเมนูชิกะคุอินาเบะทั้งแบบธรรมดา, แบบมิโซแดง, แบบมิโซขาว, โอเด้งสไตล์ และอื่น ๆ ส่วนเซ็ตของชิกะคุอินาเบะของที่นี่จะเสิร์ฟพร้อมสลัดเนื้อกวาง, เนื้อกวางติดซี่โครง, ผักตามฤดูกาล และอุด้งพร้อมกับหม้อไฟ

    เว็บไซต์ร้าน Hayama *เฉพาะภาษาญี่ปุ่น
    การเดินทาง

    3. ซากุระนาเบะ (Sakura Nabe)

    A post shared by o.ojgxx (@o.ojgxx) on

    ซากุระนาเบะ (Sakura Nabe) จะใช้เนื้อม้าและมีลักษณะคล้ายสุกี้ยากี้ที่เติมมิโซลงไปในน้ำซุปวาริชิตะ และส่วนผสมอื่น ๆ เช่น ต้นหอม และ ชิราตากิเป็นเส้นก๋วยเตี๋ยวที่ทำจากบุกและดอกเก๊กฮวย เนื่องจากเนื้อม้าสดนั้น มีสีคล้ายกับดอกซากุระ จึงมีการนำไปใช้ตั้งชื่อเนื้อม้าสำหรับช่วงเวลาในอดีตที่การรับประทานเนื้อสัตว์ยังเป็นสิ่งต้องห้ามอยู่ นอกจากนี้ ลักษณะของเนื้อม้าเมื่อได้รับการปรุงให้สุกจนเวลาผ่านไปธาตุเหล็กที่อยู่ในเนื้อม้า จะทำให้เกิดการเปลี่ยนสีกลายเป็นสีน้ำตาลเข้ม

    ว่ากันว่าซากุระนาเบะเกิดขึ้นจากย่านสถานเริงรมย์ในโตเกียว (โยชิวาระ) ในยุคเมจิ และเป็นอาหารที่ได้รับการยอมรับในเรื่องของการช่วยเพิ่มพละกำลังให้กับร่างกาย เมนูนี้สามารถหาได้ในโตเกียวเช่นเดียวกับในจังหวัดอื่น ๆ อย่าง นากาโน่และคุมาโมโตะ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นแหล่งผลิตเนื้อม้าอันดับต้น ๆ ของประเทศ เนื้อม้านั้นมีโปรตีนสูง พร้อมธาตุเหล็กและมีไขมันกับแคลอรี่ที่ต่ำ ทำให้สามารถย่อยได้ง่าย ซากุระนาเบะยังจัดว่าเป็นอาหารที่ช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่นในฤดูหนาวอีกด้วย

    สำหรับร้านที่ขึ้นชื่อของเมนูนี้ คุณสามารถไปที่ร้าน Sakura nabe Nakae ในโตเกียว ซึ่งอยู่ในเขตโยชิวาระตั้งแต่สมัยยุคเมจิ ร้านนี้มีประวัติมายาวนานกว่า 110 ปี โดยมีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการทำซากุระนาเบะและมีหลากหลายเซ็ตอาหารให้เลือก ราคามีตั้งแต่ 7,200 เยนไปจนถึง 10,200 เยน (ไม่รวมภาษี) ขึ้นอยู่กับส่วนของเนื้อม้าที่คุณสั่ง นอกจากนี้ยังสามารถลองเนื้อม้าทั้งแบบดิบและย่างได้ด้วย

    ร้านจะปิดในวันจันทร์และจะเปิดให้บริการเฉพาะมื้ออาหารเย็นในวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 17:00 น. ถึง 22:00 น. ส่วนในวันหยุดสุดสัปดาห์และวันหยุดนักขัตฤกษ์จะเปิดทั้งวัน ตั้งแต่เวลา 11:00 น. ถึง 21:00 น. โดยสามารถเดินทางโดยรถไฟใต้ดินโตเกียวสายฮิบิยะ (Tokyo Metro Hibiya Line) ไปยังสถานีมิโนวะ (Minowa Station) และสามารถเดินจากทางออก 3 โดยใช้เวลา 9 นาที

    เว็บไซต์ร้าน Sakura nabe Nakae *เฉพาะภาษาอังกฤษ
    การเดินทาง

    4. คาชิวะยาเบะ (Kashiwa Nabe )

    และมาถึงเมนูนาเบะหม้อสุดท้ายของเราอย่าง คาชิวะนาเบะ (Kashiwa Nabe) ซึ่งเป็นอาหารพื้นเมืองของจังหวัดไอจิที่มีเนื้อไก่เป็นส่วนผสมหลักและใช้น้ำซุปอ่อนที่ทำมาจากพอนซึและซอสถั่วเหลือง นอกจากนี้ยังมีอีกเมนูที่ชื่อ คาชิวะมิโซะนาเบะ ซึ่งจะเติมมิโซลงไปในซุปปกติ เพื่อเพิ่มความเข้มข้นของรสชาติ ส่วนประกอบโดยทั่วไปของหม้อไฟชนิดนี้จะมีเห็ด ผักหลากชนิด และเต้าหู้

    เพื่อสัมผัสประสบการณ์ที่ดีที่สุดของทั้งสองรสชาติ คุณสามารถไปที่ร้านระคุ ซึ่งตั้งอยู่ที่นากะ เมืองนาโกย่า มีทั้งเมนูคาชิวะและคาชิวะมิโซะนาเบะ แนะนำให้โทรจองกับทางร้านก่อนที่เบอร์ 052-951-1125 ร้านนี้เปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 12:00 น. ถึง 22:00 น. ยกเว้นวันอาทิตย์และวันหยุดราชการ การเดินทางมายังร้านทำได้โดยขึ้นรถไฟใต้ดินและลงที่สถานีซากาเอะ (Sakae Station) จากนั้นให้ออกไปที่ทางออกแรกและใช้เวลาเดิน 7 นาที

    เว็บไซต์ Raku *เฉพาะภาษาอังกฤษ
    การเดินทาง

    เป็นยังไงกันบ้างคะ สำหรับ F4 หรือ ดอกไม้ทั้งสี่แห่งหม้อไฟญี่ปุ่นที่เราได้แนะนำไป มีเมนูไหนที่ถูกใจคุณเป็นพิเศษบ้าง? และถ้าอยากพิสูจน์ด้วยตัวเอง ลองไปชิมกันได้ที่ประเทศญี่ปุ่นเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกายในช่วงฤดูหนาว