แชร์ประสบการณ์การเป็นนักเรียนต่างชาติในประเทศญี่ปุ่น

  • วัฒนธรรม
  • “หลานจะเดินทางสัปดาห์หน้านี้แล้วจริงเหรอ?” “คุณแน่ใจนะว่าหลานจะไม่เป็นอะไร” “คุณปล่อยให้ลูกสาวคนสุดท้องของคุณไปไกลขนาดนั้นตัวคนเดียวได้อย่างไร?” “แล้วหลานพูดภาษาญี่ปุ่นได้เหรอ?”

    นี่คือเหตุการณ์เมื่อหลายเดือนก่อนที่ฉันจะเดินทางมาญี่ปุ่น ในที่สุดแม่ก็อนุญาตให้ฉันไปเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อทราบข่าว ป้าของฉันก็เริ่มที่จะต่อว่าแม่ของฉัน และหนึ่งสัปดาห์ (กับอีกไม่กี่วัน) ก่อนการเดินทางออกจากประเทศบ้านเกิด โทรศัพท์มือถือของแม่มีสายเรียกเข้าไม่หยุด คำพูดที่เขียนข้างต้นคือ สิ่งที่ป้าของฉันพูดกับแม่จริง ๆ ขอบคุณที่เป็นห่วงฉันนะคะคุณป้าที่รัก และญาติคนอื่น ๆ ด้วย แต่ฉันมั่นใจว่าทุกอย่างจะโอเค!

    รึเปล่านะ?

    ขณะที่ฉันกำลังสวมกอดแม่เพื่อบอกลาก่อนการเดินทาง ณ สนามบิน จู่ ๆ ฉันก็รู้สึกตื่นตระหนก ฉันเคยไปฮอกไกโดมาแล้วในช่วงหยุดพักร้อนกับครอบครัว แต่ตอนนี้มันไม่เหมือนกัน ฉันกำลังจะไปโตเกียวตัวคนเดียวและไม่ได้ไปเพื่อพักร้อน นอกจากนั้นฉันก็ยังรู้จักคันจิไม่มากพอด้วยซ้ำ เฮือก! ก่อนหน้านี้ฉันสามารถพูดได้ว่าฉันจะไม่เป็นอะไรกับครอบครัวและเพื่อนของฉันพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้า แต่ จู่ ๆ ฉันก็เริ่มจะไม่แน่ใจเสียแล้ว อย่างไรก็ตามฉันก็ยังเดินขึ้นเครื่องบิน และเริ่มต้นการเดินทางของฉัน

    หลังจากใช้เวลาอยู่ที่นี่ประมาณ 1 เดือนในฐานะนักเรียนในโรงเรียนสอนภาษา ฉันก็ตระหนักได้ว่าที่ผ่านมาฉันแค่กังวลมากไปเท่านั้น แต่มันก็จริงที่มีอุปสรรค 3 ประการ (อย่างน้อยก็สำหรับฉัน) ใน 2 สัปดาห์แรก

    อุปสรรคประการแรก คือ ภาษา

    ในภาษาอังกฤษก่อนที่คุณจะสร้างคำคุณต้องเรียนรู้ ABC ใช่ไหม? ในภาษาญี่ปุ่นก็เช่นกัน คนส่วนใหญ่กลัวที่จะเรียนภาษาญี่ปุ่นเพราะตัวอักษรที่ดูยากเกินกว่าจะจำได้ทั้งหมด ซึ่งฉันจะจำตัวอักษรทั้ง 46 ตัวนี้ได้อย่างไร? ไหนจะมีตัวคาตาคานะอีก 46 ตัว แต่ด้วยความโชคดี ฉันได้มีโอกาสไปเรียนที่โรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นเป็นเวลา 3 เดือน และคุณครูจะต้องช่วยฉันแน่นอน หรือไม่ก็ช่วยให้เราจำตัวอักษรพวกนี้เร็วขึ้น อย่างไรก็ตามมันก็เหมือนกับการเริ่มเขียน ABC นั่นแหละ มีตัวเราเท่านั้นที่สามารถสอนตัวเองได้ คุณครูทำได้แค่สอนวิธีการอ่านอักษรแต่ละตัวให้เรา

    แต่ไม่ต้องกังวลไป ฉันจะสอนให้คุณสามารถจำทุกอย่างได้ในวันเดียว
    หยิบสมุดเปล่าของคุณขึ้นมา
    เริ่มเขียนตารางฮิรางานะและคาตาคานะบนหน้าแรก
    ในหน้าถัดมาเขียนตัวอักษรหนึ่งตัวซ้ำ ๆ จนกว่าหน้านั้นจะเต็ม
    ห้ามเบื่อ ห้ามขี้เกียจ ทำซ้ำจนกว่าคุณจะทำครบทุกตัวอักษร

    เมื่อคุณรู้จักตัวอักษรขั้นพื้นฐานในภาษาญี่ปุ่นแล้ว
    อย่างน้อย ตอนนี้คุณก็สามารถอ่านป้ายบางป้าย หรือไม่ก็เรียนรู้ประโยคง่าย ๆ ได้แล้ว

    และอีกสิ่งที่คุณอาจกังวลคือการเดินทาง เพราะไม่รู้ว่าควรจะไปที่ไหนดี? แล้วถ้าคนในสนามบินไม่เข้าใจสิ่งที่พูด จะทำยังไง? ใจเย็น ๆ ไว้ก่อน พนักงานในสนามบินส่วนมากพูดภาษาอังกฤษได้ ถึงแม้ว่าเขาจะพูดไม่ได้ พวกเขาก็จะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อจะช่วยคุณ เขาจะไม่ปล่อยคุณไว้คนเดียวอย่างแน่นอน ถ้าทำตามคำแนะนำที่ให้ไปคุณจะสามารถรอดวันแรกที่มาถึงไปได้อย่างแน่นอน

    นอกจากนี้มีสิ่งหนึ่งที่คุณอาจจะต้องระวังโดยเฉพาะเมื่อคุณเป็นผู้หญิง เพราะบางคำในภาษาของคุณเวลาออกเสียงมันมีความหมายเป็นคำหยาบในภาษาญี่ปุ่นหรือพวกคำทะลึ่งลามกได้ (เช่น คำว่า “จริง ๆ” ที่คุณไม่ควรออกเสียงดังเกินไปในประเทศญี่ปุ่น เพราะอาจมีคนญี่ปุ่นหันมามองคุณด้วยความตกใจก็เป็นได้)

    มาต่อกันที่อุปสรรคที่สองเลย!

    อุปสรรคประการที่สอง คือ อาหาร

    Student food

    Author’s photo

    ขี้เกียจหรือทำอาหารไม่เป็น? ไม่ชอบรสชาติจืด ๆ ของอาหารญี่ปุ่นใช่ไหม? การหาอาหารรสชาติดีในญี่ปุ่นนั้นง่ายมาก เพราะในโตเกียวมีร้านอาหารและคาเฟ่มากมายที่มีอาหารจากทั่วโลกไว้ให้บริการ อาหารจีนเอย อาหารเกาหลี อาหารอินเดียเอย มีทุกอย่างที่พูดมา อาหารเหล่านั้นจะถูกเสิร์ฟมาในปริมาณที่มากพอที่จะทำให้เราอิ่มได้สองสามชั่วโมง (หรือมากกว่านั้น) หรือถ้าอยากประหยัดเงิน? คุณสามารถหาซื้อข้าวกล่องหรือโอนิกิริได้ตามซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อทั่วไป แต่อาจติดอยู่เพียงว่าประเทศญี่ปุ่นนั้นใช้เนื้อหมูและผลิตภัณฑ์จากหมูเป็นจำนวนมากเป็นส่วนประกอบในการทำอาหาร นั่นจึงเป็นปัญหาสำหรับใครที่เป็นชาวมุสลิม เนื่องจากการหาอาหารที่มีเครื่องหมายฮาลาลติดอยู่นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

    สำหรับชาวมุสลิม มีเว็บไซต์อย่าง Halal Gourmet (เฉพาะภาษาอังกฤษ) ที่จะเป็นตัวช่วยในการตามหาร้านอาหารฮาลาลให้คุณ

    หรืออีกทางเลือกคือ ร้านอาหารอินเดียหรือร้านขายเคบับ เพราะพวกเขาใช้ไก่ในการทำอาหาร แต่หากคุณต้องการความปลอดภัยและความประหยัด การทำอาหารทานเองเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด

    ขณะชอปปิ้งที่ซูเปอร์มาร์เก็ต คุณต้องลองสังเกตให้ดีว่ามีตัวอักษร ‘豚’ เขียนอยู่บนผลิตภัณฑ์ที่คุณนำใส่ตะกร้าหรือไม่ ตัวอักษรนั้นอ่านว่า บู-ตะ ซึ่งหมายถึงหมู และสำหรับใครที่ไม่ทานเนื้อวัวให้สังเกตคำว่า “牛肉” อ่านว่า กิวนิกุ แปลว่า เนื้อวัว

    ซูเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านขายของสด จะมีวันพิเศษที่คุณสามารถซื้อสินค้าเฉพาะรายการแบบลดราคา เช่น ผลไม้ ผัก หรือเนื้อสัตว์
    ซึ่งฉันจะซื้อผลไม้ที่จะหมดอายุในวันถัดไป และแม้ว่าฉันจะทิ้งมันไว้เป็นเวลา 3 วัน ผลไม้เหล่านั้นก็ยังไม่เน่าเสีย ผลไม้จะมีราคาถูกลงมากเมื่อถึงหนึ่งวันก่อนวันหมดอายุ

    และอีกอย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้ คือ บรรดาขนมและของว่างที่ราคาอาจจะค่อนข้างสูง แต่ส่วนตัวแล้วฉันคิดว่าคุณควรจะไปลองทานดู เพราะมันคุ้มค่ามาก! มีขนมหวานญี่ปุ่นมากมายที่มีเอกลักษณ์และดูน่ารัก ยกตัวอย่างเช่น พาเฟต์หรือเครป ที่ถนนทาเคชิตะ ในย่านฮาราจูกุ หรือขนมอร่อยที่ทำจากชีส ในชิบูย่า เรียกได้ว่ามีขนมแทบทุกอย่างที่เราพอจะนึกออก

    อุปสรรคประการที่สาม คือ การคิดถึงบ้าน

    ในช่วง 3 สัปดาห์แรกคุณจะต้องรู้สึกคิดถึงบ้านอย่างแน่นอน แม้ว่าคุณจะไม่ได้ร้องไห้จนตาบวม คุณก็อาจจะรู้สึกเหงาอยู่หน่อย ๆ เพราะว่าไม่มีคุณแม่ที่คอยบ่นให้คุณฟังอยู่ข้าง ๆ หรือไม่มีคุณพ่อที่เข้มงวดกับเวลาที่คุณต้องกลับมาถึงบ้าน คุณรู้สึกมีอิสระ บางทีก็อิสระมากจนทำให้คุณรู้สึกโหวงเหวงในใจ คุณจะเริ่มเข้าใจว่าพ่อแม่ของคุณจู้จี้กับคุณเพราะพวกเขารักคุณ ห่วงคุณ มากยิ่งกว่าพนักงานที่สนามบินที่คอยช่วยเหลือคุณตอนมาถึงเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

    อาการ homesick หรือความรู้สึกคิดถึงบ้านนั้นเป็นเรื่องปกติ และไม่ได้หมายความว่าคุณเป็นคนหน่อมแน้มหรือไม่โตเป็นผู้ใหญ่ แต่บางครั้งความรู้สึกคิดถึงบ้านนั้นสามารถส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของคุณได้ และนั่นก็คือเวลาที่ความรู้สึกคิดถึงบ้านกลายเป็น ‘อาวุธอาบยาพิษ’ ที่ไม่ยอมให้คุณเติบโตจากสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ สิ่งที่ดีที่สุดที่คุณต้องทำน่ะหรือ? ติดต่อทางบ้านโดยใช้ Skype Line หรือง่าย ๆ เลยก็คือการโทรหา

    พาตนเองไปทำกิจกรรมใหม่ ๆ หรือศึกษาหาความรู้ (ไม่เพียงแต่บทเรียนจากโรงเรียน แต่รวมไปถึงวัฒนธรรมในสังคมที่คุณอยู่ด้วย) ออกไปเที่ยวกับเพื่อนเมื่อคุณว่าง พยายามหาสิ่งที่คุ้นเคยทำ เช่น ถ้าคุณคิดถึงอาหารจากประเทศของคุณ ก็ตามหามันสิ!

    เห็นไหมล่ะ การเป็นนักเรียนต่างชาติในประเทศญี่ปุ่นไม่ได้น่ากลัวเลยสักนิด มันก็เหมือนกับการเป็นนักเรียนต่างชาติในประเทศอื่น ๆ โดยส่วนตัวแล้ว ฉันเชื่อว่าหากคุณสามารถระบุถึงอุปสรรคที่คุณเผชิญอยู่ได้ คุณก็สามารถที่จะทำลายมันลงไปได้เช่นกัน และสามารถพัฒนาไปเป็นคนที่ดีขึ้น เราเพียงแค่ต้องให้กำลังใจตนเองเพื่อเผชิญกับความท้าทายเหล่านั้น ฉันคิดว่าประเทศญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศที่ดีที่สุดที่จะสั่งสมประสบการณ์ในการอยู่คนเดียวในฐานะนักเรียนต่างชาติเลยก็ว่าได้