ชมมนต์เสน่ห์เมืองโกเบและปราสาทฮิเมจิในหนึ่งวัน : เดินทางจากโอซาก้า

  • จุดเยี่ยมชม
  • โอซาก้าเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 รองจากโตเกียวและโยโกฮาม่า แล้วยังขึ้นชื่อเรื่องสตรีทฟู้ดส์, ผู้คนที่เป็นมิตร, สำเนียงคันไซที่ไม่คุ้นหู และดาราตลกอีกเป็นจำนวนมาก ในปี 2016 เมืองแห่งนี้มีนักท่องเที่ยวมาเยือนกว่าเก้าร้อยล้านคน นอกจากจะเป็นเมืองที่คุณสามารถเดินไปบนถนนแล้วสูดรับเอาบรรยากาศที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากโตเกียวได้แล้ว โอซาก้ายังเป็นศูนย์รวมของกิจกรรมเด็ด ๆ มากมายให้ทำ เช่น การชมปราสาทโอซาก้า, เดินเล่นที่ถนนโดทงโบริที่มีผู้คนพลุกพล่านและร้านค้ากับร้านอาหารมากมาย รวมถึงเที่ยวยูนิเวอร์แซลสตูดิโอ (Universal Studio Japan) อันโด่งดัง ในขณะที่ใครหลายคนอาจจะพูดว่าโอซาก้าเป็นเมืองที่น่าตื่นเต้นในเวลากลางคืน แต่เวลากลางวันก็มีกิจกรรมมากมายให้ทำเช่นกัน นอกจากนี้ถ้าคุณพักอยู่ที่โอซาก้า ก็อย่าลืมแวะไปยังเมืองอื่นในแถบคันไซเพราะมีความน่าสนใจไม่แพ้กัน

    นาราตั้งอยู่ทางตะวันออก ใช้เวลาเดินทางไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง ส่วนโกเบกับฮิเมจิตั้งอยู่ทางตะวันตก ใช้เวลาเดินทางหนึ่งหรือสองชั่วโมง เกียวโตอยู่ห่างจากโอซาก้าไม่มาก ใช้เวลาเดินทางโดยรถไฟไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง ดังนั้นไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลยถ้าใครคิดจะใช้เวลาหลายอาทิตย์ไปกับการสำรวจเขตคันไซแต่เพียงอย่างเดียว! ถ้าคุณตั้งใจจะมาอยู่ที่โอซาก้าเป็นเวลาหลายวัน เราขอแนะนำทริป “หนึ่งวันสุดเพอร์เฟ็กต์” เพื่อการออกเดินทางสำรวจพื้นที่เขตคันไซ

    โกเบกับฮิเมจิ

    kobe-motomachi

    รูปของผู้เขียน

    โกเบเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับเจ็ดของญี่ปุ่น และยังเป็นเมืองหลวงของจังหวัดเฮียวโกะด้วย เมืองนี้เป็นเมืองชายทะเลล้อมรอบด้วยภูเขา เป็นที่รักของใครหลายคนเพราะเนื้อโกเบที่ถือกันว่าเป็นเนื้อชั้นดี รวมถึง “ภูมิทัศน์ราคาล้านดอลลาร์” ที่มองเห็นจากภูเขาร็อคโคะ และการบ่มเหล้าสาเก ที่นี่อยู่ห่างจากโอซาก้าไปทางตะวันตกประมาณหนึ่งหรือสองชั่วโมง เหมาะแก่การเดินทางแบบไปกลับในวันเดียว โกเบยังเป็นหนึ่งในเมืองที่เปิดประตูต้อนรับการค้ากับชาวต่างชาติในปี 1853 ภายหลังจากญี่ปุ่นยกเลิกนโยบายปิดประเทศ เป็นอีกเมืองที่ไม่ควรพลาดในการท่องเที่ยวแถบคันไซของคุณ ถึงแม้โกเบจะเปลี่ยนไปมากภายหลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในเขตฮันชินในปี 1995 แต่เมืองนี้ก็ยังคงความมีเสน่ห์อยู่ ไม่ว่าจะเป็นเสน่ห์ตามแบบโบราณหรือเสน่ห์ของยุคสมัยใหม่

    เมืองฮิเมจิเองก็อยู่ในจังหวัดเฮียวโกะ และปราสาทฮิเมจิที่ทำให้ใครหลายต่อหลายคนต้องตกตะลึงก็ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ดีเยี่ยมของสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นในยุคโบราณ ซึ่งสามารถรอดจากไต้ฝุ่นและแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่ฮันชิน รวมถึงการทิ้งระเบิดในสงครามโลกครั้งที่สองมาได้ ปราสาทฮิเมจิได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของยูเนสโก (UNESCO) เรียบร้อยแล้ว

    แผนการเดินทางไปกลับในครั้งนี้จะพาเราไปยังปราสาทฮิเมจิในตอนเช้า จากนั้นก็จะไปเยือนย่านโมโตมาจิ (Kobe Motomachi) และซันโนมิยะ (Sannomiya) ของโกเบในตอนบ่าย หลังจากนั้นแล้ว คุณสามารถเดินทางไปยัง คิตาโนะ อิจินคัง (Kitano Iijinkan) ซึ่งเป็นย่านที่อยู่อาศัยของชาวยุโรปสมัยที่เริ่มเข้ามาตั้งถิ่นฐานในช่วงแรกได้ โดยจะใช้วิธีเดินไปหรือนั่งรถบัสไปก็ได้ พอตกเย็นก็กลับมาโอซาก้าเพื่อหาของกินท้องถิ่นที่ขายตามข้างทางอย่างทาโกะยากิ, คุชิคัตสึ (ของทอดเสียบไม้), โอโคโนมิยากิ, ราเม็ง รวมถึงถ่ายรูปเซลฟี่กับแลนด์มาร์คที่โด่งดังที่สุดแห่งหนึ่งของโอซาก้า ซึ่งก็คือ ป้ายกูลิโกะนั่นเอง!

    การเดินทาง

    kobe-himeji

    รูปของผู้เขียน

    เริ่มต้นจากสถานีอุเมดะ (Umeda) ซึ่งอยู่ใจกลางนครโอซาก้า ซึ่งทั้ง JR คันไซพาสและ คันไซทรูพาส (Kansai Thru Pass) (เฉพาะภาษาอังกฤษ) สามารถช่วยให้คุณเดินทางไปยังโกเบและฮิเมจิได้อย่างสะดวกและง่ายดาย โกเบอยู่ห่างจากโอซาก้าไปทางตะวันตกหนึ่งชั่วโมง ส่วนฮิเมจิอยู่ทางตะวันตกของโกเบโดยใช้เวลาเดินทางอีกหนึ่งชั่วโมง ขอแนะนำให้คุณซื้อพาสไปใช้ เพราะแค่คุณเดินทางจากโอซาก้าไปโกเบแล้วต่อไปถึงฮิเมจิเท่านี้ก็คุ้มค่าตั๋วของคันไซทรูพาสแล้ว และยังสามารถนั่งรถบัสได้ ซึ่งจะสะดวกสำหรับคุณมากเวลาที่คุณอยู่ในโกเบและโอซาก้า ถ้าคุณหรือกลุ่มของคุณไม่คิดจะเดินทางไปไหนต่อไหนด้วยการเดินเท้า

    ปราสาทฮิเมจิ

    kobe-himeji2

    รูปของผู้เขียน

    ให้ขึ้นรถไฟในตอนเช้า จากสถานีโอซาก้ามาลงที่สถานีฮิเมจิ (Himeji) โดยผ่านสถานีโกเบซันโนมิยะ (Kobe Sannomiya) หรือจะไปลงที่สถานีซันโยฮิเมจิ (Sanyo-Himeji) ก็ได้ ระหว่างทางให้มองออกไปนอกรถไฟเพื่อชมทัศนียภาพของอ่าวโกเบ รวมถึงสะพานอาคาชิ–ไคเคียว (Akashi-Kaikyo) ซึ่งเชื่อมเกาะชิโกกุเข้ากับเกาะใหญ่ คุณอาจจะสามารถถ่ายภาพสถานที่แห่งนั้นได้ก่อนที่คุณจะไปถึงที่นั่นเสียอีก! ตัวปราสาทฮิเมจิอยู่ห่างจากสถานีไปเพียงเล็กน้อย ที่นี่ยังเป็นที่รู้จักกันในชื่อของปราสาทนกกระสาขาวอีกด้วย กำเนิดของปราสาทฮิเมจิย้อนกลับไปได้ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 14 และที่นี่ยังได้เป็นประจักษ์พยานแห่งความบาดหมางระหว่างโชกุนและกลุ่มขุนศึกเป็นจำนวนมากตลอดระยะเวลาที่มันได้รับการก่อสร้างและปรับปรุง ที่นี่คือปราสาทหลังหนึ่งของญี่ปุ่นที่ถูกจัดว่าเป็นปราสาทที่เห็นแล้วสร้างความรู้สึกประทับใจมากที่สุด แล้วยังอยู่รอดปลอดภัยจากภัยพิบัติต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นด้วย

    ที่นี่ยังมีชื่อเสียงโด่งดังเพราะเรื่องราวโศกนาฏกรรมของเซนฮิเมะ (Senhime) หรือที่รู้จักกันในชื่อของท่านหญิงเซน (1597 – 1666) เธอคือบุตรสาวคนโตของโชกุนโทกุงะวะ ฮิเดทาดะ (Shogun Tokugawa Hidetada) และได้สมรสกับโทโยโทมิ ฮิเดโยริ (Toyotomi Hideyori) สามีคนแรกของเธอเมื่อตอนที่เธออายุได้เพียงเจ็ดขวบ เธอกลายเป็นหม้ายเมื่อฝ่ายสามีฆ่าตัวตายในสนามรบ หลังจากนั้นต่อมาอีกประมาณหนึ่งปี เมื่อเธออายุได้ยี่สิบปี เธอได้แต่งงานกับบุตรของผู้ครองปราสาทฮิเมจิ แล้วก็ใช้ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตของเธออยู่ที่นั่นกับสามีของเธอและลูกชายลูกสาว จนกระทั่งเมื่อบุตรชายของเธอถึงแก่กรรมไปเมื่อเขาอายุได้สามขวบ และสามีของเธอจากไปเมื่อเจ้าตัวอายุได้ 31 ปี เซนฮิเมะจึงได้ออกบวชเป็นชีและใช้เวลาทุกวันที่เหลืออยู่ของเธอสวดมนต์ภาวนาจนตัวเธอเองจากไปเมื่ออายุได้ 70 ปี

    คุณยังสามารถสัมผัสเรื่องราวเหล่านี้และอื่น ๆ อีกมากมายได้อีกที่ปราสาทฮิเมจิ ที่นั่นคุณยังจะได้เห็นร่องรอยที่ยังหลงเหลืออยู่ของการสู้รบ และโครงสร้างอาคารสีขาวที่งดงามและใหญ่โตมโหฬาร ซึ่งจะพาคุณย้อนเวลากลับไปยังญี่ปุ่นในยุคโบราณ

    เว็บไซต์ปราสาทฮิเมจิ *เฉพาะภาษาอังกฤษ
    การเดินทาง

    ย่านศูนย์กลางของโกเบ

    kobe-central

    รูปของผู้เขียน

    พอถึงช่วงบ่าย ให้ย้อนกลับมาที่โกเบซันโนมิยะ ซึ่งคุณสามารถเดินผ่านถนนที่เป็นย่านการค้าสายหลักไปถึงสถานีโมโตมาจิ ให้ลองเดินดูร้านค้าพวกนี้แล้วบางทีคุณอาจจะได้ของฝากติดไม้ติดมือกลับไปอีกด้วย ย่านไชน่าทาวน์ของโกเบจะอยู่ไม่ไกลจากตรงนั้น ซึ่งขอแนะนำนิคุบัน (ซาลาเปาไส้หมู) ของร้านโรโชคิ (Roshoki) ซาลาเปาของที่นี่ชุ่มฉ่ำ ไส้ของมันรสชาติยอดเยี่ยม บวกกับเนื้อแป้งขาว ๆ บาง ๆ คือ สิ่งที่ทำให้มันกลายเป็นของกินขึ้นชื่อ ลูกหนึ่งราคาแค่ 90 เยนเท่านั้น แต่ลูกค้าจำนวนมากที่มายืนต่อคิวกันจนล้นออกมานอกร้านจะซื้อกันทีสิบลูก หรืออาจมากถึงสามสิบลูกเลยทีเดียว! ตลอดทางจะมีร้านอาหารของครอบครัวชาวจีนตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก รวมถึงพ่อค้าแม่ขายที่นำขนมอร่อย ๆ ตามแบบของชาวจีนมาขาย

    การเดินทาง

    เนื้อโกเบ

    kobe-beef

    รูปของผู้เขียน

    ในขณะที่ส่วนอื่น ๆ ของญี่ปุ่นจะดังเรื่องอาหารทะเลหรือของจำพวกเส้น โกเบกลับดังเรื่องเนื้อวัวลาย ซึ่งผลิตจากวัววากิวคุณภาพดีที่เลี้ยงในจังหวัดเฮียวโกะ ร้านสเต็กบางร้านจะเชี่ยวชาญเรื่องเนื้อโกเบเป็นพิเศษ เช่น ร้าน Bistrot Café de Paris, Wakkoqu, Steakland หรือ Red Rock แต่ราคาขายในร้านพวกนี้สูงมากถึงขั้นที่คุณอาจต้องหาข้าวกินจากร้านสะดวกซื้อตลอดทริปที่เหลือ ถ้าคุณอยากลิ้มลองเนื้อโกเบ แต่ไม่มีเงินมากพอถึงขนาดจะเสียเงิน 10,000 เยนเพื่อให้ได้ทานเนื้อดี ๆ 100 กรัม ก็ยังมีร้านที่ขายสเต็กเนื้อโกเบหรือเบอร์เกอร์เนื้อโกเบให้บริการอยู่ตรงมุมถนนที่จัตุรัสหลักของโกเบไชน่าทาวน์ ซึ่งร้านนี้ก็อยู่ไม่ไกลจากร้านขายซาลาเปาไส้หมู นอกจากนี้ที่แผงลอยบางแผงบนถนนโดทงโบริของโอซาก้าก็มีเทปปันยากิเนื้อโกเบขายแบบเดียวกับของโกเบ

    กระเช้าลอยฟ้าโกเบนุโนบิกิ (Kobe Nunobiki Ropeway)

    ถ้าคุณมีเวลาเหลือหรืออยากทำกิจกรรมอย่างอื่นนอกเหนือจากที่พูดไปก่อนหน้านี้ การขึ้นกระเช้าลอยฟ้าโกเบนุโนบิกิ คืออีกวิธีการหนึ่งที่คุณจะสามารถรับชมวิวทิวทัศน์ของเมืองโกเบได้อย่างสนุกสนาน

    นี่คือหนึ่งในบริการสามแบบที่ช่วยพาผู้มาเยือนขึ้นไปยังเนินเขาฝั่งใต้ของเขตเทือกร็อคโคะ ทำให้คุณได้เห็นน้ำตกนุโนบิกิและสวนพันธุ์พฤกษาจากมุมสูงได้ ที่ชั้นบนสุดจะมีจุดสังเกตการณ์ให้คุณได้เห็นทิวทัศน์ของเมืองโกเบอย่างชัดเจน อีกวิธีหนึ่งที่สนุกและน่าสนใจกว่า แต่ต้องใช้เวลาและพลังงานมากกว่าเล็กน้อย คือการปีนเขาจากสถานีชินโกเบตัดผ่านน้ำตกและสวนพฤกษาขึ้นไปเลย ขาขึ้นจะใช้เวลาแค่ 40 นาทีเท่านั้น หรือแค่ 30 นาทีถ้าคุณเดินผ่านสวน ถ้าต้องการการผจญภัยที่มากกว่านั้น หลังจากผ่านสถานีที่ชั้นบนสุดกับจุดสังเกตการณ์ไปแล้ว ก็ให้ปีนต่อขึ้นไปตามทางเดินเดิม โดยไปให้ถึงภูเขามายะที่เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาร็อคโคะเลย

    เว็บไซต์โกเบนุโนบิกิ (Kobe Nunobiki) *เฉพาะภาษาอังกฤษ
    การเดินทาง

    คิตาโนะ อิจินคัง (Kitano Ijinkan)

    kobe-kitano

    รูปของผู้เขียน

    สถานที่ต่อไปให้เดินหรือขึ้นรถบัสมายัง คิตาโนะ อิจินคัง (แปลตรงตัวได้ว่า “แหล่งที่พักอาศัยของชาวต่างชาติ”) ที่นี่คือย่านประวัติศาสตร์ที่ยังคงมีคฤหาสน์ที่พำนักซึ่งมีรูปแบบสถาปัตยกรรมสุดเก๋ไก๋แบบต่างชาติของบรรดาพ่อค้าชาวต่างชาติและนักการทูตในยุคแรก ๆ ตั้งแต่สมัยเมจิ บางแห่งก็เปิดให้บริการให้เข้าชมเป็นพิพิธภัณฑ์ หรือแม้กระทั่งร้านอาหาร อย่างเช่น England House, Yokan Nagaya หรือ French House และ the House of Weathercock ด้วย ที่ว่ามานี้แค่ส่วนน้อยเท่านั้น การได้เห็นรูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตกในประเทศที่ยึดถือขนบประเพณีและจารีตของตัวเองอย่างเหนียวแน่นนี้ เป็นอะไรที่น่าสนใจมากสำหรับผู้ที่โหยหาบรรยากาศของยุโรปโบราณ ต้องมาเยือน คิตาโนะ อิจิคัน แห่งนี้ให้ได้

    เสร็จจากนี้ก็ถึงเวลาย้อนกลับไปที่โอซาก้าเพื่อหาความสนุกสนานในยามเย็น ความคึกคักจอแจของย่านดาวน์ทาวน์ที่โอซาก้ามอบบรรยากาศที่วิเศษสุด โดยเฉพาะในยามค่ำคืนที่ผู้คนกำลังเพลิดเพลินกับอาหารและเครื่องดื่มดี ๆ คุณสามารถลิ้มลองอาหารริมทางแสนอร่อยได้ไปพร้อมกับสังเกตดูผู้คนที่ออกมาหาอะไรดื่มกันภายหลังเสร็จจากภารกิจการงานอันหนักหน่วงในแต่ละวัน หรือหลังจากที่คนเหล่านั้นเสร็จจากการช้อปปิ้งในยามเย็นแล้ว ให้แวะไปเยือนร้านเหล้าอิซากายะ แล้วลองชิมขนมหวานแบบญี่ปุ่นซึ่งเข้ากันได้ดีกับเบียร์หรือสาเก โอซาก้า คือ เมืองในฝันของเหล่านกฮูกกลางคืน

    การเดินทาง

    กิจกรรมที่ว่ามาทั้งหมดนี้อาจกินเวลาถึงสองหรือสามวัน หรือคุณอาจจะจัดให้อยู่ในวันเดียวกันเลยก็ได้ เป็นหนึ่งวันที่คุณจะไปดูสถานที่ที่น่าสนใจของเขตคันไซ คราวหน้าถ้าคุณอยู่ที่โอซาก้าหรือเมืองที่อยู่ใกล้เคียง อย่าลืมจัดทริปหนึ่งวันสำหรับเที่ยวชมเมืองโกเบและฮิเมจิที่งดงามและมีเสน่ห์ไว้ในแผนการเดินทางของคุณ!