ตำนานรูปปั้น “ชีซ่า” ผู้พิทักษ์แห่งเกาะโอกินาว่า!

  • โอกินาว่า
  • นอกชายฝั่งของเกาะคิวชู (เกาะที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของญี่ปุ่น) มีหมู่เกาะภูเขาไฟตั้งอยู่เยื้องไปทางตะวันตกเฉียงใต้ ทิศทางที่เป็นที่ตั้งของเกาะไต้หวัน ซึ่งหมู่เกาะเหล่านี้ชื่อว่า “ริวกิว (Ryukyu)” ที่รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่าหมู่เกาะนันเซ

    ณ ใจกลางของหมู่เกาะภูเขาไฟแห่งนี้คือ ที่ตั้งของเกาะโอกินาว่า เกาะที่ใหญ่ที่สุดในจำนวนเกาะทั้งหมดของหมู่เกาะริวกิว ณ สถานที่ซึ่งมีสภาพอากาศเป็นแบบกึ่งเขตร้อนชื้นนี้มีตำนานของสัตว์ชนิดหนึ่งซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมเอเชียตะวันออก เจ้าสัตว์ตัวนั้นคือ ชีซ่า (shisa)

    “ชีซ่า” (ออกเสียงตามแบบชาวโอกินาว่า) ซึ่งคุณสามารถพบได้ทุกที่ในโอกินาว่า เป็นสัตว์ที่มีแผงขนที่คอหงิกหงอและเป็นส่วนผสมของสุนัขและสิงโต มักจะพบรูปปั้นตั้งอยู่เป็นคู่หน้าทางเข้าของสถานที่ต่าง ๆ และก็มักจะใช้เป็นสิ่งที่คอยขับไล่วิญญาณชั่วร้ายไม่ให้มาเข้าใกล้ ฟังดูคุ้น ๆ ไหม? รูปปั้นลักษณะนี้จะสามารถพบได้ทั่วไปในเอเชียตะวันออก

    รูปปั้นพวกนี้รู้จักกันในโลกตะวันตกว่า “foo lions” หรือ (รูปปั้นสิงโตจีน) ซึ่งในวัฒนธรรมจีนเรียกว่า “ชิชิ” มีหน้าที่เฝ้ารักษาพระราชวังของฮ่องเต้หรือสถานที่สำคัญอื่น ๆ

    วิธีแยกเพศของชีซ่า

    คล้ายกับวัฒนธรรมของจีน คือ สิงโตผู้พิทักษ์ในญี่ปุ่นมักจะมีตัวหนึ่งเป็นเพศผู้ อีกตัวหนึ่งเป็นเพศเมีย คุณจะบอกได้อย่างไรว่าผู้พิทักษ์ตัวไหนเป็นเพศอะไร ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตำนานปรัมปราที่คุณกำลังดูอยู่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับปากของมันด้วยว่า ปากของมันอ้าออกหรือปิดอยู่

    ที่โอกินาว่ามีความเชื่อต่างจากที่อื่น ๆ โดยชีซ่าตัวผู้จะทำหน้าที่ข่มขู่วิญญาณร้ายให้หวาดกลัวโดยจะอ้าปากเอาไว้ ส่วนตัวเมียจะทำหน้าที่รักษาสิ่งดี ๆ ที่อยู่โดยรอบและปิดปากอยู่

    ในขณะที่คนอีกกลุ่มเชื่อว่าตัวผู้จะปิดปากเพื่อกันไม่ให้ความชั่วร้ายออกมาจากบ้าน ในขณะที่ตัวเมียจะอ้าปากของมันเพื่อแบ่งปันสิ่งดี ๆ ให้กับคนอื่น ไม่ว่าจะเชื่อกันอย่างไรก็ยังดูเหมือนว่าตัวผู้นั้นจะทำหน้าที่ให้การปกปักษ์รักษาคุ้มกันภัย ส่วนตัวเมียจะทำหน้าที่ในการปกป้องรักษาและแบ่งปันสิ่งดี ๆ

    ชีซ่ากับโคไมนุ: ตำนานสุนัขสองตัว

    อิทธิพลและการส่งออกรูปปั้นชิชิของจีนได้ทำให้ชีซ่าเกิดขึ้นในโอกินาว่า ชื่อนี้ได้มาจากวิธีการออกเสียงเรียกชิชิของคนในท้องถิ่น ซึ่งเกาะใหญ่ของญี่ปุ่นเองก็ได้รับอิทธิพลในการมีรูปสิงห์ผู้ปกปักษ์รักษามาเหมือนกัน แต่แบบของญี่ปุ่นนำเข้ามาจากเกาหลี ไม่ใช่จีน และในเวลาต่อมาก็รู้จักกันในชื่อของ “โคไมนุ (komainu)”

    เนื่องจากทั้งคู่ต่างก็มาจากญี่ปุ่น และต่างก็ใช้เพื่อป้องกันวิญญาณชั่วร้ายไม่ให้มารังควาน แล้วความต่างของผู้พิทักษ์ของญี่ปุ่นทั้งสองแบบนี้อยู่ที่ตรงไหนกันแน่? ชีซ่านั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่เฉพาะในเกาะโอกินาว่า และเพราะเกาะนี้ก็มีตำนานปรัมปราที่รุ่มรวยและมีสีสันของตัวเอง ซึ่งคุณจะไม่พบสิ่งเหล่านี้บนเกาะหลักของญี่ปุ่นเลย สิ่งนี้ถือกำเนิดขึ้นมาก่อนปี 1879 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โอกินาว่ายังไม่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของญี่ปุ่น และรูปลักษณ์การประดับประดายังมีลักษณะเป็นแบบริวกิวอยู่ ซึ่งต่างจากโคไมนุ

    ยิ่งไปกว่านั้น แม้ว่าสัตว์ทั้งสองชนิดจะให้การปกป้องคุ้มครองเหมือนกัน แต่การใช้งานจะใช้ในพื้นที่ที่ต่างกัน โดยโคไมนุจะใช้ปกปักษ์รักษาศาลเจ้าชินโต วัดในพระพุทธศาสนา หรือแม้แต่บ้านเรือนของผู้มีสถานะทางสังคมสูง ในขณะที่ชีซ่ากลับมีขนาดเล็กกว่ามาก แล้วก็ใช้ปกปักษ์รักษาสถานที่ธรรมดาทั่วไป

    ขนาดของมันมีหลากหลายมาก คุณสามารถเห็นรูปปั้นนี้ได้บนหลังคาหรือตั้งอยู่หน้าประตูใหญ่ ซึ่งเป็นทางเข้าสู่เคหะสถาน กระทั่งตั้งอยู่ข้างตู้หยอดเหรียญก็มี! บ่อยครั้งเรามักจะเห็นวางอยู่เป็นคู่ แต่ก็สามารถวางตั้งอยู่ตัวเดียวได้เหมือนกัน

    ตำนานสุนัขชีซ่าและมังกรทะเล

    ชีซ่ามีตำนานปรัมปราและเรื่องเล่าขาน โดยมีอยู่ตำนานหนึ่งเล่าว่า มีมังกรทะเลตัวหนึ่งสร้างความหวาดกลัวให้แก่หมู่บ้านมาดันบาชิซึ่งตั้งอยู่ริมอ่าวท่าเรือนาฮะ

    เรื่องทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นเพราะสร้อยประดับรูปตัวชีซ่าซึ่งทูตจากจีนนำมาถวายให้แก่องค์กษัตริย์ ณ ปราสาทชูริ เมื่อกษัตริย์พระองค์นั้นเสด็จเยือนมาดันบาชิ มังกรทะเลได้เริ่มทำการโจมตีอีกครั้ง ชาวบ้านทุกคนหนีไปซ่อนตัวด้วยความหวาดกลัว

    ในตอนนั้นเองนักบวชหญิงนามว่า โนโระ (Noro) ได้นึกถึงความฝันของเธอขึ้นมา เธอจึงกราบทูลกษัตริย์พระองค์ที่เสด็จมาว่า ให้ไปยืนประทับอยู่ที่ชายหาดพร้อมกับให้ชูพระหัตถ์ขึ้นโดยถือรูปชีซ่าหันไปทางมังกรตัวนั้น เธอฝากข้อความนั้นไปกับเด็กหนุ่มชื่อ จิกะ (Chiga) แล้วเจ้าตัวก็นำไปกราบทูลเพื่อให้กษัตริย์เสด็จไปที่นั่นและเผชิญหน้ากับมังกร ซึ่งพระองค์ก็ทรงทำตามที่จิกะกราบทูล

    เมื่อรูปของตัวชีซ่าอยู่ตรงหน้าสัตว์ประหลาด เสียงคำรามกึกก้องก็ดังไปทั่วทั้งหมู่บ้าน ซึ่งเสียงที่ว่านี้ทรงพลังมากขนาดที่มังกรเองยังตัวสั่น จากนั้นก้อนหินขนาดใหญ่ก็ร่วงหล่นลงมาจากสวรรค์ ทับเข้าที่หางของมังกรตัวนั้น เมื่อไม่สามารถขยับไปไหนได้ มังกรตัวนั้นก็ตายในที่สุด เมื่อเวลาผ่านไป หินก้อนนั้นกับร่างของมังกรก็ถูกปกคลุมด้วยต้นไม้และพืชพรรณต่าง ๆ ทุกวันนี้ยังสามารถมองเห็นได้เพราะเชื่อกันว่ามังกรและก้อนหินได้กลายเป็นป่ากานะมุยนั่นเอง

    เรื่องราวนี้ยังมีเวอร์ชั่นอื่นที่ต่างออกไป โดยมีอยู่เรื่องหนึ่งเล่าว่า มังกรทะเลพูดจาดูแคลนพลังของชีซ่า เนื่องจากเห็นว่าขนาดตัวของมันเล็กมาก เรื่องนี้ทำให้ชีซ่าโกรธมากจึงคำรามออกมาเสียงดัง และทำให้หินก้อนยักษ์ตกลงมาเหมือนอย่างเหตุการณ์ที่เล่าไปข้างต้น

    ไม่ว่าแต่ละตำนานจะต่างกันอย่างไร แต่เนื้อเรื่องหลักก็ไม่ต่างกัน คนในเมืองได้สร้างรูปสลักหินชีซ่าขึ้นมาเพื่อใช้ป้องกันการคุกคามจากสิ่งชั่วร้ายต่าง ๆ

    รูปสลักหินชีซ่าขนาดยักษ์แห่งโทโมริ

    A post shared by Louise (@istrikhedonia) on

    ชีซ่าไม่ได้เป็นที่รู้จักแค่สิ่งที่ใช้ปัดเป่าวิญญาณร้ายหรือสัตว์ประหลาดเท่านั้น แต่ยังเป็นที่รู้จักในฐานะของผู้ป้องกันไม่ให้เกิดเพลิงไหม้ด้วย เพราะเคยมีตำนานเล่าถึงเรื่องนี้ไว้ในเขตที่อยู่อาศัยที่ชื่อหมู่บ้านโทโมริ เนื่องจากที่แห่งนั้นเกิดไฟไหม้ขึ้นบ่อยครั้งมาก คนในหมู่บ้านเลยออกตามหาไซองซุยหรือปรมาจารย์ผู้รู้วิชาฮวงจุ้ย เพื่อถามเจ้าตัวว่าเพราะเหตุใดถึงเกิดเหตุภัยพิบัติขึ้นกับเมืองของพวกเขา

    ปรมาจารย์บอกว่า เรื่องนั้นเกิดขึ้นจากพลังของภูเขายาเอเสะที่อยู่ใกล้ ๆ พร้อมกับแนะนำให้ทุกคนในหมู่บ้านสร้างรูปสลักหินขนาดยักษ์ขึ้นเป็นรูปชีซ่า แล้วให้รูปสลักตัวนั้นหันหน้าเข้าหาภูเขา ชาวบ้านทำตามคำแนะนำของเขา แล้วหลังจากนั้นพวกเขาก็ได้รับการปกป้องและเป็นอิสระไม่ถูกรังควานจากเปลวไฟอีกต่อไป

    การเดินทาง

    ชีซ่าในวัฒนธรรมป๊อป

    ทั้งตำนานและพลังความแข็งแกร่งของชีซ่าไม่ได้ผูกอยู่กับโอกินาว่าหรือเรื่องเล่าเก่าแก่แต่เพียงอย่างเดียว สิ่งเหล่านั้นยังสามารถพบได้ในสื่อทั่วไป ตั้งแต่รายการทีวีดัง ๆ ในอดีต ไปจนถึงวีดีโอเกมอย่างเช่น ปีศาจชีซ่าจากเกม Shin Megami Tensei games ซึ่งปีศาจในเกมนี้มีต้นแบบมาจากชีซ่า ตั้งแต่รูปลักษณ์ของมันไปจนถึงความสามารถต่าง ๆ

    การวิวัฒนาการของตัวละครอย่าง Growlithe/Arcanine (หรือ การ์ดี้/วินดี้) จากเกมโปเกมอนอันโด่งดัง ก็ปรากฎลักษณะของชีซ่าให้เห็นอย่างชัดเจน ซึ่งโปเกมอนที่หายใจเป็นไฟชนิดนี้ดูเหมือนจะมีต้นแบบมาจากสิงโตผู้พิทักษ์ทั่วไป แต่ความที่มันเกี่ยวข้องกับไฟก็อาจจะทำให้มันเชื่อมโยงหรือไม่เชื่อมโยงกับตำนานรูปหินสลักชีซ่าอยู่เช่นกัน แม้แต่ตัวละครอย่างเฮลโหลคิตตี้ (HELLO KITTY) ก็ยังถูกแปลงโฉมเป็นชีซ่าด้วยนะ!

    นอกจากวินดี้จะได้รับแรงบันดาลใจมาจากสิงโตผู้พิทักษ์แล้ว ยังมีซีซาร์มอน (seasarmon) จากการ์ตูนเรื่องดิจิม่อน (อยู่ในดิจิม่อนภาคเทเมอร์) ซึ่งดิจิม่อนตัวนี้มีรูปลักษณ์และความสามารถเอาไว้ต่อสู้กับความชั่วร้ายและสามารถเชื่อมโยงไปกับชีซ่าได้เช่นกัน โดยเฉพาะในดิจิม่อนฉบับภาพยนตร์ภาค Battle of Adventurers ซึ่งเรื่องราวของมันเริ่มต้นจากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งที่ตั้งอยู่ในโอกินาว่า

    แม้แต่คิงซีซาร์ (King Caesar) ในภาพยนตร์แฟรนไชส์อย่างก๊อตซิล่า (Godzilla) ก็เช่นกัน ตัวละครตัวนี้ปรากฏตัวขึ้นครั้งแรกในปี 1974 ในภาพยนตร์เรื่อง Godzilla Vs. Mechagodzilla ซึ่งผลิตโดยบริษัทโทโฮมูฟวี่ เหตุผลที่ฮีโร่ตัวนี้ใช้ชื่อว่า คิงซีซาร์ ไม่ใช่คิงชีซ่า มาจากการตีความที่ผิด เนื่องจากเข้าใจว่า “ซีช่า (Shisa)” คือ วิธีการออกเสียงคำว่า “ซีซาร์ (Caesar)” ของคนญี่ปุ่น

    ถึงแม้ว่าชื่อจะไม่ตรงเสียทีเดียวนัก แต่สัตว์ประหลาดตัวนี้ก็โยงอยู่กับตำนานปรัมปราเรื่องแรกของโอกินาว่าที่ได้พูดถึงไปก่อนหน้านี้ ในเรื่อง Godzilla Vs. Mechagodzilla คิงซีซาร์มีบทเป็นตัวประกอบ และถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์สื่อถึงตัวชีซ่า โดยออกแบบมาให้คล้ายกับตัวชีซ่าด้วย นอกจากนี้ยังมีบทเป็นฝ่ายตรงข้ามกับ Mechagodzilla ซึ่งเป็นตัวร้ายของเรื่อง แถมเจ้าสัตว์ประหลาดตัวนี้ยังเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงมังกรทะเลด้วย

    A post shared by Toru Eye (@toru_eye) on

    ชีซ่ายังถูกนำเข้ามามีบทบาทในเรื่องอื่กอีก ไม่ว่าจะในตำนานปรัมปรา สื่อทั่วไป เรื่องเล่าต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโยไก (คำในภาษาญี่ปุ่นที่ใช้เรียกภูตผีและ/หรือปีศาจ) ในตำนานปรัมปราของญี่ปุ่น ชีซ่าคือ สิ่งที่เน้นย้ำให้เห็นทั้งความน่ามหัศจรรย์และปริศนาของเกาะโอกินาว่า ซึ่งตัวเกาะโอกินาว่าเองก็มีสถานที่อยู่หลายแห่งซึ่งจะช่วยให้คุณได้เห็นแง่มุมต่าง ๆ ของประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของตัวเกาะอย่างลึกซึ้ง:

    ปราสาทชูริ (Shuri Castle)

    ปราสาทชูริ คือ สถานที่ยอดนิยมของโอกินาว่า ครั้งหนึ่งที่นี่เคยเป็นพระราชวังหลวงของอาณาจักรริวกิวจนถึงปี 1879 และเกือบถูกทำลายไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ก็ยังอยู่รอดมาได้และได้รับการฟื้นฟูบูรณะขึ้นมาใหม่

    ทุกวันนี้ ปราสาทหลังนี้เปิดให้คนทั่วไปเข้าชมได้ และยังมีสิ่งของและข้อมูลจำนวนมากจัดแสดงเพื่อให้ทราบถึงความสำคัญที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นศูนย์กลางการค้าและการติดต่อสื่อสารกับต่างประเทศ ตัวปราสาทในตอนนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก (UNESCO) และมีชื่อเสียงโด่งดังทั้งเรื่องความงดงามและรูปแบบสถาปัตยกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ที่ได้รับอิทธิพลมาจากจีน

    สวนชิคินาเอน (Shikinaen Garden)

    สวนที่งดงามแห่งนี้เป็นที่ที่เงียบสงบและมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน เคยเป็นที่ประทับของราชวงศ์ผู้ปกครองอาณาจักรริวกิว ที่นี่มีสถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นจากไม้อันงดงามและเป็นที่ที่คุณจะได้สัมผัสชีวิตในแบบของเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงของโอกินาว่าในยุคโบราณอีกด้วย!

    พิพิธภัณฑ์จังหวัดโอกินาว่า (Okinawa Prefectural Museum)

    พิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจและเป็นที่นิยมแห่งนี้มีข้อมูลประวัติศาสตร์ของโอกินาว่าจัดแสดงไว้เป็นจำนวนมาก รวมถึงเรื่องราวของอาณาจักรริวกิวและประวัติศาสตร์ของช่วงยุคศตวรรษที่ 20 ด้วย ที่นี่มีงานศิลปะมากมายและมีนิทรรศการให้คุณได้ชม!

    ถ้าคุณมีโอกาสมาเยือนหมู่เกาะริวกิวแห่งนี้ คุณจะสามารถพบกับรูปปั้นผู้พิทักษ์ชีซ่าได้ไม่ยาก รวมถึงสถานที่ที่เกี่ยวพันกับชีซ่าซึ่งถูกกล่าวถึงในตำนานต่าง ๆ นอกจากนี้ก็ลองไปเยือนสถานที่อื่น ๆ ที่ได้กล่าวถึงไป แล้วใช้โอกาสนี้เรียนรู้ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่น่าสนใจและมีเอกลักษณ์ของเกาะสวรรค์แห่งนี้!

    หากต้องการหาที่พักในโอกินาว่า สามารถดูข้อมูลทั้งหมดได้ที่นี่!

    *Featured Image: jp.fotolia.com/