มารู้จักตัวอักษรญี่ปุ่นแบบเบื้องต้นกัน!

  • ภาษา
  • วัฒนธรรม
  • ภาษาญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในภาษาที่ยากที่สุดภาษาหนึ่งของโลก และค่อนข้างยากเมื่อเทียบกับการเรียนภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะสำหรับคนที่ไม่ได้มาจากประเทศที่ใช้ตัวอักษรจีนนั้น การเรียนรู้ตัวอักษรญี่ปุ่นเหมือนกับเป็นการเข้าไปผจญภัยในโลกใบใหม่เลยทีเดียว เพราะภาษาญี่ปุ่นมีทั้งตัวอักษรฮิรางานะ คาตาคานะ และคันจิ ไม่เหมือนกับภาษาอังกฤษที่มีตัวอักษรเพียงแค่ 26 ตัวอักษร

    การเรียนรู้ตัวอักษรญี่ปุ่นเป็นด่านแรกของการเรียนภาษาญี่ปุ่น ซึ่งส่วนใหญ่จะเริ่มจากการหัดคัด ฮิรางานะ ตามด้วยคาตาคานะ (ตัวอักษรสำหรับสะกดภาษาต่างประเทศ) และตัวอักษรคันจิ ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว ตัวคันจิจะค่อยเรียน ๆ ควบคู่แทรกไปทีละบท เพื่อให้ผู้เรียนค่อย ๆ ซึมซับตัวอักษรคันจิไปพร้อมกับวิธีอ่านออกเสียง

    ฮิรางานะ

    ฮิรางานะเป็นตัวอักษรญี่ปุ่นพื้นฐาน ซึ่งมีทั้งหมด 46 ตัวอักษรที่อิงมาจากตัวอักษรคันจิ ตัวอักษรพวกนี้คือ เสียงทั้งหมดที่มีในภาษาญี่ปุ่นและเป็นตัวสระ ซึ่งจะประกอบด้วย อะ อิ อุ เอะ โอะ ยกเว้นตัวอักษรที่แทนตัว n

    ตัวอักษรบางตัวจะมีความคล้ายคลึงกัน ต่างกันแค่เส้นหนึ่งเส้น หรือ เส้นโค้งหนึ่งโค้ง ยกตัวอย่างเช่น ตัวอักษร さ (sa) และ き (ki), は (ha) และ ほ (ho), ぬ (nu) และ め (me) ถ้าคุณเขียนตัวอักษรผิดเพียงนิดเดียว การออกเสียงของคำนั้นก็จะต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เช่น คำว่า は (ha) และ ぱ (pa) และ ば (ba) นอกจากนี้ ตัวอักษร “は” โดยปกติจะอ่านว่า “ha” แต่ถ้าอักษรตัวนี้ทำหน้าที่เป็นคำช่วยในประโยคจะอ่านว่า “wa” เช่น 私 は タイ人 です。(Watashi wa thai jin desu)

    หลังจากที่คุณเรียนตัวอักษรฮิรางานะแล้ว คุณก็จะสามารถพูด อ่าน และเขียนภาษาญี่ปุ่นได้ ซึ่งตัวอักษรฮิรางานะใช้สำหรับเขียนวิธีการออกเสียงของตัวอักษรคันจิ เรียกว่า “ฟุริงานะ (Furigana)” ถ้าใครเคยดูอนิเมะญี่ปุ่นในช่วงเพลงเปิดหรือเพลงปิดของเรื่อง หรือ ไปคาราโอเกะในญี่ปุ่น จะมีเนื้อเพลงที่ข้างบนตัวอักษรคันจิจะมีตัวอักษรฮิรางานะเล็ก ๆ เขียนอยู่ด้วย เพื่อเป็นการบอกวิธีการอ่านออกเสียงนั่นเอง ในการอ่านภาษาญี่ปุ่นในระดับขั้นสูงอย่างเช่น การอ่านหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่น งานวิจัย จะมีการใช้ตัวอักษรคันจิค่อนข้างเยอะ และส่วนใหญ่ฮิรางานะจะถูกใช้เขียนก็ต่อเมื่อคำ ๆ นั้น ไม่มีตัวอักษรคันจิของมันเอง

    คาตาคานะ

    คาตาคานะมีตัวอักษรเพื่อแทนการออกเสียง 46 เสียงเช่นเดียวกับตัวอักษรฮิรางานะ แต่ว่าตัวอักษรคาตาคานะจะมีลักษณะเป็นทรงเหลี่ยมมากกว่าฮิรางานะที่มีตัวอักษรลักษณะโค้ง ชาวต่างชาตินั้นจำเป็นต้องเรียนคาตาคานะ เนื่องจากต้องใช้ตัวอักษรเหล่านี้ในการเขียนชื่อของตัวเองเป็นภาษาญี่ปุ่น

    ตัวอักษรคาตาคานะนั้น ใช้สำหรับคำทับศัพท์จากภาษาต่างประเทศ ยกตัวอย่างเช่น:

    レストラン เรสเตอรัน – ร้านอาหาร (restaurant)
    サラリーマンซาราริมัง – พนักงานเงินเดือน (salary man)
    マックドナルド มัคกุโดนารุโดะ – แมคโดนัล (Mc Donald)

    คำศัพท์ภาษาญี่ปุ่นบางคำ ทั้งในทีวีและการ์ตูนนั้น จะถูกเขียนโดยใช้คาตาคานะ เพราะเป็นตัวอักษรที่ทำให้ดูโดดเด่นและดึงดูดความสนใจของผู้ชม แถมยังดูทันสมัยอีกด้วย

    เนื่องจากโลกที่เปลี่ยนไปและอิทธิพลของต่างประเทศที่เข้ามาในญี่ปุ่น คำญี่ปุ่นหลายคำนั้นค่อย ๆ เปลี่ยนการเขียนจากตัวอักษรคันจิเป็นรูปแบบคาตาคานะ คนญี่ปุ่นรุ่นเก่าบางกลุ่มที่ตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลงนี้อาจจะรู้สึกไม่คุ้นเคยเวลาอ่านภาษาญี่ปุ่นแบบสมัยใหม่

    ตัวอักษรคันจิ

    การเรียนตัวอักษรคันจิ ถือเป็นส่วนที่ยากที่สุดในการเรียนภาษาญี่ปุ่น คันจิเป็นตัวอักษรที่ประเทศญี่ปุ่นรับมาจากอักษรจีน ตัวอักษรคันจินั้นมีมากมายจนนับไม่ถ้วน (ปกติจะใช้ตัวอักษรคันจิ 3,000 ตัวอักษรในชีวิตประจำวัน) ตัวอักษรคันจิจะมีความหมายอยู่ในตัวเองและมีพื้นฐานที่ดัดแปลงมาจากภาพ ยกตัวอย่างเช่น คำว่า 木 (Ki) หมายถึง ต้นไม้, 山 (yama) หมายถึง ภูเขา และ 車 (Kuruma) หมายถึง รถ ในขณะที่คาตาคานะหรือฮิรางานะจะเป็นระบบที่อิงการออกเสียง นอกจากนี้ ตัวอักษรคันจิบางตัวสามารถอ่านได้หลายวิธี ซึ่งจะแบ่งเป็นแบบ:

    • “องโยมิ” (音読み) คือ การอ่านแบบภาษาจีน
    • “คุงโยมิ” (訓読み) คือ การอ่านแบบภาษาญี่ปุ่น

    ตัวอักษรคันจิบางตัวสามารถอ่านได้ สอง สาม สี่ ห้า หรือแม้กระทั่งหกวิธี และความหมายนั้นก็สามารถต่างออกไปตามการออกเสียงอีกด้วย เช่น ตัวอักษรคันจิ “生” สามารถหมายถึง ชีวิต, การเกิด, ความดิบหรือสด, ความบริสุทธิ์ และมันสามารถออกเสียงได้หกวิธี คือ เซย์ (せい), โชว (しょう), นามะ (なま), อุมะเรรุ (生 (う)まれる), อิเครุ (生(い)ける), อิคาซึ (生(い)かす) อีกตัวอย่างคือ “大” สามารถอ่านว่า ไดโจบุ (大丈夫), โอวกิ (大きい) โดยปกติแล้วตัวอักษรฮิรางานะจะถูกเขียนประกอบไว้ด้วยเพื่อให้ผู้อ่านรู้ว่าควรต้องออกเสียงแบบไหน
     
    การเรียนอักษรคันจินั้น เป็นเรี่องยากและต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมาก คนญี่ปุ่นเริ่มเรียนคันจิตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่ประถมจนถึงมัธยมปลาย เด็กนักเรียนญี่ปุ่นนั้นจำเป็นที่จะต้องฝึกเขียนตัวอักษรคันจิเป็นการบ้านแทบทุกวัน

    บทสรุป

    การเรียนภาษาใหม่ พร้อมกับการฝึกคัดตัวอักษรใหม่นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเป็นสิ่งที่ทั้งท้าทายและต้องอาศัยความตั้งใจอย่างเต็มที่ รวมถึงความพยายามและเวลาในการทำความเข้าใจ คนที่ชอบความท้าทายและมีความมุ่งมั่นอย่างแท้จริงเท่านั้นที่จะประสบความสำเร็จ คุณต้องกล้าที่จะเจอความยากลำบากและยอมรับว่าไม่มีใครหรือแม้กระทั่งเจ้าของภาษาเองที่จะสามารถเรียนรู้ภาษาได้อย่างสมบูรณ์แบบ

    ภาษาญี่ปุ่นนั้นอาจจะยากในการเริ่มต้น และอาจจะมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้เพิ่มเติมอยู่เรื่อย ๆ แม้ว่าคุณจะเคยเรียนมาบ้างแล้ว แต่หลังจากคุณได้พยายามอย่างเต็มที่และสามารถใช้ภาษาญี่ปุ่นเพื่อการสื่อสารได้ คุณจะรู้สึกภูมิใจที่สามารถทำมันได้สำเร็จ เราขอให้คุณโชคดี