เจาะลึกชีวิตแม่บ้านในญี่ปุ่น: สุขสบายดี? หรือเป็นอย่างไรกันบ้าง?

  • วัฒนธรรม
  • สังคม
  • ในยุค 1960 การเป็นแม่บ้านนั้นเป็นเรื่องปกติสำหรับผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว แต่ทุกวันนี้บรรทัดฐานนั้นได้เปลี่ยนไปแล้ว ผู้หญิงนั้นสามารถทำงานได้เท่าเทียมกับผู้ชาย ผู้หญิงส่วนใหญ่ที่แต่งงานนั้นจำเป็นที่จะต้องทำงานเหมือนกับสามีของเธอ เนื่องจากเหตุผลทางการเงินมากกว่าความต้องการส่วนตัวที่ต้องการมีอาชีพการงานเป็นของตัวเอง

    ผู้หญิงในประเทศแถบตะวันตกส่วนใหญ่รวมถึงประเทศไทย มีความจำเป็นที่จะต้องทำงานหลังแต่งงานหรือมีลูก เนื่องจากรายรับของสามีคนเดียวไม่เพียงพอต่อความต้องการและค่าใช้จ่ายของทุกคนในครอบครัว นอกจากนี้คนในยุคปัจจุบันมักจะมองคนที่ทำงานบ้านและให้สามีไปทำงานเพียงคนเดียวว่าเป็นคนขี้เกียจ ไม่ทำอะไร ไม่มีคุณค่า และไม่ยอมลำบาก

    คุณคงอยากจะรู้ว่าที่ประเทศญี่ปุ่นนั้นเป็นอย่างไร หลายคนคงคิดว่าประเทศที่ทันสมัยอย่างญี่ปุ่นจะเป็นเหมือนประเทศอื่น ๆ ในแถบตะวันตก แต่ไม่ใช่เลย ผู้หญิงญี่ปุ่นกว่า 44.8% ทำงานเป็นแม่บ้านหลังจากที่คลอดลูกคนแรก แม้ว่าจะมีผู้หญิงญี่ปุ่นทำงานออฟฟิศมากขึ้น แต่การเป็นแม่บ้านหลังแต่งงานก็ยังเป็นเรื่องปกติในสังคมญี่ปุ่นอยู่ดี

    ชีวิตประจำวันของแม่บ้านญี่ปุ่น

    คนญี่ปุ่นมองว่าการที่ภรรยาอยู่บ้านเป็นแม่บ้านนั้น ทำให้ชีวิตของครอบครัวดีขึ้น ทำไมพวกเขาถึงคิดอย่างนั้นเหรอ และชีวิตประจำวันของพวกเธอเป็นอย่างไร ลองมาดูตารางเวลาด้านล่างนี้ไปพร้อมกันเลย

    1. 6:00 am: ตื่นนอนและทำข้าวกล่องให้สามีและลูกๆ
    2. 7:00 am: ปลุกสามีและลูกๆเพื่อเตรียมตัวไปโรงเรียนและที่ทำงาน
    3. 8:30 am: เอากระเป๋าและเสื้อโค้ทไปให้สามีหน้าประตู โบกมือลา และไปส่งเด็ก ๆ ไปโรงเรียนที่หน้าบ้าน
    4. 9:00 am: เล่นกับเด็กอ่อน ล้างจานและซักผ้า
    5. 12:00 pm: ทำอาหารกลางวันและทานอาหารกลางวันกับเด็ก ๆ
    6. 2:00 pm: ทำงานบ้านเช่น ดูดฝุ่น ทำความสะอาดห้องหรือปัดฝุ่น
    7. 4:00 pm:ไปซื้อของกับเด็ก ๆ และพาพวกเขาไปเดินเล่นสวนสาธารณะ
    8. 6:00 pm: ทำอาหารเย็น
    9. 7:30 pm: อาบน้ำให้เด็ก ๆ และพาไปเข้านอน
    10. 8:30 pm: ช่วงเวลาส่วนตัว

    เป็นตารางเวลาที่ยุ่งมากเลยว่าไหม แต่หน้าที่ของแม่บ้านยังไม่จบแค่นี้นะ

    หน้าที่พิเศษของแม่บ้าน

    แม่บ้านที่ญี่ปุ่นนั้นมีหน้าที่หลายอย่าง บางอย่างอาจจะไม่ใช่สิ่งที่คุณสามารถพบเจอได้ที่ประเทศอื่น พวกเธอต้องบริหารรายรับรายจ่ายของครอบครัว เมื่อถึงวันเงินเดือนออก รายได้ทั้งหมดจะเข้าไปยังบัญชีของแม่บ้าน จากนั้นเธอก็จะบริหารเงินเป็นส่วน ๆ เช่น เงินจ่ายค่าบ้าน, เงินจ่ายค่าประกัน, เงินจ่ายค่ากับข้าว และสิ่งของอื่น ๆ นอกจากนี้พวกเธอยังต้องแบ่งเงินบางส่วนให้สามีเป็นเงินติดกระเป๋า คุณอาจจะคิดว่ามันประหลาดเพราะว่าเงินก้อนนั้นเป็นเงินที่สามีหามาทั้งหมด แต่แทบจะไม่ได้ใช้เงินของเขาเองเลย แถมภรรยาญี่ปุ่นนั้นขึ้นชื่อเรื่องความประหยัด ภรรยาบางคนจะให้เงินสามีแค่ประมาณ 9,500 บาทต่อเดือนเท่านั้น (แม้ว่าเงินเดือนของสามีจะมีประมาณสิบเท่าของที่เธอให้) วิธีนี้ทำให้เงินเก็บของครอบครัวนั้นเหลือเยอะมาก พวกเขาสามารถเก็บเงินได้ถึง 4,700,000 กว่าบาทโดยประมาณ คนญี่ปุ่นหลายคนเลยนึกถึงประโยชน์ข้อนี้เวลาที่พวกเขาหาข้อดีของการมีภรรยาที่ทำหน้าที่เป็นแม่บ้าน

    นอกจากพวกเธอจะเป็นนักบัญชีประจำบ้านแล้ว พวกเธอยังเป็นคนจัดงานต่าง ๆ และวางระเบียบตารางเวลาอีกด้วย คุณอาจจะคิดว่างานพวกนี้มันง่าย แต่ที่ญี่ปุ่นนั้นมีโอกาสพิเศษและเทศกาลต่าง ๆ ที่มีกฏมากมายบังคับว่าใครมีหน้าที่ทำอะไรบ้าง ถ้าคุณได้รับของขวัญเนื่องในโอกาสงานแต่งหรือคลอดลูกคนแรก คุณจะต้องสังเกตว่าใครให้อะไรกับคุณบ้างอเพราะคุณจะต้องให้ของขวัญที่มีค่าครึ่งหนึ่งของสิ่งที่คุณได้รับเพื่อตอบแทน ธรรมเนีนมการให้ของขวัญกลับนี้ในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า “โอคาเอชิ” และถ้าคุณต้องการที่จะรักษาความสัมพันธ์กับคนที่ให้ของขวัญคุณต่อไป คุณจะต้องให้ของขวัญที่ถูกต้องเพื่อเป็นการตอบแทนน้ำใจของเขา

    การรักษาหน้า

    การรักษาหน้านั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมากในสังคมญี่ปุ่น การรักษาหน้านั้นส่งผลกระทบต่อเหล่าแม่บ้านมากเพราะว่างานที่พวกเธอทำที่บ้านนั้นอาจจะไม่ได้รับการชื่นชมจากคนอื่นนอกจากคนในครอบครัว คุณจะเห็นแม่บ้านทำหลายอย่างเพื่อที่จะแสดงให้คนภายนอกเห็นว่าพวกเธอนั้นมีความพยายาม พวกเธอจะพิถีพิถันในการทำ ข้าวกล่องแสนน่ารัก (เฉพาะภาษาอังกฤษ) รวมถึงจัดสวนที่บ้านให้สวยงาม และแต่งตัวลูกของเธอด้วยเสื้อผ้าดี ๆ

    ข้อเสียของเรื่องนี้คือ แม่บ้านบางคนจะดูแลลูกของเธออย่างใกล้ชิดมากจนเกินไป พวกเธอจะโกรธและต่อว่าคุณครูหากเธอคิดว่าลูกของเธอไม่ได้รับการใส่ใจที่โรงเรียนมากพอ พวกเธอจะไม่ยอมให้เด็กคลาดสายตาจนเด็กไม่เคยได้ลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง การดูแลอย่างใกล้ชิดจนเกินควรนี้ อาจจะเกิดขึ้นตั้งแต่ลูกของพวกเธอยังเล็ก พวกเธอจะไม่ปล่อยให้ลูกที่เล่นอยู่ในบ่อทรายคลาดสายตาและเล่นกับลูกของเธอตลอดจนเด็ก ๆ
    ไม่เคยได้เบื่อและลองหาวิธีเล่นเองเลย พวกเธอจะแบกลูกน้อยไว้บนที่สะพายไหล่และไม่ยอมให้ลูกร้องแม้แต่นิดเดียว เนื่องจากกลัวว่าจะมีคนได้ยินและนินทา และทำให้รู้สึกว่าตัวเองเป็นแม่ที่แย่และเสียหน้า

    ปัจจัยพวกนี้ทำให้ชิวิตแม่บ้านญี่ปุ่นลำบากยิ่งขึ้น ฉันเข้าใจดีว่าการเป็นแม่ที่ดีนั้นสำคัญ แต่การที่คุณต้องทำทุกอย่างเพื่อให้คนอื่นมองว่าคุณดีนั้น คงเป็นเรื่องที่เหนื่อยพอสมควร ผู้หญิงกลุ่มนี้อาจจะเป็นคนมีความสามารถที่ถูกลดค่าลงด้วยการเปลี่ยนตัวเองเป็นแค่แม่บ้านธรรมดา พวกเธออาจจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้ หากเธอทำงานต่อและเป็นพนักงานที่ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่แค่แม่ของเด็กหนึ่งคน ญี่ปุ่นอาจจะขาดแคลนแรงงานเพราะผู้หญิงส่วนมากออกมาเป็นแม่บ้านหลังแต่งงานก็ได้

    คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ คุณคิดว่าแม่บ้านญี่ปุ่นหรือผู้หญิงที่เลือกทำงานไปพร้อมกับมีครอบครัว แบบไหนมีชีวิตที่มีความสุขมากกว่ากัน? คุณคิดว่าการเป็นแม่บ้านญี่ปุ่นนั้นสบายไหม? หรือคุณคิดว่ามันเป็นงานที่ยากที่สุดเท่าที่คุณเคยได้ยิน!