เพราะอะไรภาษาญี่ปุ่นถึงยากจัง?

  • ภาษา
  • ก่อนจะมาที่ญี่ปุ่น ฉันเคยเรียนในสถาบันที่จัดให้มีโปรแกรมการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศถึงกว่า 100 ภาษา เป็นเวลา 6-12 สัปดาห์ มีนักศึกษาคนหนึ่งที่พอเรียนภาษาสเปนแล้วก็รู้สึกว่ามันยากเกินไปและถอดใจไม่อยากเรียนต่ออีกแล้ว บรรดาอาจารย์ผู้สอนจึงมาคุยกันเพื่อหาวิธีรับมือกับนักศึกษาคนนี้ ประธานสถาบันแห่งนั้นจึงเสนอไอเดียหนึ่งขึ้นมา “งั้นก็ส่งเขาไปเรียนคลาสภาษาญี่ปุ่นละกัน” หลังจากพยายามเรียนภาษาญี่ปุ่นไปได้ 3 วัน นักศึกษาที่เคยคิดว่าตัวเองไม่มีทางเรียนภาษาสเปนได้ก็พูดว่า “ตอนนี้ ฉันคิดว่าตัวเอง เรียนภาษาสเปนได้แล้วล่ะ”

    ทำไมภาษาญี่ปุ่นจึงเป็นภาษาที่เรียนรู้ได้ยากมาก เพราะอะไร? มาลองดูเหตุผลบางส่วนกันดีกว่า

    ปัญหาไม่ใช่ไวยากรณ์

    คนส่วนใหญ่ที่เรียนภาษาญี่ปุ่นมักจะพูดทำนองว่า “ไวยากรณ์ภาษาญี่ปุ่นมันยากมาก ๆ!” เอาเข้าจริงแล้ว ไวยากรณ์ของภาษาญี่ปุ่นเรียบง่ายมาก แถมกฎต่าง ๆ ที่ใช้ก็ชัดเจน (ไม่เหมือนภาษาอังกฤษ) ปัญหาของภาษาญี่ปุ่นก็คือ การใช้งาน ซึ่งขึ้นอยู่กับบริบทต่าง ๆ เป็นส่วนใหญ่ ตัวอย่างเช่น คุณจะพูดคำว่า “สวัสดี” อย่างไรในภาษาญี่ปุ่น? หนังสือเรียนส่วนใหญ่จะบอกว่าให้คุณพูด “คอนนิจิวะ (こんにちは)” ซึ่งใช้สำหรับการทักทายในช่วงกลางวัน แต่ในความเป็นจริงแล้วภาษาญี่ปุ่นนั้นไม่มีคำว่า “สวัสดี” (ที่ใช้ได้ทั่วไป) เพราะตามมารยาททางสังคมแล้วการทักทายคนอื่นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ทั้งช่วงเวลาของวัน, คนที่คุณกำลังคุยด้วย และระดับทางสังคมของคุณกับคนที่คุณพูดด้วย

    โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีปัจจัยหลัก ๆ สองอย่าง คือ ระดับของความเป็นทางการและสถานะทางสังคมของผู้พูด ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณต้องการจะพูดว่า “ผมเจออาจารย์ทานากะ” ซึ่งถ้าคนพูดและคนฟังเป็นเพื่อนกัน ถือเป็นการสนทนาแบบเป็นกันเอง แต่เนื่องจากครูและอาจารย์ที่กำลังถูกพูดถึง คือ คนที่มีสถานะสูงกว่า เวลาพูดถึงจะต้องอยู่ในรูปภาษาที่มีความสุภาพ ดังนั้นคุณควรจะพูดว่า “田中先生 に お目にかかったーทานากะ เซนเซ นิ โอเมะ นิ คาคัตตะ” คำว่า “お目にかかるーโอเมะ นิ คาคารุ” คือ วิธีพูดคำว่า “ฉันได้พบ” ในระดับยกย่อง เนื่องจากสถานะของคุณทานากะอยู่ในระดับสูงกว่า แต่การลงท้ายกริยาด้วยรูป “たーตะ” คือ การใช้รูปอดีตแบบไม่เป็นทางการ เพราะคุณกำลังพูดอยู่กับเพื่อน ซึ่งนี่คือ สิ่งที่ทำให้ภาษาญี่ปุ่นมีความซับซ้อนอย่างมาก แม้หลักไวยากรณ์จะเรียบง่าย แต่การเลือกใช้ให้เหมาะสมตามระดับของความสุภาพนั้น เป็นส่วนที่ยากที่สุด!

    ระบบการเขียนน่าจะถือได้ว่าซับซ้อนที่สุดในโลก

    ภาษาญี่ปุ่นไม่มีระบบการเขียนจนกระทั่งไปรับและปรับมาจากตัวอักษรของจีน ตัวภาษาและระบบการเขียนของญี่ปุ่นไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้น วิธีการอ่านแบบจีนของคันจิแต่ละตัวก็ถูกใช้ควบคู่ไปกับการอ่านแบบภาษาญี่ปุ่นอีกด้วย พูดง่าย ๆ ก็คือคันจิตัวเดียวสามารถอ่านได้มากกว่าหนึ่งแบบ ยกตัวอย่างเช่น คำว่า “豚” ถ้าใช้กับคำว่า “ทงคตสึ” (豚骨) ตัว 豚 จะอ่านว่า “ทง” ซึ่งก็คือ เนื้อหมู แต่ถ้าเราจะพูดถึงหมู คันจิตัวนี้จะอ่านว่า “บูตะ (ぶた)” ซึ่ง “ทง” คือ วิธีอ่านแบบจีน ส่วน “บูตะ” คือ วิธีอ่านแบบญี่ปุ่น

    ยิ่งไปกว่านั้น ไวยากรณ์ภาษาญี่ปุ่นจะมีคำเสริมท้าย (suffix) เป็นส่วนใหญ่ (หมายถึงส่วนที่จะเติมเข้ามาในตอนท้ายของประโยค) นักวิชาการภาษาญี่ปุ่นจึงสร้างระบบการเขียนแบบใหม่ขึ้นมา เพื่อแสดงให้เห็นคำเสริมท้ายเหล่านี้ เพราะเหตุนี้ถ้าคุณอยากจะเรียนภาษาญี่ปุ่น คุณจะต้องเรียนระบบการเขียนที่เป็นอิสระจากกันถึง 3 แบบ

    พลังของคนต่างชาติ

    ในระหว่างที่ฉันกำลังชี้ให้เห็นว่าภาษาญี่ปุ่นมันยากขนาดไหน ถ้าคุณเป็นชาวต่างชาติที่กำลังเรียนภาษาญี่ปุ่น แสดงว่าคุณมีความสามารถพิเศษที่เรียกกันว่า “พลังของคนต่างชาติ” คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะไม่ติเตียนอะไรคุณมากนัก คุณไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องระดับความเป็นทางการในเวลาสนทนา เพราะคนญี่ปุ่นมักจะให้อภัยเวลาคนต่างชาติใช้ภาษาญี่ปุ่นผิด เพราะฉะนั้นก็ขอให้คุณพยายามให้เต็มที่ และอย่ากังวลมากจนเกินไป