เจาะชีวิตมนุษย์เงินเดือน (Salary Man) ในญี่ปุ่น

  • วัฒนธรรม
  • สังคม
  • มนุษย์เงินเดือน หรือ ซาลารี่แมน (Salary Man) ในประเทศญี่ปุ่น หมายถึง พนักงานออฟฟิศ หรือ นักธุรกิจที่ทำงานให้กับบริษัทขนาดใหญ่ หรือ หน่วยงานราชการ คนเหล่านี้เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถและเรียนจบจากสถาบันชั้นนำต่าง ๆ นอกจากนี้ยังได้รับการสอนสั่งและล้างสมองให้อุทิศตนทำงานอย่างบ้าคลั่งเพื่อส่วมรวมมากกว่าที่จะทำเพื่อตัวเอง! พวกเขาต้องทำงาน 60-80 ชั่วโมงต่อสัปดาห์โดยไม่ได้รับค่าล่วงเวลา และต้องไปดื่มสังสรรค์กับลูกค้าเป็นกิจวัตรที่ทำซ้ำไปมา การทำงานในประเทศญี่ปุ่นค่อนข้างมีลักษณะแบบระบบกลุ่มนิยม (Collectivism) เป็นอย่างมาก โดยลักษณะการทำงานเช่นนี้ เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในช่วงทศวรรษ 1930 และยังคงอยู่กับสังคมมาจนถึงปัจจุบัน ประเด็นเรื่องซาลารี่แมนญี่ปุ่นนั้นได้รับความสนใจจากสื่อทั่วโลกเป็นอย่างมา โดยเฉพาะเมื่อ vlogger Stu ที่อยู่ในโตเกียว ซึ่งเป็นซาลารี่แมนที่ทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมการเงินได้เล่าเรื่องราวเบื้องลึกของชีวิตซาลารี่แมนให้ได้ฟัง

    1. แบบแผนในที่ทำงาน

    เหล่าซาลารี่แมน หรือที่เรียกว่า ชาจิกุ (Shachiku 社畜) หรือ “แรงงาน/ทาสของบริษัท” มีระบบที่ปฏิบัติกันมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่การแต่งกายในชุดสูทแบบอนุรักษ์นิยมที่ต้องดูเรียบร้อยและมอบนามบัตรของตนให้แก่ลูกค้าในลักษณะโค้งตัว 45 องศาอย่างสมบูรณ์แบบ นอกจากนี้วัฒนธรรมเรื่องระบบอาวุโสในที่ทำงานที่เข้มข้นนั้น ก่อให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความกลัวและการข่มเหงโดยผู้มีอำนาจในที่ทำงาน พวกเขาไม่กล้าที่จะพูดปฏิเสธให้กับคำสั่งใด ๆ และมักจะเป็นพนักงานผู้ซื่อสัตย์ที่เข้าทำงานทันทีหลังจบการศึกษาและอยู่ทำงานจนเกษียณ สำหรับพวกเขาแล้วบริษัท คือ “ชีวิต” ส่วนเพื่อนร่วมงานก็เปรียบเสมือนครอบครัวของพวกเขา วัฒนธรรมการทำงานของญี่ปุ่นยังแตกต่างจากวัฒนธรรมในโลกตะวันตกอย่างสิ้นเชิงที่ให้ความสำคัญกับความรู้ความสามารถของบุคลากร และการเปลี่ยนงานไม่ถือว่าเป็นเรื่องเสื่อมเสียหรือเป็นการหนีจากบริษัทเดิมแต่อย่างใด ในขณะที่ซาลารี่แมนในญี่ปุ่นจะไม่ค่อยมีอำนาจในการต่อรองเท่าไหร่นักในการเปลี่ยนงาน เหล่าซาลารี่แมนยังต้องต่อสู้กันอย่างไร้ความปราณี เพื่อก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง (Senior Management) ในขณะเดียวกันก็พยายามหลีกเลี่ยงที่จะกลายเป็น มาโดะงิวะ (Madogiwa 窓際) หรือ พนักงานที่ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป และถูกลดระดับความสำคัญให้ไปอยู่ตรงที่นั่งติดหน้าต่าง

    2. การทำฟรีโอที

    เหล่าซาลารี่แมนนั้น ต้องมาถึงออฟฟิศแต่เช้าและทำงานจนถึงรถไฟเที่ยวสุดท้ายทุกวัน แม้ว่าพวกเขาจะได้รับวันหยุดพักร้อน แต่พวกเขาก็แทบไม่เคยได้ใช้ เนื่องจากไม่มี “ทางเลือก” ถึงแม้ว่าจะทำงานอย่างเหนื่อยยากสัปดาห์ละ 60-80 ชั่วโมงก็ตาม ไม่ว่าจะฝนตก แดดออก หรือ เจ็บป่วย พวกเขาก็ต้องมาออฟฟิศ ในอดีตนั้นครอบครัวแบบญี่ปุ่น ผู้ชายจะให้ความสำคัญกับการทำงานเป็นหลัก หากกลับบ้านดึกหรือมีงานยุ่งมาก ๆ จะถือเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์บทบาทของพ่อหรือสามีผู้ขยันขันแข็งหรือมีความรับผิดชอบต่อครอบครัวอีกด้วย นอกจากนี้ หากเหล่าซาลารี่แมนไม่ได้พาลูกค้าไปเที่ยวบาร์โฮส หรือ แหล่งบันเทิงอื่น ๆ (ที่มักเกี่ยวข้องกับเรื่องทางเพศ) พวกเขาก็จะไปเที่ยวกินดื่มหลังเลิกงาน หรือ โนมิไก ที่บาร์แบบญี่ปุ่น หรือ ที่รู้จักกันดีในชื่อว่า “อิซากายะ”

    3. งานเลี้ยงกินดื่มหลังเลิกงาน หรือ “โนมิไก (nomikai-飲み会)”

    ระหว่างที่ทุกคนเข้าร่วม โนมิไก (nomikai-飲み会) ก็มักจะดื่มกันอย่างบ้าคลั่งสุด ๆ ซึ่งที่ญี่ปุ่นจะมีบริการที่ได้รับความนิยมเรียกว่า “โนมิโฮได (飲み放題) หรือ บุฟเฟ่ต์ดื่มได้ไม่อั้น all-you-can-drink” และถึงแม้ว่านี่จะเป็นแค่การสังสรรค์ แต่ความสำคัญของระบบอาวุโสในที่ทำงานก็ยังคงมีอยู่ โดยที่เหล่าพนักงานรุ่นน้องจะต้องคอยดูแลเติมแก้วของพนักงานรุ่นพี่ให้เต็มอยู่เสมอ เมื่อดื่มกันจนเมาได้ที่ พวกเขาก็อาจเปลี่ยนไปเป็นคนละคนจากที่ปกติอาจจะเป็นคนเงียบ ๆ และไม่ค่อยแสดงออกทางสีหน้า ก็อาจจะส่งเสียงเอะอะโวยวายและทำกิริยาที่ไม่เหมาะสม เรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาปล่อยผีก็ว่าได้ บางครั้งเรื่องราวลามกถูกหยิบยกขึ้นมาพูดบนโต๊ะอาหารได้อย่างไม่สะทกสะท้าน และการล่วงละเมิดคุกคามก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาเสียด้วย นอกจากนี้ การพบเห็นกลุ่มซาลารี่แมนที่เมามายกอดคอหมดสติกันอยู่บนถนนก็เป็นเรื่องปกติ และปิดท้าย โนมิไก ด้วยการปรบมือหนึ่ง หรือ สามครั้ง (อิปปง-จิเมะ/一本締め หรือ ซัมบง-จิเมะ/三本締め) หลังจากนั้น พวกเขาอาจจะไป after party หรือ ที่เรียกกันว่า “นิจิไก (Nijikai-二次会)” เพื่อดื่มกันต่ออีก ถ้ามาญี่ปุ่นคุณอาจจะได้เห็นเหล่าซาลารี่แมนที่เมามายนอนหลับตามถนนหรือสถานีรถไฟ

    4. ตอนจบที่เหมือนกับเทพนิยายกริมม์

    แม้ว่าจะมีซาลารี่แมนบางคนสามารถเอาชนะการแข่งขันที่รุนแรงนี้ได้ และเกษียณอายุอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี (รวมถึงการมีครอบครัวด้วย) แต่ก็มีบางคนที่ไม่สามารถจัดการกับความเครียดและต้องออกจากงานไป บางคนคิดว่าทางออกเดียวที่เหลืออยู่โดยไม่ถูกสังคมประนาม คือ “การฆ่าตัวตาย” บางครั้งจึงมีเหตุการณ์ที่รถไฟดีเลย์เนื่องจากมีคน (ซึ่งส่วนมากสันนิษฐานกันว่าเป็นซาลารี่แมน) กระโดดลงไปบนรางรถไฟนั่นเอง จุดจบอีกอย่างหนึ่ง คือ คาโรวชิ/Karoushi หรือ “การเสียชีวิตเนื่องจากการทำงานหนัก” หลังจากที่ตรากตรำทำงานอย่างหนักเพื่อเงินเดือนอันน้อยนิด จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่พวกเขาจะเหนื่อยจนสายตัวแทบขาดแบบนี้ ประเด็นนี้ทำให้กลุ่มคนทำงานใน Wall Street ในอเมริกา และ Canary Wharfer ในอังกฤษให้ความสนใจเกี่ยวกับรายงานล่าสุดเรื่องการล้มป่วยหรือการเสียชีวิตของเด็กฝึกงานหรือนักวิเคราะห์รุ่นใหม่ในการแข่งขันที่น่าอดสูของอุตสาหกรรมการเงิน อย่างไรก็ดี หน้าที่การงานของซาลารี่แมนบางคนต้องถูกระงับหรือยุติหลังจากถูกบังคับให้ ฮันเซย์ Hansei (反省) เนื่องจากการกระทำผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง ซึ่ง ฮันเซย์ มีความหมายว่า “การทบทวนตนเอง” พวกเขาต้องถูกบังคับให้หยุดงานเป็นเวลาหนึ่งปีถึงสองปีหรือช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับความผิดที่เขาได้ก่อขึ้น

    เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ดังกล่าว รัฐบาลญี่ปุ่นได้ออกกฎหมายเพื่อควบคุมกรณีการ “ทำให้ถูกอับอายในที่สาธารณะ” โดยการจำกัดชั่วโมงการทำงาน แต่ความคิดเห็นของประชาชนส่วนใหญ่ต่อกฎหมายนี้คิดว่ายังไม่เพียงพอ และต้องการให้มีการจ่ายค่าล่วงเวลา รวมถึงการให้คำปรึกษา และกฎหมายอื่น ๆ เกี่ยวกับสิทธิแรงงานอีกด้วย หลังจากอ่านบทความนี้แล้ว คุณคิดว่าคุณสามารถเป็นซาลารี่แมนในประเทศญี่ปุ่นได้หรือไม่?