โอมิไอ (Omiai): ประเพณีคลุมถุงชนในประเทศญี่ปุ่น

  • ประเพณี
  • วัฒนธรรม
  • การแต่งงานแบบคลุมถุงชนเป็นวิถีปฏิบัติที่มีทั้งข้อโต้แย้งและมีบทบาททางสังคมที่สำคัญในทางประวัติศาสตร์ ในสมัยก่อนการแต่งงานแบบคลุมถุงชนถือเป็นเรื่องปกติที่สามารถพบเจอได้ทั่วไปในทุกประเทศ ในทุกชนชั้นและทุกวัฒนธรรม ซึ่งเป็นเรื่องของการทำสัญญามากกว่าที่จะเป็นอย่างอื่น

    การแต่งงานในช่วงศตวรรษที่ 18 โดยทั่วไปแล้วจะจัดการโดยสมาชิกในครอบครัว และต้องมีการเจรจาต่อรองไว้แล้ว ทั้งในเรื่องของการเงิน, ความเหมาะสม และภาระผูกพันอื่น ๆ กระบวนการของการคลุมถุงชนนั้นแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ของโลกและยุคสมัยต่าง ๆ บางครั้งคู่แต่งงานจะได้รับอนุญาตให้พบกันก่อนได้ หรืออาจทำได้เพียงแค่เห็นรูปถ่ายของอีกฝ่ายก่อนงานแต่งงานเท่านั้น!

    ในบางประเทศ การแต่งงานแบบคลุมถุงชนเป็นเพียงแค่ข้อตกลงระหว่างครบครัวเท่านั้น ในอดีตประเทศส่วนใหญ่อาจเคยมีประเพณีการคลุมถุงชนมาก่อน แต่หลังจากลัทธิเสรีนิยมได้เข้ามามีบทบาทต่อทัศนคติของผู้คนในเรื่องการแต่งงานและความสัมพันธ์ ทำให้การคลุมถุงชนได้จางหายไปจากสังคม แต่ในบางประเทศอย่างอินเดีย, ปากีสถาน และชนเผ่าในแถบอเมริกาใต้ การแต่งงานแบบคลุมถุงชนนั้นยังคงเป็นสิ่งที่ปฏิบัติกันอยู่ในสังคม

    สำหรับในประเทศญี่ปุ่น โอมิไอ (Omiai) หรือ การคลุมถุงชน มีประวัติความเป็นมาอย่างยาวนานจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ชาวญี่ปุ่นได้เปลี่ยนทัศนคติเรื่องการแต่งงานไปแล้ว ซึ่งคนรุ่นใหม่นิยมเลือกคู่ครองด้วยตัวเองและต้องเป็นคนที่รักเท่านั้น แต่ก็ยังมีชาวญี่ปุ่นอีกประมาณ 5% ถึง 6% ที่ยังคงใช้การแต่งงานแบบคลุมถุงชนอยู่

    ประเด็นที่น่าสนใจ คือ ทำไมคนกลุ่มนี้ถึงเลือกที่จะอนุญาตให้แม่สื่อหรือพ่อสื่อเป็นคนจัดการเรื่องคู่ชีวิตให้พวกเขา? แต่ก่อนจะไปค้นหาคำตอบ เราไปทำความรู้จักกับประเพณีโบราณที่ยังคงมีอยู่ในสังคมยุคใหม่ของประเทศญี่ปุ่นกันก่อนว่าเป็นอย่างไร

    การดูตัว

    ในอดีตนั้น ประเพณีการแต่งงานในประเทศญี่ปุ่นมีความเข้มงวดเหมือนกับในหลาย ๆ ประเทศ แต่ทว่าสิ่งเหล่านี้ยังคงอยู่ในสังคมญี่ปุ่นยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอายุที่เหมาะสมในการแต่งงานของผู้หญิง คือ 25 ปี และสำหรับผู้ชายคือ 30 ปี

    ผู้หญิงที่ไม่ได้แต่งงานก่อนอายุ 25 ปี มักจะถูกนินทาและถูกมองว่า พวกเธอเป็นสิ่งของที่หมดอายุ บางครั้งพวกเธอถูกเปรียบเทียบเป็น “เค้กวันคริสมาสต์” ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบว่าเป็น “เค้กที่ขายไม่ออกหลังจากวันที่ 25 ธันวาคม” จึงทำให้เกิดแรงกดดันทางสังคมและวัฒนธรรมอย่างแท้จริงที่จะต้องแต่งงานก่อนอายุ 25 ปี หรือ อาจจะไม่มีโอกาสได้แต่งงานอีกเลย

    ในปัจจุบัน อายุเฉลี่ยของการแต่งงานมีเกณฑ์ที่จะเพิ่มสูงขึ้นเป็นอายุ 29 ปี สำหรับผู้หญิง และ 31 ปี สำหรับผู้ชาย และผู้หญิงที่ไม่แต่งงานก็ดูเหมือนจะไม่มีปัญหาในการดำรงชีวิตแต่อย่างใด นอกจากนี้ ค่านิยมในเรื่องการแต่งงานก่อนที่จะไปใช้ชีวิตด้วยกันและมีลูกยังเป็นสิ่งที่สังคมยึดถืออยู่ และยังมีความกดดันทางสังคมที่ต้องการให้ผู้คนที่อยู่ในช่วงอายุ 20 ปี และ 30 ปี แต่งงานมีครอบครัว

    ถึงกับมีคำกล่าวที่ว่า ผู้ชายที่แต่งงานแล้ว จะเป็นตัวเลือกของพนักงานที่หลายบริษัทต้องการ มากกว่าผู้ชายที่ยังไม่ได้แต่งงาน (นั่นอาจเป็นเพราะว่า ผู้ชายที่แต่งงานแล้วจะมีแรงกระตุ้นที่จะออกไปทำงานทุกวัน)

    แต่ทั้งนี้ สำหรับคนที่ยังไม่มีแฟน ยังไม่แต่งงาน และอายุก็เลย 30 ปี หรือ มากกว่า 40 ปีไปแล้ว และก็ไม่ได้อยากอยู่คนเดียวไปตลอดชีวิต จะต้องทำอย่างไร? เพื่อตอบโจทย์เหล่านี้ จึงทำให้มีบริษัทที่รับหน้าที่จัดการ โอมิไอ หรือ การจับคู่ เข้ามามีบทบาท

    โอมิไอ แปลว่า “การดูตัว” ซึ่งทั้งฝ่ายชายและหญิงจะได้นัดเจอเพื่อทำความรู้จักกัน และถ้าหากทั้งสองฝ่ายมีความรู้สึกตรงกัน ก็จะได้แต่งงานกันในที่สุด โดยปกติจะใช้ระยะเวลาไม่กี่เดือนในการดูตัว ตามประวัติศาสตร์แล้ว โอมิไอเป็นงานที่ค่อนข้างทางการ และบ่อยครั้งจะถูกจัดการโดยสมาชิกในครอบครัวของฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย

    ในปัจจุบันนั้น การดูตัวจะมีรูปแบบที่เป็นกันเองมากขึ้น ซึ่งรวมไปถึง การนัดบอด, การมาเดทเป็นคู่กับเพื่อน และใช้เวลาคลายเครียดในช่วงเย็นด้วยกัน ซึ่งเป็นวิธีการศึกษาดูว่าต่างฝ่ายสามารถเข้ากันได้ไหม หลายคนอาจจะมองว่าวิธีนี้ก็ไม่ได้ต่างอะไรไปจากการหาคู่ผ่านแอปพลิเคชั่น Tinder เลย!

    ขั้นตอนการดูตัว

    เมื่อคุณได้ลงทะเบียนกับทางบริษัทตัวแทนจัดการโอมิไอเรียบร้อยแล้ว สิ่งแรกที่คุณต้องทำคือ กรอกข้อมูลส่วนตัวของคุณ และตรวจสอบคนโสดซึ่งมีคุณสมบัติที่เหมาะสมจากบัญชีของบริษัท ในบางครั้ง กระบวนการนี้จะถูกทำโดยญาติของผู้ที่ต้องการแต่งงาน และในกรณีดังกล่าว ข้อมูลประวัติส่วนตัวเหล่านั้นจะถูกหมุนเวียนกัน และบรรดาเหล่าคุณแม่ของผู้ที่ต้องการแต่งงานจะเข้ามามีบทบาทมากที่สุดในเรื่องจัดการแต่งงาน!

    เมื่อได้มีการจับคู่แล้ว จะมีการให้นัดเจอแบบสั้น ๆ และอาจมีสมาชิกในครอบครัวของพวกเขาติดตามมาด้วยในการนัดเจอครั้งแรก ซึ่งในประเทศญี่ปุ่น เรื่องสำคัญไม่ได้มีแค่การจับคู่ครองที่เหมาะสมเท่านั้น แต่ยังต้องมองไปถึงครอบครัวของอีกฝ่ายด้วยเช่นกัน

    หลังจากการนัดเจอครั้งแรก ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะไม่มีอะไรมากเกินไปกว่าการพุดคุยกันเล็กน้อยและแลกเปลี่ยนข้อมูลทั่วไป ดังนั้น คุณจะต้องตัดสินใจว่ามันคุ้มค่าหรือไม่ที่จะเดินหน้าสานต่อความสัมพันธ์ ซึ่งถ้าคุณเลือกที่จะเดินหน้าต่อไป จะมีการนัดหมายเจอกันอีกเพียงเล็กน้อย เพื่อที่จะรู้จักอีกฝ่ายให้มากขึ้น มีบางคู่ที่หมั้นหมายกันภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ หรือไม่กี่เดือนหลังจากการเจอกันครั้งแรก

    เวลาอันแสนสั้นที่จะได้รู้จักใครสักคนหนึ่ง อาจดูเป็นเรื่องแปลกสำหรับผู้คนในยุคปัจจุบันหนึ่งในเหตุผลว่าทำไมการดูตัวถึงใช้เวลาไม่นาน เพราะว่าค่าใช้จ่ายในการจ้างบริษัทตัวแทนค่อนข้างแพง และการจองแต่ละครั้งก็มีค่าใช้จ่ายที่สูง

    เซนโกกุ นาโกะโดะ เรนโกไก (Zenkoku Nakodo Rengokai) คือ ชื่อของหน่วยงานที่ทำหน้าที่หาคู่แห่งชาติของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งค่อนข้างยึดหลักตามกฎและความเชื่อแบบประเพณีของญี่ปุ่น โดยมีการให้คำปรึกษาลูกค้าเกี่ยวกับวิธีการที่จะดึงดูดคู่ครองที่มีทั้งศักยภาพและหน้าที่การงานที่ดี ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกคู่ครองจากรายชื่อที่พวกเขาสนใจได้อีกด้วย

    มีความสุขชั่วนิรันดร์?

    สิ่งที่หลายคนสงสัยก็คือ คู่แต่งงานที่มาจากการดูตัวจะมีความสุขจริงหรือไม่? และจะทำให้เกิดอัตราการหย่าร้างสูงหรือไม่? ในความเป็นจริงแล้ว อัตราการหย่าร้างของการแต่งงานแบบ โอมิไอ นั้น มีน้อยกว่าการแต่งงานที่เกิดขึ้นจากการเลือกคู่รักด้วยตัวเองเสียอีก น่าประหลาดใจใช่ไหม?

    อันที่จริงแล้ว มันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรสำหรับสังคมญี่ปุ่น ที่ผู้คนมองความรักว่าเป็นความรู้สึกที่แรงกล้า แต่ก็อาจเปลี่ยนแปลงในแบบที่คาดเดาได้ยากเช่นกัน มันอาจจะเป็นเรื่องแปลกว่าทำไมพวกเขาถึงเอาความรู้สึกเหล่านี้มาผูกกับเรื่องที่สำคัญอย่างการแต่งงาน

    คุณคิดว่า การแต่งงานแบบคลุมถุงชนนั้น เป็นไปได้ไหมที่มันจะประสบความสำเร็จในประเทศที่นิยมหาคู่ครองด้วยตัวเอง หรือ คิดว่าการใช้แอพหาคู่ออนไลน์หรือการเจอกันตามงานเลี้ยงจะทำให้ความรักประสบความสำเร็จมากกว่า? ผู้เขียนคิดว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับแต่ละคนมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของนิสัยหรือการเข้ากันได้

    ไม่ว่าจะใช้วิธีแบบไหน ถ้าทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชายสามารถอยู่กันได้อย่างปรองดอง และการแต่งงานไม่ได้เกิดจากการถูกบังคับ การคลุมถุงชนหรือการดูตัว ก็ไม่ใช่เรื่องที่เสียหายอะไร!