5 คำศัพท์ที่จำเป็นสำหรับชีวิตประจำวันในประเทศญี่ปุ่น!

  • ภาษา
  • ภาษาญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในภาษาที่เรียนรู้ได้ยากที่สุดในโลก ถึงแม้ว่าเราจะสามารถค้นหาความหมายได้จากแอปพลิเคชั่นพจนานุกรมในมือถือ แต่คำในภาษาญี่ปุ่นก็มีความซับซ้อนด้วยรูปประโยคและยังใช้ได้หลายความหมาย อย่างเช่น もやもや(moyamoya)ที่แปลว่า “พร่ามัว, ไม่ชัดเจน และเศร้า” หรือ すっきり (sukkiri ที่แปลว่า “แจ่มชัด, โล่งใจ, เรียบร้อย, บริสุทธิ์ และ สะอาด” นอกจากนี้ ยังมีหลายคำในภาษาญี่ปุ่นที่เราไม่สามารถหาคำอธิบายที่ชัดเจนได้อย่างเช่น คำว่า คาเคะรุ (Kakeru-掛ける) ซึ่งเป็นคำที่สามารถใช้ได้หลายความหมายไม่ว่าจะเป็น การแขวน, นั่ง, ใช้ (เวลา), ค่าใช้จ่าย (เงิน), สวมใส่ (แว่นตา) และอื่น ๆ จากทั้งหมด 25 ความหมายในแอปพลิเคชั่นพจนานุกรมญี่ปุ่น (JED) บนโทรศัพท์มือถือ!

    ความท้าทายอีกประการหนึ่งสำหรับการเรียนรู้ภาษาญี่ปุ่นก็คือ ระดับความสุภาพของภาษา ซึ่งมีวิธีที่ทั้งถูกต้องและผิดในการเรียกผู้ที่มีตำแหน่งสูงกว่าและวลีที่เหมาะสมสำหรับแต่ละสถานการณ์ ขอยกตัวอย่าง 5 คำที่เราจะพบเจอได้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นรูปแบบที่เราไม่ได้ใช้กันในภาษาไทย ดังนั้น การพึ่งพจนานุกรมอาจไม่สามารถอธิบายความหมายได้อย่างครอบคลุม

    1. โอเนไกชิมัส (Onegai shimasu おねがいします)

    นี่เป็นตัวอย่างสุดคลาสสิคของภาษาญี่ปุ่น เป็นคำที่ใช้ในการขอร้อง “เนไก (Negai-ねがい)” หมายถึง ความกรุณา ดังนั้น ความหมายที่แท้จริง คือ “ฉันขอความกรุณา” โดยทั่วไปจะใช้เมื่อมีการร้องขอต่าง ๆ เช่น “นำหนังสือเหล่านี้ไปที่ออฟฟิศให้หน่อย ขอความกรุณาด้วยนะคะ” ซึ่งข้อควรระวังก็คือ โดยปกติจะใช้กับการกระทำเป็นหลัก ส่วนอีกคำที่สามารถนำไปใช้กับคำนามได้ คือ “กุดาไซ (ください-kudasai)” ยกตัวอย่างเช่น “โดนัตสึ ฮิโตะสึ โวะ กุดาไซ (ドーナツ一つをください)” หมายถึง “ขอโดนัทให้ฉันหนึ่งชิ้น”

    มีอีกหนึ่งคำที่ใช้ร่วมกับคำนี้ คือ “โยโรชิกุ-(よろしく-yoroshiku)” ซึ่งใช้สำหรับการแนะนำตัวและเวลาพบเจอกันครั้งแรก อาจแปลเป็นไทยได้ว่า “ฝากเนื้อฝากตัวด้วย” นอกจากนี้ คุณอาจจะได้ยินประโยคนี้ก่อนการแข่งขัน เช่น เมื่อนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาเริ่มเกม Twister ครูจะให้พวกเขาโค้งคำนับและพูดว่า “โอเนไก ชิมัส” หรือแม้แต่ในละครโทรทัศน์ เมื่อมีตัวละครคุกเข่าลงและขอร้องคนอื่น (“ได้โปรดเถอะ! ฉันขอร้องคุณ!”) และยังสามารถใช้ในสถานการณ์โรแมนติก เช่น ถ้าสารภาพความรู้สึกดี ๆ ต่ออีกคน และถามอีกฝ่ายว่าต้องการเริ่มคบหากันหรือไม่ บทสนทนาอาจจบลงด้วยการพูด “โอเนไก ชิมัส” และยังรวมถึงการวางแผนต่าง ๆ เช่น การนัดหมาย การเดินทาง ซึ่งมักจบลงด้วยการพูดว่า “โอเนไกชิมัส (おねがいします)” เช่นกัน

    ขอบเขตของการใช้งานประโยคนี้ค่อนข้างกว้าง แต่มีหลักง่าย ๆ คือ เป็นการพูดเพื่อยืนยันข้อตกลงทางสังคม เมื่อความสัมพันธ์เริ่มต้นขึ้นหรือเกิดความเปลี่ยนแปลง คุณจะพูดประโยคนี้ รวมถึงการวางแผน การขอร้องให้ใครบางคนช่วยเหลือคุณ คุณก็จะพูดประโยคนี้ มันเป็นการแสดงออกถึงการให้เกียรติต่อผู้อื่น และการคาดหวังถึงความสัมพันธ์ที่จะไปในทิศทางที่ดี เช่น การร่วมงานกัน ความเมตตากรุณา หรือ แม้แต่การเล่นเกม

    2. อิตเตะกิมัส (いってきます-Ittekimasu / itterashai)

    ประโยคนี้อาจจะเข้าใจง่ายกว่านิดหน่อย การใช้งาน คือ เมื่อมีใครพูดว่า “อิตเตะกิมัส (いってきます-ittekimasu)” และอีกฝ่ายหนึ่งจะต้องตอบว่า “อิตเตะราชัย- (いってらっしゃい-itterashai)” ซึ่งทั้งสองประโยคนี้แปลได้ว่า “ฉันไปละนะ” และ “แล้วเจอกันนะ” ตามลำดับ อย่างไรก็ตามรูปแบบภาษาญี่ปุ่นนั้น จะใช้งานในบริบทที่กว้างมากกว่า

    ตัวอย่างที่พบบ่อยที่สุดก็คือ เมื่อออกจากบ้านจะต้องพูดว่า “อิตเตะกิมัส” (ฉันจะไปละนะ) และอีกฝ่ายจะตอบด้วยประโยค “อิตเตะราชัย” (ไปดีมาดีนะ) ประโยคนี้ส่วนใหญ่จะใช้ในเวลาที่มีคนเดินทาง (“ฉันไปละนะ” / “เดินทางโดยสวัสดิภาพนะ”) เป็นการอวยพรให้เดินทางปลอดภัยในภาษาญี่ปุ่น นอกจากนี้ Facebook เองก็ยังใช้คำนี้โดยมีภาพประกอบเป็นเครื่องบิน สนามบิน หรือตั๋วเครื่องบิน

    ซึ่งในภาษาอังกฤษคำพูดลักษณะนี้ จะใช้ในสถานการณ์อย่างเช่น ในที่ทำงาน คุณอาจใช้เพื่อยุติการสนทนากับเพื่อนร่วมงาน เมื่อคุณต้องไปประชุม หรือถ้าคุณอยู่ในงานปาร์ตี้และต้องการหยุดบทสนทนา ซึ่งจะเป็นการใช้งานในความหมายว่า “เดี๋ยวกลับมา หรือ จะกลับมาทีหลัง” เสียมากกว่าในบริบทของการเดินทางหรือออกจากบ้านไปทำงาน

    3. ชิตสึเรชิมัส ชิมัส (しつれいします- Shitsurei shimasu)

    เนื่องจากวัฒนธรรมของคนญี่ปุ่นค่อนข้างให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนและผู้คนมักจะหลีกเลี่ยงการกระทำที่ถือว่าเป็นการรบกวนผู้อื่นอยู่เสมอ สำหรับคำนี้จะใช้ในกรณีที่เราอาจจะไปรบกวนคนอื่น แปลความหมายตามตัวอักษรว่า “ฉันไม่สุภาพ” ส่วนการใช้งานจริง ๆ หมายถึง “ขออภัย” ที่อาจจะไปรบกวนสมาธิ, เกะกะคนอื่น หรือ รบกวนความเป็นส่วนตัว ตัวอย่างเช่น เมื่อต้องเข้าห้องหรือออกจากห้อง (ใช้ในรูปอดีต), จบการคุยโทรศัพท์, เข้าไปใช้งานโต๊ะทำงานของผู้อื่น และออกจากการสนทนากลุ่ม หรือใช้ในเวลาที่พูดผิด ยกตัวอย่างเช่น เมื่อกล่าวสุนทรพจน์ด้วยบทพูดที่กำหนดไว้ หรือในการสนทนาที่อาจจะเผลอไปพูดจาล้ำเส้นเกินไป และคิดว่าอาจทำให้ผู้ฟังไม่พอใจ สำหรับคำนี้ก็ค่อนข้างเข้าใจได้ตามบริบทสังคมของญี่ปุ่น

    4. โอเซวะ นิ นาริมาชิตะ (おせわになりました-Osewa ni narimashita)

    “การได้รับความกรุณา การสำนึกในบุญคุณ แสดงความกตัญญู” ในบางครั้ง โอเซวะ นิ นาริมาชิตะ (おせわになりました-Osewa ni narimashita) จะทำหน้าที่เป็นส่วนประกอบของ “onegai shimasu” หมายถึง ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง มักนิยมใช้ในการบอกลาคนที่ทำงานด้วยกัน เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือทั้งหมดที่พวกเขาอาจมีให้คุณในช่วงเวลาที่ทำงานด้วยกัน และสามารถใช้กับการพูดถึงระยะเวลาที่คุณอยู่ร่วมกันมา เช่น “นิเน็น โอเซวะนินาริมาชิตะ (二年 おせわになりました)” (“ขอบคุณสำหรับสองปีที่ผ่านมา”) แต่คำแปลที่ผู้เขียนชอบที่สุด คือ “ขอบคุณสำหรับทุก ๆ อย่าง”

    นอกจากนี้ คุณยังสามารถใช้เพื่อขอบคุณคนที่ให้ความช่วยเหลือ ถ้ามีคนไปส่ง หรือทำอาหารเย็นให้คุณ ถ้าคุณได้เจอพวกเขาอีกครั้ง ก็สามารถพูดประโยคนี้ได้ “เซ็นชู โอเซวะนินาริมาชิตะ – 先週、おせわになりました (สัปดาห์ที่ผ่านมา, ขอบคุณสำหรับทุกอย่างนะ) หรือ คุณสามารถพูดว่า “เซ็นจิทซึ โอเซวะนินาริมาชิตะ – 先日、おせわになりました” (ขอบคุณสำหรับวันก่อนนะ) นอกจากนี้ สามารถใช้กับการพูดปิดท้ายประโยคเมื่อมีการพูดว่า “โอเนไก ชิมัส” อีกด้วย

    สุดท้ายนี้ ประโยคนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะกับคนที่ช่วยคุณเป็นการเป็นส่วนตัวเท่านั้น แต่สามารถพูดกับคนที่ช่วยเหลือเพื่อนสนิทหรือสมาชิกในครอบครัวได้ พ่อแม่จะพูดประโยคนี้เพื่อขอบคุณครูในการสอนลูก ๆ ของพวกเขา และเมื่อคุณเจอเพื่อนคนสำคัญ คุณก็อาจจะใช้มันในประโยคที่ต้องการสื่อว่า “ฉันได้ยินเรื่องของคุณมาเยอะเลย!”

    5. โอทสึกาเระซามะ(おつかれさま-Otsukaresama)

    และประโยคที่สมควรนำมาใช้ในข้อสุดท้าย คือ “โอทสึกาเระซามะ(おつかれさま-Otsukaresama” มาจากคำกริยาที่แปลว่า “รู้สึกเหนื่อย” แต่ในการใช้งานจริง ๆ นั้น หมายถึง “ขอบคุณในความเหน็ดเหนื่อย, ความทุ่มเทของการทำงาน ” ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายแฝงถึงการสำนึกในบุญคุณ ความรู้สึกจริง ๆ ที่ถูกถ่ายทอดออกมาก็คือ ความเห็นอกเห็นใจ การใช้งานประโยคนี้มีมากมายหลายกรณี ตัวอย่างการใช้งานและความหมายอื่น ๆ ที่น่าสนใจมีดังนี้

    • ผู้จัดงานพูดกับผู้บรรยายหลังจากที่เสร็จสิ้นการนำเสนอ (“ทำงานได้ดีมาก!”)
    • โฆษกพูดกับผู้ชมเมื่อสิ้นสุดการฟังผู้บรรยายหลาย ๆ คน (“ขอบคุณที่มาในวันนี้!”)
    • คนขับรถโดยสารพูดให้ผู้โดยสารตอนสุดท้ายของการเดินทางไกล (“ขอให้มีวันที่ดี!”)
    • ช่างตัดผมพูดให้กับลูกค้าหลังจากตัดผมเสร็จ (“เสร็จแล้ว!”)
    • เพื่อนร่วมงานพูดกับคนอื่น ๆ ที่กำลังจะเลิกงานกลับบ้าน (“เจอกันวันพรุ่งนี้!”)
    • เพื่อนคนหนึ่งพูดให้กับเพื่อนอีกคนที่เพิ่งทำความสะอาดอะพาร์ตเมนต์เสร็จ (“เยี่ยมมาก!”)
    • เจ้านายพูดกับทีมงานที่เพิ่งเสร็จสิ้นโครงการ (“ทุกคนทำงานได้ดีมาก!”)
    • คำทักทายระหว่างเพื่อนสองคนที่มาพบกันหลังเลิกงาน (“เฮ้!”)
    • กลุ่มเพื่อนที่ดื่มเครื่องดื่มแก้วแรกหลังจากเลิกงาน (“ดื่ม!”)

    มีตัวอย่างอีกเยอะแยะมากมาย ซึ่งเป็นการแสดงออกให้เห็นถึงพื้นฐานทางสังคมญี่ปุ่นที่ให้คุณค่ากับการทำงานหนักและรับรู้ถึงความพยายามของบุคคลอื่น เพราะความพยายามไม่เคยทำร้ายใคร!

    ขอบเขตของบริบทการใช้งานเหล่านี้ เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ภาษาญี่ปุ่นมีความยากในการที่จะแปลความหมายได้อย่างตรงตัว เนื่องจากบางประโยคอาจไม่มีในภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ และเป็นเพียงการสื่อสารความรู้สึกทางอารมณ์ที่บางครั้งดูคลุมเครือ อย่างไรก็ตามคำเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญของในบทสนทนาภาษาญี่ปุ่น ช่วยให้การเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในสังคมเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่ว่าจะเป็นการแสดงความกตัญญูรู้จักบุญคุณ หรือการใช้คำสั่งกับคนอื่น ซึ่งควรใส่ใจกับวิธีการใช้ เวลา และโอกาส ซึ่งจะช่วยทำให้ภาษาญี่ปุ่นของคุณนั้น ฟังดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น

    สุดท้ายนี้ ขอบคุณที่อ่านจบนะคะ หวังว่าทุกคนจะได้รับความรู้ดี ๆ ไป โอทสึกาเรซามะ おつかれさま!