20 คำศัพท์บนโลกออนไลน์ หรือ インターネット用語 !

  • ภาษา
  • ภาษาญี่ปุ่นของคุณอยู่ในระดับกลางหรือระดังสูง? คุณอยากสร้างความประทับใจให้เพื่อนชาวญี่ปุ่นของคุณด้วยการใช้คำสแลงในการสนทนาในชีวิตประจำวันดูหรือไม่? วันนี้เราขอเสนอคำศัพท์ภาษาญี่ปุ่นสมัยใหม่จำนวน 20 คำ ที่คุณอาจเคยได้ยินจากเพื่อนชาวญี่ปุ่นหรืออาจเคยเห็นผ่าน ๆ ตามสื่อออนไลน์และในนิตยสาร

    ส่วนใหญ่คำเหล่านี้จะเป็น “วาเซย์ เอโกะ” (wasei-eigo; 和製英語) ซึ่งก็คือ คำภาษาอังกฤษในแบบญี่ปุ่น ซึ่งแม้แต่ความหมายก็ยังนำมาดัดแปลงให้แตกต่างไปจากความหมายเดิมในภาษาอังกฤษอีกด้วย และยังมีคำว่า “อินเทอร์เน็ตโยโก” (Internet yougo; インターネット用語) ซึ่งก็คือ คำที่ใช้ในโลกออนไลน์ และอาจไม่มีอยู่ในบทสนทนาในชีวิตประจำวัน เราลองมาดูคำศัพท์สแลง 20 คำที่นิยมใช้กันมากที่สุดในประเทศญี่ปุ่นกันดีกว่า!

    1. เอะนุจี – NG (エヌジー)

    คำว่า NG (エヌジー) ถ้าอ่านออกเสียงแบบญี่ปุ่นจะออกเสียงว่า “เอะนุจี” ซึ่งมาจากคำว่า “No Good” ในภาษาอังกฤษ คำนี้ใช้เพื่อแสดงว่าสิ่งที่กระทำนั้นไม่ดี หรือ ใช้ไม่ได้

    2. ฟุรีต้า – Freeter (フリーター)

    คำนี้ชาวญี่ปุ่นจะออกเสียงว่า “ฟุรีต้า” ซึ่งแปลว่า “พนักงานรับจ้างงานอิสระ” หรือ “พนักงานพาร์ทไทม์” ฟุรีต้าจะแตกต่างจากคนที่ทำงานแบบ “ไบโตะ- baito (バイト งานพาร์ทไทม์)” ตรงที่คนทำงานแบบไบโตะนั้น จะเป็นนักเรียน หรือ แม่บ้านที่มีหน้าที่อื่นต้องรับผิดชอบเป็นหลัก สำหรับ “งานไบโตะ” หมายถึง ประเภทของงานพาร์ทไทม์ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นงานระยะสั้นสำหรับวันหรือสองวัน หรือ งานพิเศษที่รับทำในช่วงวันหยุดฤดูร้อน หลังเลิกเรียน หรือช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ส่วนฟุรีต้า คือ กลุ่มคนที่เลือกจะไม่เป็นพนักงานประจำของบริษัทที่ต้องทำงานแบบเต็มเวลา และจะรับงานตามช่วงเวลาที่ตัวเองสะดวกหรือตามความชอบส่วนบุคคล โดยที่ฟุรีต้าอาจมีงานมากกว่าหนึ่งงานในช่วงเวลาเดียวกัน

    3. โอเอะรุ – OL (オーエル)

    คำนี้ชาวญี่ปุ่นจะออกเสียงว่า “โอเอะรุ” ซึ่งมาจากคำว่า “Office Lady” คุณอาจเคยได้ยินคำว่า “ซาลารี่แมน – salaryman (サラリーマン)” ซึ่งหมายถึง ผู้ชายที่เป็นพนักงานบริษัท ส่วน “OL” ก็คือ พนักงานบริษัทที่เป็นผู้หญิงนั่นเอง

    4. อะระซา – Arasa (アラサー)

    ถ้าคุณอ่านนิตยสารแฟชั่นหรือเว็บไซต์ของญี่ปุ่น คุณอาจสงสัยกับคำว่า “อะระซา – arasa (アラサー )” ว่าคำนี้มันหมายความว่าอย่างไร “อะระซา” เป็นอีกหนึ่งคำที่คนญี่ปุ่นคิดขึ้นมาจากภาษาอังกฤษ ซึ่งหมายถึง ผู้หญิงที่อยู่ในวัยประมาณ 30 ปี โดยมาจากภาษาอังกฤษคำว่า “around thirty (アラウンド サーティー)” นอกจากนี้ ยังมีคำอื่น ๆ อีกที่ใช้อธิบายช่วงอายุของคนในภาษาญี่ปุ่น ดังนี้:

    • Around 20 → “อะระโตวเอะ – aratoue (アラトゥエ)” แปลว่า อายุประมาณ 20 ปี หรือ “อะระฮะตะ – arahata (アラハタ)” โดยคำว่า “ฮะตะ” มาจาก “ฮาตาจิ – hatachi (二十歳)” แปลว่า อายุ 20 ปี
    • Around 30 → “อะระซา – arasa (アラサー)” แปลว่า อายุประมาณ 30 ปี
    • Around 40 → “อะระโฟ – arafo (アラフォー)” แปลว่า อายุประมาณ 40 ปี
    • Around 50 → “อะระฟิฟุ – arafifu (アラフィフ)” แปลว่า อายุประมาณ 50 ปี
    • Around 60 → “อะระคัง – arakan (アラカン)” โดยคำว่า “คัง” ย่อมาจากคำว่า “คังเรกิ-kanreki (還暦)” ในภาษาญี่ปุ่น หมายถึงการฉลองอายุครบ 60 ปี เหมือนแซยิดของคนไทย
    • Around 70 → “อะระเซบุ – arasebu (アラセブ)” หรือ “อะระโคคิ – arakoki (アラコキ)” มาจาก โคคิ – コキ(古希) ในภาษาญี่ปุ่น ซึ่งหมายถึงวันครบรอบอายุ 70 ปี
    • Around 80 → “อะระเออิ – araei (アラエイ)” แปลว่า อายุประมาณ 80 ปี
    • Around 90 → “อะระไน – aranai (アラナイ)” แปลว่า อายุประมาณ 90 ปี หรือ “อะระโซทสึ – arasotsu (アラソツ)” มาจาก “around sotsuju” โดยคำว่า “โซทสึ” ย่อมาจาก “โซทสึจู-sotsuju (卒寿)” ซึ่งหมายถึงวันครบรอบอายุ 90 ปี
    5. อะฮิรุ กุจิ – Ahiru-guchi (アヒル口) และ โอโจวโบะ กุจิ – Ochobo-guchi (おちょぼ口)

    “อะฮิรุ กุจิ (Ahiru-guchi)” และ “โอโจวโบะ กุจิ (ochobo-guchi)” หมายถึง การทำท่าเบะปากเป็ด หรือ ทำปากจู๋ในระหว่างถ่ายภาพ ซึ่งเป็นที่นิยมมากในประเทศญี่ปุ่น! โดยทั้งสองท่ามีลักษณะที่แตกต่างกันเล็กน้อยตามคำอธิบายด้านล่าง:

    1. “อะฮิรุ กุจิ (Ahiru-guchi)” แปลว่า “ปากเป็ด” นั่นหมายถึงการแสดงอาการทางสีหน้าด้วยการยื่นปากออกไป เพื่อให้ริมฝีปากดูใหญ่กว่าปกติ และดูคล้ายกับริมฝีปากของเป็ด
    2. “โอโจวโบะ กุจิ (Ochobo-guchi)” คือ “การทำปากจู๋” นั่นเอง ซึ่งสามารถทำได้โดยการดันริมฝีปากยื่นออกมาพร้อมกันทั้งบนและล่าง
    6. ทาระโกะ คุจิบิรุ – Tarako-kuchibiru (タラコ唇)

    “ทาระโกะ คุจิบิรุ – Tarako-kuchibiru (タラコ唇)” สามารถแบ่งเป็นคำศัพท์ญี่ปุ่นได้ 2 ส่วน คือ ส่วนแรก “ทาระโกะ – tarako (タラコ)” หมายถึง “ไข่ปลา” และ “คุจิบิรุ – kuchibiru (唇)” แปลว่า “ริมฝีปาก” ดังนั้น เมื่อแปลตามตัวจะเรียกว่า “ปากแบบปลา” ซึ่งก็คือ การเผยอปากเล็กน้อยดูคล้ายปลาขณะอ้าปากนั่นเอง ถ้าคุณเป็นแฟนตัวยงของนางแบบญี่ปุ่นที่ชื่อ มิซูฮาร่า กิโกะ (Mizuhara Kiko) คุณจะสังเกตเห็นว่านี่คือท่าทางที่เธอชอบโพสมากที่สุด

    7. โทรุโซ – Torso (トルソー)

    คนญี่ปุ่นจะออกเสียงว่า “โทรุโซ – toruso (トルソー)” คำนี้ไม่ได้หมายถึงลำตัวของมนุษย์ตามคำศัพท์ภาษาอังกฤษ! แต่หมายถึง “หุ่นสำหรับโชว์เสื้อผ้า (mannequin)” และขอแนะนำอีกคำคือ “ดิสเพลย์ ซาเรเตะ อิรุ – display sarete iru (ディスプレイされている)” ซึ่งหมายความว่า “เสื้อผ้าที่ใช้จัดแสดง”

    8. ราฟุ – Rafu (ラフ)

    คำนี้เป็นคำที่ยืมมาจากภาษาอังกฤษ คือ “rough” ซึ่งหมายถึง แผนเบื้องต้นหรือแบบร่าง แต่ในปัจจุบันชาวญี่ปุ่นใช้กล่าวถึงสไตล์การแต่งกายแบบสบาย ๆ ชุดลำลอง และตัวอย่างในการใช้คำนี้ เช่น “ราฟุ นะ คักโคว – rafu na kakkou (ラフな格好)” หรือ “ราฟุ นะ ฟุกุโซว – rafu na fukusou (ラフな服装)” เพื่อใช้อธิบายการแต่งกายแบบสบาย ๆ นั่นเอง

    9. ซึรุ – Suru (スルー)

    “ซึรู (Suru)” มาจากภาษาอังกฤษคำว่า “through” นั่นเอง ชาวญี่ปุ่นมักใช้ในความหมายที่ว่า “การเคลื่อนผ่านบางสิ่งบางอย่าง” หรือ “เพิกเฉยต่อบางสิ่งบางอย่าง” โดยศัพท์ภาษาญี่ปุ่นคือคำว่า (“มูชิซึรุ – mushisuru [無視する]”)

    10. เควาย และ สกาย (KY and SKY)

    KY จะออกเสียงว่า “เควาย” ตามตัวอักษรภาษาอังกฤษ โดยคำนี้เป็นคำย่อที่ชาวญี่ปุ่นคิดขึ้นมา โดยปกติชาวญี่ปุ่นจะมีคำย่อที่ใช้ในชีวิตประจำวันมากมาย เช่น “ซึมาโตะฮง – suma-toho-n (スマートホーン)” มาจาก “smartphone” ซึ่งชาวญี่ปุ่นจะย่อว่า “ซึมาโฮ – sumaho (スマホ)” และคำว่า “ฟามิริ เรซึโตรัน – famiri resutoran (ファミリレストラン) มาจากคำว่า “family restaurant ” ย่อเป็น “ฟามิเรซึ – famiresu (ファミレス)”

    ส่วนคำว่า “KY” ก็เป็นคำย่อในลักษณะเดียวกัน โดยย่อมาจากคำว่า “คูคิ โยะเมะไน – kuuki yomenai (空気読めない)” ซึ่งแปลว่า “ไม่ดูสถานการณ์ ไม่รู้จักกาลเทศะ” ดังนั้นเมื่อคุณพบคนที่ไม่รู้จักกาลเทศะแล้วล่ะก็ จะใช้คำว่า “สกาย (SKY)” หรือ “ซู ปา คูคิ โยเมไน – super kuuki yomenai (スーパー空気読めない)”

    11. ทีพีโอ โวะ วากิมาเอะไน – TPO wo Wakimaenai (TPOを弁えない)

    และนี่เป็นอีกวิธีหนึ่งในการพูดคำว่า “ไม่รู้จักกาลเทศะ” ของชาวญี่ปุ่น คำว่า “TPO” จะอ่านออกเสียงว่า “ทีพีโอ” ตามตัวอักษรภาษาอังกฤษ โดยมาจากคำว่า “เวลา (Time)” “สถานที่ (Place)” และ “โอกาส (occasion/opportunity)” เรียงตามลำดับ และตามด้วยคำศัพท์ภาษาญี่ปุ่น “วากิมาเอะรุ – wakimaeru (弁える)” ซึ่งมีความหมายว่า “คิด พิจารณา ไตร่ตรอง”

    หากคุณได้อ่านนิตยสารแฟชั่น หนังสือมารยาททางธุรกิจและมารยาททางสังคม คุณอาจเคยได้ยินคำนี้มาก่อน ตัวอย่างเช่น ถ้ามีคนมาร่วมงานศพด้วยเสื้อผ้าที่ไม่เหมาะสม พวกเขาจะถูกกล่าวว่า “ทีพีโอ โวะ วากิมาเอะไน (TPO wo wakimaenai)” หรือถ้ามีใครใส่น้ำหอมมากเกินไปในที่ทำงาน พวกเขาอาจถูกติว่า “ทีพีโอ โวะ วากิมาเอะไน”

    12. โดตะแคน – Dotakyan (ドタキャン)

    เป็นคำย่อของคำว่า “โดตันบะ แคนเซรุ – dotanba kyanseru (土壇場キャンセル)” โดยคำศัพท์ญี่ปุ่นคำนี้จะประกอบด้วย 2 ส่วน คือ “โดตันบะ dotanba (土壇場)” ซึ่งแปลว่า “นาทีสุดท้าย” และ “แคนเซรุ – kyanseru (キャンセル)” มาจากภาษาอังกฤษ คือ “Cancel” ซึ่งแปลว่า “ยกเลิก” ดังนั้น “โดตะแคน (dotakyan)” จึงแปลได้ว่า “การยกเลิกในนาทีสุดท้าย” นั่นเอง

    ตัวอย่างการใช้ “โดตะแคน (dotakyan)” ที่ถูกต้องในการสนทนาคือ “เคียว โทโมดาจิ โตะ โนะ ยาคุโซคุ โดตะแคน ชิมาชิตะ – Kyou tomodachi to no yakusoku dotakyan shimashita (今日友達との約束ドタキャンしました。)” แปลได้ว่า “วันนี้ฉันได้ยกเลิกนัดกับเพื่อนในนาทีสุดท้าย”

    13. ริอะจู Riajuu (リア充)

    “ริอะจู (Riajuu)” เป็นคำย่อของคำว่า “ริอะรุ จูจิทสึ – riaru juujitsu (リアル充実)” ซึ่งแปลได้ว่า “มีความพอใจในโลกแห่งความเป็นจริง” หรือที่เรียกว่า “ชีวิตแบบออฟไลน์” เป็นการใช้ชีวิตแบบสวนทางกับสังคมในปัจจุบัน ที่ผู้คนมากมายใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับโลกโซเชียลจนมันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้ว

    คนที่พยายามใช้ชีวิตแบบออฟไลน์ หรือ กับชีวิตจริง จะเรียกว่า “ริอะจู อะพีรุ ซึรุ ฮิโตะ – riajuu apiiru suru hito (リア充アピールする人)” และคนที่พยายามหรืออยากจะเป็นคนที่พอใจกับชีวิตจริงของพวกเขาจะเรียกว่า “รีอะจู นิ นาริไต ฮิโตะ – riajuu ni naritai hito (リア充になりたい人) ในขณะที่คนที่ไม่มีความสุขกับชีวิตจริงจะเรียกว่า “ฮิ ริอะจู นะ ฮิโตะ – hi riajuu na hito (非リア充な人)”

    14. อิชิกิ ทาไก เคย์ – Ishiki takai kei (意識高い系)

    นี่เป็นคำสแลงทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ใช้ในการอธิบายถึงคนที่ต้องการให้คนอื่นมาสนใจ โดยเฉพาะในโลกของโซเชียลมีเดีย คำว่า “อิชิกิ ทาไก เคย์ (Ishiki Takai Kei)” จะประกอบด้วยคำ 3 คำ ได้แก่ “อิชิกิ – ishiki (意識)” หมายถึง “สติ การรู้สึกตัว มีเจตนา” “ทาไก – takai (高い)” หมายถึง “สูง” และ “เคย์ – kei (系)” หมายถึง “ระบบ” เมื่อนำมารวมกันจะได้ความหมายว่า “คนที่มีให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ของตัวเอง” หรือ “คนที่ชอบเรียกร้องความสนใจ”

    นี่เป็นตัวอย่างของการใช้คำนี้ “อะโน โกะ อิชิกิ ทาไก เคย์ โย เนะ – Ano ko ishiki Takai kei yo ne ~ (あの子意識高い系よね ~)” ซึ่งหมายถึง “สาวคนนั้นชอบทำตัวให้เป็นที่สนใจ” ซึ่งคำนี้อาจต้องระวังในการใช้งานเพราะมันอาจไปทำร้ายจิตใจของคนที่เราพูดถึงได้ ซึ่งก่อนจะพูดอะไรเราควรนึกถึง TPO หรือ กาลเทศะทุกครั้งด้วยนะคะ

    15. ดันโตทสึ – Dantotsu (ダントツ)

    “ดันโตทสึ (Dantotsu)” เป็นสำนวนที่หมายถึง “ดีที่สุดอย่างไม่มีใครเทียบได้” โดยเป็นคำย่อของคำว่า “ดันเซน ท๊อปปุ – danzen toppu (断然トップ)” ซึ่งแยกออกเป็น 2 คำ คำแรกคือคำว่า “ดันเซน – danzen (断然)” มีความหมายว่า “อย่างแน่นอน” หรือ “อย่างชัดเจน” และอีกคำคือคำว่า “ท๊อปปุ – toppu (トップ)” ซึ่งมาจากคำว่า “top” ในภาษาอังกฤษนั่นเอง ดังนั้นเมื่อนำมารวมกัน จะมีความหมายว่า “เป็นอันดับหนึ่งอย่างแน่นอน” หรือ “ที่สุดของที่สุด” ตัวอย่างของการใช้คำนี้ คือ “โบรุโตะ วะ ดันโตทสึ นิ ฮาไย เดส – Boruto wa dantotsu ni Hayai desu (ボルトはダントツに速いです)” แปลได้ว่า “โบลต์ (Bolt) เป็นคนที่วิ่งเร็วที่สุดเท่าที่เคยมีมา”

    และในประเทศญี่ปุ่นยังมีร้านราเม็งที่เป็นที่นิยมในจังหวัดโอคายาม่า (Okayama) ซึ่งมีชื่อว่า ดันโตทสึราเม็ง – Dantotsu Ramen (ダントツラーメン) ถ้าใครอยากจะเข้าไปลองชิมความอร่อยแบบที่สุดของที่สุด! ลองเข้าไปดูที่เว็บไซต์ Tabelog (เฉพาะภาษาอังกฤษ)

    16. มาซาคอน – Mazakon (マザコン)

    “มาซาคอน (Mazakon)” หมายถึง คนที่ติดแม่มาก หรือ ลูกแหง่ติดแม่นั่นเอง เป็นคำที่ถูกยืมมาจากภาษาอังกฤษคำว่า “mother complex (マザーコンプレックス)” ซึ่งใช้อธิบายได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ตัวอย่างเช่น ผู้ใหญ่ที่เวลาจะทำอะไร ต้องทำตามที่แม่วางแผนไว้ให้ หรือต้องการคำปรึกษาจากแม่ก่อนทุกครั้ง คนประเภทนี้อาจจะถูกเรียกว่า “มาซาคอน (mazakon)” ได้เช่นกัน

    17. คุริ โบทจิ – Kuri botchi (クリぼっち)

    “คุริ โบทจิ (Kuri botchi)” เป็นคำที่ใช้อธิบายถึงคนที่ใช้เวลาในวันคริสต์มาสตามลำพัง (โดยไม่มีคู่รัก ครอบครัว หรือ เพื่อน) โดยคำนี้เกิดจากคำ 2 คำด้วยกัน ได้แก่ คำว่า “คุริซึมัส – Kurisumasu (クリスマス)” แปลว่า “วันคริสต์มาส” และ คำว่า “ฮิโตริ โบทจิ – hitori botchi (一人ぼっち)” ซึ่งหมายความว่า “ตามลำพัง” และชาวญี่ปุ่นย่อให้สั้นลงเพื่อพูดได้ง่ายขึ้นว่า “คุริ โบทจิ (kuri botchi)” วันคริสต์มาสของประเทศญี่ปุ่นเป็นช่วงเวลาของคู่รัก เป็นช่วงที่อบอวลไปด้วยบรรยากาศโรแมนติกและการขอแต่งงาน ดังนั้น การที่ต้องอยู่คนเดียวในช่วงนี้จึงเป็นอะไรที่หลายคนไม่ค่อยจะแฮปปี้นัก

    18. นาอุ – Nau (なう)

    คำนี้เป็นคำสแลงทางอินเทอร์เน็ตและเป็นที่นิยมมากใน Twitter โดยยืมมาจากคำภาษาอังกฤษว่า “now” ซึ่งคุณสามารถพูดว่า “เทซึโตะ นาอุ! กัมบาริมัส! – Tesuto nau! Ganbarimasu! (テストなう! がんばります!)” ซึ่งแปลได้ว่า “ฉันมีสอบตอนนี้! จะทำให้ดีที่สุด!”

    19. โอทสึ – Otsu (乙)

    “โอทสึ – Otsu (乙)” เป็นคำสแลงทางอินเทอร์เน็ตที่เป็นที่นิยม มาจากคำว่า “โอทสึกาเระซามะ – otsukaresama (お疲れ様)” หรือ “ขอบคุณสำหรับการทำงานหนัก” แม้ว่าคันจิของ “โอทสึกาเระซามะ (お疲れ様)” จะแตกต่างจากคำว่า “乙” แต่เนื่องจากคำนี้อ่านออกเสียงว่า “โอทสึ – otsu (おつ)” จึงทำให้คันจิคำนี้กลายเป็นคำสแลงทางอินเทอร์เน็ตและเป็นรูปย่อของคำว่า “โอทซึคาเระซะมะ (otsukaresama)” นั่นเอง

    20. △

    หากคุณใช้เว็บไซต์อย่าง เช่น Niconico หรือ 2chan คุณอาจคุ้นเคยกับคำนี้ โดยส่วนใหญ่คำนี้นิยมใช้กันในหมู่คนที่หมกมุ่นทางอินเทอร์เน็ต หรือ โอตาคุ และจะเห็นคำนี้อยู่หลังชื่อของบุคคล เช่น “เอะมะ△ (Ema △ – エマ△)” หรือ “ทาโร่△ (Taro △ – 太郎△)”

    โดยทั่วไปแล้ว คำนี้มีความหมายว่า “เท่ห์” หรือ “หล่อ” คักโค่ย – kakkoi (カッコイイ)” หรือ “คักเคะ ~ (カッケ ~)” ในภาษาสแลง ส่วนสามเหลี่ยม (△) ในภาษาญี่ปุ่น คือ คำว่า “ซังคาคุเค – sankakukei (三角形)” ดังนั้นเมื่อคุณวางสัญลักษณ์นี้หลังจากชื่อของบุคคล เช่น “Ema △” จะอ่านได้ว่า “เอะมะ ซังคาคุเค (Ema sankakukei)” ซึ่งออกเสียงคล้ายกับ “เอะมะซัง คักเคะ – Ema-san kakke ~ (エマさんかっけ ~)” นั่นเอง

    ข้อควรระวังสำหรับการใช้คำนี้ “คักโค่ย (kakkoi)” ในที่นี่หมายถึง คนที่หมกมุ่นอยู่กับอินเทอร์เน็ต หรือ เด็กเนิร์ดที่หมกตัวอยู่กับอินเทอร์เน็ตทั้งวัน ดังนั้น ก่อนจะเลือกใช้คำนี้ต้องดูสถานการณ์ให้ดี

    เป็นยังไงกันบ้างค่ะ มีคำไหนที่คุณชอบบ้างหรือมีใครเคยได้ยินคำเหล่านี้มาก่อนบ้างมั้ย? คุณสามารถสร้างความประทับใจให้เพื่อนชาวญี่ปุ่น โดยการลองพูดคำสแลงกับพวกเขาดู แต่อย่าลืม TPO หรือ กาลเทศะก่อนด้วยนะคะ!

    *Featured Image: jp.fotolia.com/