ภาษาญี่ปุ่น 101: มาเริ่มต้นภารกิจพิชิตภาษาญี่ปุ่นด้วยกัน!

  • ภาษา
  • หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากจะเรียนภาษาญี่ปุ่น ฝันว่าสักวันหนึ่งจะพูดภาษาญี่ปุ่นได้ราวกับเป็นเจ้าของภาษา ดูการ์ตูนได้โดยไม่ต้องอ่านซับไตเติ้ล คุณมาถูกที่แล้ว! เพราะนั่นคือ สิ่งที่เราอยากจะช่วยให้ทุกคนทำสำเร็จ

    การเรียนรู้ภาษาใหม่เป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง แต่ถ้าคุณมีความมุ่งมั่นตั้งใจ การพูดภาษาญี่ปุ่นก็จะกลายเป็นเรื่องง่ายได้ในไม่ช้า! บทความนี้เป็นการแนะนำเบื้องต้นเกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่นที่เขียนขึ้นมาด้วยความรักและหวังดีกับทุกคนที่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหนดี มาลองอ่านดูสักนิด เพื่อเป็นการสร้างแรงบันดาลและพร้อมจุดประกายความฝันของคุณให้เป็นจริง!

    ระบบการเขียนในภาษาญี่ปุ่น

    ระบบการเขียนภาษาญี่ปุ่นอาจจะเรียกได้ว่าเป็นระบบที่ ประหลาดที่สุด ในโลกก็ว่าได้ เราอาจไม่จำเป็นต้องเปลืองสมองของเรามากนัก หากว่าเราแค่ต้องการพูดภาษาญี่ปุ่นให้ได้เท่านั้น เพราะการเรียนไวยากรณ์พื้นฐานและการท่องจำคำศัพท์ที่ใช้บ่อย ๆ ก็อาจจะเพียงพอแล้ว แต่ถ้าอยากอ่านและเขียนภาษาญี่ปุ่นให้ได้ดีนั้น จะต้องใช้ความพยายามและความอดทนอย่างสูง ดังคำกล่าวที่ว่า “no pain no gain” “ถ้าไม่เจอกับความเจ็บปวดก่อน ก็ไม่อาจจะได้รับรสชาติของความสำเร็จ”

    ระบบการเขียนในภาษาญี่ปุ่นนั้น ประกอบด้วยชุดตัวอักษร 3 ชนิด คือ ฮิรางานะ (Hiragana) คาตาคะนะ (Katakana) และ คันจิ (Kanji) นี่หมายความว่าในภาษาญี่ปุ่น เราสามารถเขียนตัวอักษรได้ถึง 3 ชนิด ยกตัวอย่างเช่น คำว่าประเทศญี่ปุ่น สามารถเขียนได้เป็น “にほん” (ฮิรางานะ) “ニホン” (คาตาคะนะ) และ “日本” (คันจิ) โดยทั้งสามแบบนี้อ่านเหมือนกันว่า “นิฮง” (“Nihon”) และมีความหมายว่า ญี่ปุ่น เหมือนกัน เราสามารถเขียนภาษาญี่ปุ่นในแบบฮิรางานะ คาตากานะ หรือ คันจิ แบบใดแบบหนึ่งก็ได้ แต่ก็จำเป็นอย่างมากที่จะต้องเรียนรู้ทั้ง 3 ตัวอักษรนี้ไปพร้อม ๆ กัน

    ขั้นแรก – ฮิรางานะ (Hiragana)

    สำหรับผู้ที่เริ่มต้นเรียนภาษาญี่ปุ่น ขั้นแรกก็คือ การท่องจำตัวอักษรฮิรางานะ คุณต้องรู้จักตัวอักษรเหล่านี้เสียก่อน จึงจะสามารถพิมพ์หรือเขียนภาษาญี่ปุ่นได้ ฮิรางานะและคาตาคะนะคล้ายกับตัวอักษรภาษาอังกฤษ คือ แต่ละตัวอักษรไม่มีความหมาย แต่จะต้องรวมกับตัวอักษรอื่นเพื่อสร้างคำ อย่างเช่น ‘わ+た+し’ = watashi (ตัวโรมันจิ) ซึ่งมีความหมายว่า “ฉัน” ในภาษาไทย

    การเรียนฮิรางานะเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในการเริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่น เพราะในภาษาญี่ปุ่นมีการใช้งานตัวอักษรชนิดนี้ค่อนข้างเยอะ และยังใช้ประกอบวิธีการอ่านออกเสียงตัวอักษรคันจิในภาพยนตร์ เนื้อเพลง หรือ อื่น ๆ นอกจากนี้ ยังมีข้อควรระวังอีกอย่างก็คือ ตัวอักษรฮิรางานะบางตัวออกเสียงไม่เหมือนกับที่เขียนเป็นโรมันจิ เพราะฉะนั้น จึงควรหาบทเรียนเกี่ยวกับฮิรางานะที่มีเสียงประกอบเพิ่มเติมด้วย

    ขั้นต่อมา: คาตาคะนะ (Katakana)

    หลังจากเรียนรู้ตัวอักษรฮิรางานะจนชำนาญแล้ว ขั้นต่อไป คือ การท่องจำตัวอักษรคาตาคะนะ หลายคนอาจจะเริ่มงง เพราะตัวอักษรทั้งสอบแบบนี้มีหน้าตาคล้าย ๆ กัน! แต่อย่าเพิ่งกังวลไป มีวิธีง่าย ๆ ที่จะแยกระหว่างฮิรางานะ กับ คาตาคะนะ นั่นก็คือ ตัวอักษรฮิรางานะจะมีรูปร่างที่เป็นเส้นโค้งมน ในขณะที่ตัวอักษรคาตาคะนะจะเขียนด้วยเส้นที่มีลักษณะตรงกว่า เห็นไหมล่ะว่าง่ายนิดเดียว

    ตัวอักษรคาตาคะนะทุกตัวออกเสียงเหมือนกับฮิรางานะ และต้องรวมกับตัวอักษรอื่น ๆ เพื่อสร้างเป็นคำขึ้นมา สำหรับหน้าที่ของอักษรคาตาคะนะก็คือ ใช้เขียนคำที่มาจากภาษาต่างประเทศนั่นเอง! ซึ่งคำที่ไม่ได้มีในภาษาญี่ปุ่่น ส่วนมากจะถูกเขียนด้วยอักษรคาตาคะนะทั้งหมด เช่น ホットドッグ (ฮตโตะด๊กกุ) ซึ่งหมายถึง ฮอทดอก (hot dog) และ アメリカ (อะเมริกา) ซึ่งหมายถึง ประเทศสหรัฐอเมริกา

    บอสใหญ่ด่านสุดท้าย – คันจิ

    มาถึงบอสใหญ่ตัวสุดท้ายของการเรียนอักษรญี่ปุ่น! ซึ่งก็คือ คันจิ (漢字) เป็นตัวอักษรที่แม้แต่คนญี่ปุ่นเองก็ปวดหัวกันอยู่บ่อย ๆ คันจิเป็นตัวอักษรจีนที่ใช้ในภาษาจีน เกาหลี และญี่ปุ่น (แต่ในปัจจุบันไม่ได้ใช้ในภาษาเกาหลีแล้ว) คันจิยังคงใช้เป็นระบบการเขียนภาษาจีน และบางส่วนถูกนำมาปรับใช้ในภาษาญี่ปุ่น ตัวอักษรจีนทั้งหมดมี 85,568 ตัว ซึ่งมี 2,136 ตัวเท่านั้นที่สอนกันในโรงเรียนมัธยมญี่ปุ่น ถ้าคุณรู้ภาษาจีนการเขียนตัวคันจิก็เป็นเรื่องง่ายมาก แต่เนื่องจากการออกเสียงที่ไม่เหมือนกัน จึงทำให้ต้องใช้ความพยายามในการจดจำเรื่องการออกเสียงอยู่ดี

    แล้วเราจะใช้ตัวคันจิเมื่อไหร่? ตัวคันจิทำให้การเขียนฮิริงานะง่ายขึ้น หรือ ไม่ต้องเสียเวลาอ่านยาว ๆ ตัวอย่างเช่น

    わたし (วะตะชิ) เขียนเป็น

    จะเห็นได้ว่า ตัวอักษรคันจิตัวเดียวสามารถใช้แทนตัวอักษรฮิรางานะได้ถึงสามตัว! ในสมัยโบราณ ประเทศญี่ปุ่นจะใช้อักษรคันจิในการเขียนทั้งหมด แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็ได้มีการนำฮิรางานะเข้ามาใช้ในระบบการเขียนหลักของภาษาญี่ปุ่นจนถึงปัจจุบัน

    การจะเอาชนะบอสใหญ่ของการเรียนภาษาญี่ปุ่นนั้น ต้องใช้เวลาพอสมควร แต่ไม่ต้องกลัวไป เพราะแม้แต่ชาวญี่ปุ่นเองก็ยังมีปัญหากับการเรียนตัวคันจิเหมือนกัน ดังนั้น อย่าเพิ่งยอมแพ้ เพราะการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอจะช่วยทำให้เราเก่งขึ้นได้!

    ถ้าถามว่าภาษาญี่ปุ่นยากไหม? แน่นอน ภาษาญี่ปุ่นถูกจัดว่าเป็นภาษาที่ยากที่สุดภาษาหนึ่ง แต่เราเชื่อว่าความมุ่งมั่นตั้งใจจริงจะเอาชนะได้ทุกสิ่ง! ถ้าคุณกระตือรือร้นพอที่จะทำให้ได้ แม้แต่คันจิก็จะง่ายเหมือน กขค หลังจากได้เรียนฮิรางานะและคาตากะนะแล้ว ก็เหลือแค่การเรียนไวยากรณ์และคำศัพท์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน และคุณก็จะสามารถสร้างประโยคง่าย ๆ ได้ สำหรับตัวอักษรคันจิ จำเป็นจะต้องอ่านให้มาก ๆ เพื่อทำความคุ้นเคยกับตัวอักษรเหล่านี้ อย่าลืมว่าคันจิเปรียบเสมือน “บอสใหญ่สุด” ถ้าคุณเอาชนะไม่ได้ ก็จะไม่สามารถผ่านด่านการเรียนภาษาญี่ปุ่นไปได้!

    เราขอเอาใจช่วยทุกคน และขอให้มีความสุขกับการเรียนภาษาญี่ปุ่นกันนะคะ!