10 เรื่องในโรงเรียนญี่ปุ่นที่ทำให้คุณเซอร์ไพรส์!

  • วัฒนธรรม
  • สังคม
  • ประเทศญี่ปุ่นเป็นดินแดนที่รวบรวมเรื่องแปลกประหลาดไว้หลายอย่าง อีกทั้งยังมีวัฒนธรรมและประเพณีที่หลากหลายและเป็นเอกลักษณ์ ทำให้ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ และด้วยความที่ญี่ปุ่นมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสามของโลกและเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเกิดอาชญากรรมน้อยที่สุด มีแฟชั่นและวัฒนธรรมย่อยต่าง ๆ มากมาย อีกทั้งนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ล้ำยุค รวมไปถึงประเพณีเก่าแก่ที่สืบทอดมามากกว่าร้อยปี ขนบธรรมเนียมที่ผสมผสานทั้งจากตะวันตกและตะวันออก และอาหารอร่อยระดับโลก

    ระบบการศึกษาในประเทศญี่ปุ่นนั้น ได้รับความสำคัญมานานแล้ว โดยในช่วงปลายยุค 1800 ผู้นำญี่ปุ่นยุคเมจิได้เริ่มก่อตั้งระบบการศึกษาของรัฐ หลังจากนั้นอัตราของผู้มีการศึกษาก็ได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก หรือแม้แต่ในยุคเอโดะ 70% ของเด็กญี่ปุ่นได้รับการศึกษาจากโรงเรียน ในทุกวันนี้ 99% ของชาวญี่ปุ่น สามารถอ่านและเขียนได้ รวมถึงโรงเรียนยังถือว่ามีบทบาทสำคัญต่อการเริ่มสร้างบุคลากรของประเทศญี่ปุ่น

    แม้ว่าโรงเรียนที่ประเทศญี่ปุ่นจะเหมือนกับโรงเรียนของทางฝั่งตะวันตก หรือประเทศอื่น ๆ ในเอเชียหลายเรื่อง เช่น เครื่องแบบ, การสอบ และการให้เกรด แต่โรงเรียนของญี่ปุ่นยังคงมีมุมมองที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใครที่อาจสร้างประหลาดใจให้กับผู้มาเยือนประเทศนี้ได้ ด้วยระบบการศึกษาที่ให้ความสำคัญกับการอบรมพัฒนาเด็ก ๆ ให้กลายมาเป็นคนของสังคมที่มีระเบียบวินัยและสามัคคีอย่างในทุกวันนี้

    แล้วชีวิตของเด็กนักเรียนในประเทศญี่ปุ่นนั้น เป็นอย่างไร? นี่คือ 10 อย่างที่ทำให้ผู้เขียนรู้สึกประหลาดใจกับสิ่งที่ได้พบเจอในโรงเรียนรัฐบาลของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมันอาจจะมีความแตกต่างจากสิ่งที่คุณเคยประสบมาในวัยเด็กอย่างสิ้นเชิง

    1. คุณครูจะไม่ไล่นักเรียนให้ออกไปนอกห้องเรียน

    เด็กก็คือ เด็ก! ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมไหนหรือมาจากประเทศใดก็ตาม เกือบทุกห้องเรียนจะต้องมีเด็กหัวโจกจอมเกเรอย่างน้อยสองถึงสามคน! ซึ่งมันเป็นหนึ่งในเรื่องท้าทายสำหรับคุณครูที่จะต้องเผชิญในการสอนหนังสือ

    ในหลายประเทศ การส่งเด็กที่เกเรออกไปนอกห้องเรียน ถือเป็นการปฏิบัติขั้นพื้นฐานทั่วไป แต่เรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นอย่างเด็ดขาด จากมาตรา 26 แห่ง รัฐธรรมนูญประเทศญี่ปุ่น (เฉพาะภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษ) ได้บัญญัติไว้ว่า “ประชาชนทุกคนมีสิทธิ์ได้รับการศึกษาเท่าเทียมกัน…” จากคำกล่าวข้างต้นนี้ เป็นสาเหตุที่ทำให้คุณครูชาวญี่ปุ่นไม่กล้าที่จะส่งเด็กออกไปนอกห้อง ดังนั้น คุณครูชาวญี่ปุ่นจะคุ้นชินกับการเก็บอารมณ์และรักษาความสงบไว้ในระหว่างการสอนหนังสือ แต่หากนักเรียนยังคงรบกวนการสอนต่อเนื่อง เหตุการณ์นี้ก็อาจเกิดขึ้นได้แต่น้อยมาก

    จะเห็นได้ว่า คุณครูญี่ปุ่นช่างมีความอดทนอะไรเช่นนี้! เหตุผลหนึ่งเป็นเพราะว่าเด็ก ๆ อาจจะพลาดความรู้จากบทเรียนไป ถ้าถูกเชิญออกไปจากห้องเรียน ดังนั้น เหตุการณ์ดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่ไม่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น

    2. เด็กนักเรียนทุกคนจะรับประทานอาหารกลางวันแบบเดียวกัน โดยมีนักเรียนเป็นคนให้บริการ

    สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับโรงเรียนรัฐบาลในประเทศญี่ปุ่น คือ นักเรียนทุกคนจะรับประทานอาหารแบบเดียวกันหมด ในบางกรณีนักเรียนสามารถเลือกได้ว่าจะซื้ออาหารจากโรงอาหาร หรือ นำข้าวกล่องมาจากบ้านเช่นเดียวกับในหลายประเทศ

    ในประเทศญี่ปุ่นนักเรียนจะได้รับการฝึกให้รับประทานอาหารประเภทเดียวกัน และจะต้องรับประทานให้เสร็จภายในเวลาที่กำหนดไว้ โรงเรียนรัฐบาลญี่ปุ่นส่วนมากแล้วจะไม่มีโรงอาหารสำหรับขายอาหาร แต่นักเรียนสามารถนำข้าวกล่องมาได้ โดยอาหารในกล่องจะต้องอยู่ในรูปแบบที่โรงเรียนกำหนดไว้ คือ ห้ามเป็นอาหารที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย หรือ พวกขนมทั้งหลาย ส่วนใหญ่อาหารกลางวันที่นำมาจากบ้านจะประกอบไปด้วย ข้าว, ผัก, ปลา, สาหร่าย หรือ เนื้อไก่

    ในครั้งแรกที่ฉันได้รับประทานอาหารกลางวันที่โรงเรียนญี่ปุ่นนั้น มีเรื่องที่ทำให้ต้องประหลาดใจ คือ เด็กนักเรียนจะต้องรับผิดชอบในการนำอาหารจากพื้นที่เตรียมอาหารไปเสิร์ฟให้กับเพื่อนร่วมห้อง โดยที่จะต้องสวมหน้ากากอนามัย, เสื้อคลุม และผ้าพันคอ หลังจากรับประทานอาหารกลางวันเสร็จแล้ว นักเรียนกลุ่มนั้นยังคงมีหน้าที่ในการทำความสะอาด และส่งคืนภาชนะต่าง ๆ ซึ่งหน้าที่ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้การดูแลของอาจารย์ มันเป็นวิธีการที่ยอดเยี่ยมมากในการปลูกฝังให้เด็ก ๆ รู้จักการบริการผู้อื่นและมีความรับผิดชอบในการรักษาความสะอาดตั้งแต่อายุยังน้อย!

    3. นักเรียนและคุณครูรับประทานอาหารร่วมกันในห้องเรียน

    ต่อจากข้อที่แล้ว คุณครูและนักเรียนจะรับประทานอาหารกลางวันร่วมกันเป็นกลุ่มโดยเฉพาะในระดับมัธยมต้น โดยที่โต๊ะและเก้าอี้ของพวกเขาจะถูกจัดให้หันหน้าเข้าหากัน ซึ่งฉันเองก็รู้สึกไม่ชินในตอนแรก ที่ห้องเรียนไม่ได้เป็นเพียงแค่ห้องเรียนเท่านั้น แต่ยังสามารถเปลี่ยนโฉมเป็นสถานที่สังสรรค์กับเพื่อน ๆ ในตอนกลางวันได้อีกด้วย ซึ่งสาเหตุเป็นเพราะโรงเรียนหลายแห่งไม่ได้จัดให้มีโรงอาหารหรือสถานที่สำหรับรับประทานอาหารกลางวัน ยกเว้นในโรงเรียนประถมบางแห่ง

    ในขณะที่บางคนอาจคิดว่าการรับประทานอาหารกลางวันรูปแบบนี้ จะดูเป็นการบังคับเด็ก ๆ มากเกินไป เพราะนักเรียนไม่สามารถรับประทานอาหารกลางวันกับเพื่อนจากต่างห้องได้ แต่นี่อาจจะเป็นวิธีที่ทำให้นักเรียนได้คละกลุ่มกันและรู้จักการมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับเพื่อนทุกคนในห้องเรียน ไม่ใช่จำกัดอยู่แค่กลุ่มเพื่อนสนิทของพวกเขาเท่านั้น

    4. นักเรียนจะไม่มีการสอบตก

    สิ่งนี้ทำให้คุณตกใจใช่ไหมล่ะ ไม่ใช่แค่คุณคนเดียวหรอกที่ตกใจ! นี่ถือเป็นเรื่องที่ดีที่สุดในชีวิตของการเป็นนักเรียนเลยก็ว่าได้

    ในบางประเทศ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศฟิลิปปินส์ นักเรียนคนใดที่เรียนไม่เก่ง ทางโรงเรียนจะให้ซ้ำชั้นอีกครั้ง เพื่อพัฒนาศักยภาพการเรียนของพวกเขาต่อไป แต่สำหรับนักเรียนญี่ปุ่นสามารถเลื่อนชั้นได้โดยไม่ต้องสนใจกับคะแนนสอบ นักเรียนที่สอบตกทุกวิชาและโดดเรียน ก็สามารถเข้าร่วมพิธีสำเร็จการศึกษาในช่วงปลายปีได้! แต่คะแนนสอบนั้นจะมีบทบาทตอนสอบเข้าเรียนในชั้นมัธยมปลายและมหาวิทยาลัยเท่านั้น

    แต่ไม่ได้หมายความว่านักเรียนญี่ปุ่นจะไม่ต้องขยันอ่านหนังสือ! เด็กญี่ปุ่นจะต้องเรียนคันจิอย่างหนัก เพื่อที่จะสามารถอ่านหนังสือ หรือบทความที่ยาก ๆ ได้เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ รวมถึงการเรียนวิชาอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน

    5. ไม่มีภารโรง

    ในประเทศญี่ปุ่นไม่ได้ใช้ภารโรงในการทำความสะอาด แต่กลับเป็นนักเรียนที่ทำความสะอาดในทุกซอกทุกมุมของโรงเรียน รวมถึง ห้องน้ำ! นักเรียน, คุณครู, พนักงานในโรงเรียน และแม้กระทั่งรองผู้อำนวยการ หรือผู้อำนวยการเอง ก็ต้องร่วมกันทำความสะอาดโรงเรียน ซึ่งแต่ละคนจะได้รับมอบหมายพื้นที่ที่ต้องรับผิดชอบโดยเฉพาะ

    โรงเรียนในประเทศญี่ปุ่นจะมีเวลาที่ใช้ในการทำความสะอาดของแต่ละวัน เรียกว่า “โซจิ” (掃除-souji แปลว่า ทำความสะอาด) นักเรียนบางคนจะผูก “เทนุกุย” (tenugui ผ้าพันคอ) ไว้บนหัวของพวกเขา และก่อนที่พวกเขาจะเริ่มทำความสะอาด จะต้องนั่งสงบนิ่งเป็นเวลาสองถึงสามนาทีเพื่อทำสมาธิ เตรียมร่างกายและจิตใจให้พร้อม ซึ่งเรียกว่า “โมคุโซะ” (mokuso)

    ด้วยการปฏิบัติที่เป็นเอกลักษณ์นี้ นักเรียนจะถูกฝึกฝนให้รู้จักรักษาความสะอาดทั้งกับตนเองและส่วนรวม แนวคิดที่จะจ้างคนอื่นมาเพื่อทำความสะอาดโรงเรียน จึงเป็นแนวคิดที่แปลกประหลาดมากสำหรับชาวญี่ปุ่น

    6. นักเรียนและคุณครูยังคงทำงานแม้กระทั่งในช่วงวันหยุดของโรงเรียน

    ในช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อนครั้งแรก ฉันได้กล่าวลากับครูเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง และขอให้เขาเพลิดเพลินไปกับช่วงวันหยุดนี้ แต่ครูคนนั้นกลับถอนหายใจเฮือกใหญ่ ซึ่งทำให้ฉันได้รู้ว่าคุณครูคนนี้ไม่ได้มีวันหยุดจริง ๆ เว้นแต่จะเป็นวันหยุดราชการ เพราะว่าพวกเขายังคงต้องมาทำงานตามความรับผิดชอบของเขาภายในโรงเรียน ในส่วนของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาต่างก็เป็นสมาชิกของชมรมที่พวกเขาเลือกเอง ซึ่งโดยปกติแล้ว ชมรมเหล่านี้จะมีคุณครูเป็นผู้ดูแลและกิจกรรมต่าง ๆ อย่างเช่น การซ้อมกีฬาก็จะดำเนินต่อไปตลอดในช่วงวันหยุด

    ยังไม่หมดแค่นั้น! นักเรียนยังคงได้รับการบ้านอีกมากมายที่จะต้องทำให้เสร็จในช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อนด้วย!

    7. นักเรียนใช้กระเป๋าและรองเท้าในอาคารแบบเดียวกัน

    school-bags

    รูปของผู้เขียน

    โรงเรียนของประเทศญี่ปุ่นนั้น จะมีรองเท้าสำหรับใส่ในตัวอาคารโดยเฉพาะ เพื่อรักษาความสะอาดและป้องกันความสกปรกจากภายนอก รวมถึงเพื่อเป็นการปลูกฝังความสามัคคีที่ทุกคนจะต้องปฏิบัติภายใต้มาตรฐานเดียวกัน โดยที่ไม่มีใครโดดเด่นกว่าคนอื่น (ดังสำนวนญี่ปุ่นที่ว่า “ทุบเล็บที่ยื่นออกมา” (ความโดดเด่นมาคู่กับคำติฉิน) ซึ่งจะตรงกันข้ามกับประเทศทางตะวันตกที่ให้ความสำคัญกับความเป็นปัจเจกบุคคล) นักเรียนจึงต้องแต่งตัวเหมือนกัน และสวมรองเท้าที่เหมือนกันอีกด้วย

    ในระดับชั้นมัธยมศึกษาต้องใช้กระเป๋านักเรียนของทางโรงเรียน โดยมีสัญลักษณ์เป็นเครื่องหมายตราโรงเรียน รวมถึงแถบสะท้อนแสง เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดอุบัติเหตุบนถนนในเวลากลางคืน สำหรับในชั้นประถมศึกษาจะใช้กระเป๋านักเรียนที่เรียกว่า “รันโดะเซรุ” (randoseru)

    สิ่งที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น ทำให้นักเรียนกลายเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มและยังถือเป็นหน้าเป็นตาของโรงเรียนอีกด้วย ดังนั้น โรงเรียนจึงมีกฎอีกหลายข้อเกี่ยวกับเครื่องแบบนักเรียน และวิธีการที่นักเรียนควรประพฤติให้เหมาะสม เช่น การย้อมผมเป็นสิ่งต้องห้ามและนักเรียนไม่สามารถเจาะหู หรือแต่งหน้าหนาได้

    8. กิจกรรมของชมรมในตอนเช้าและหลังเลิกเรียน

    นักเรียนที่เป็นสมาชิกของชมรมกีฬา จะมีกิจกรรมของชมรมทั้งก่อนและหลังเลิกเรียนทุกวัน กิจกรรมดังกล่าวนี้อาจรวมถึงการที่เด็กจะต้องวิ่งหลายกิโลเมตรต่อวัน เพื่อให้มีสภาพร่างกายที่แข็งแรง ซึ่งกิจกรรมแบบนี้มักส่งผลให้นักเรียนเหนื่อย ง่วง และยังไม่ได้พูดถึงนักเรียนที่มีเหงื่อท่วมตัวในขณะที่กำลังเรียนหนังสือ พวกเขาจะต้องตื่นเช้าตรู่และกลับบ้านดึก เพื่อที่จะได้ทำกิจกรรมภายในชมรมที่ต้องอาศัยการทำงานหนัก พากเพียร มุ่งมั่น และ ความแน่วแน่!

    กิจกรรมชมรมยังคงได้รับความนิยมอย่างสูง และนักเรียนส่วนมากมีส่วนเกี่ยวข้องกับชมรมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง พวกเขาภาคภูมิใจในชมรม และตั้งใจฝึกซ้อมเพื่อที่จะให้ถึงเป้าหมายที่คาดหวังเอาไว้

    9. โรงเรียนญี่ปุ่นไม่ได้ไฮเทคอย่างที่คิด

    ประเทศญี่ปุ่นอาจเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่สุดแห่งหนึ่ง แต่คุณอาจจะต้องเปลี่ยนความคิดนี้ เมื่อมีโอกาสเข้าไปในโรงเรียนญี่ปุ่น ที่ยังคงเลือกใช้ปากกาและดินสอมากกว่าอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีก็ค่อย ๆ แทรกเข้ามาในระบบการศึกษา และเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยในการพัฒนาอุปกรณ์การสอนและพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโรงเรียน

    ไม่ใช่ทุกโรงเรียนที่จะมีอุปกรณ์ทันสมัยและไฮเทคอย่างที่คนต่างชาติคิดกัน โดยเฉพาะในโรงเรียนเก่าแก่นั้น ไม่ได้มีการอัพเดตอุปกรณ์มาเป็นเวลาหลายปีแล้ว! ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเล่นซีดีตกรุ่น, ปริ้นเตอร์ และเครื่องแฟ็กซ์ก็ยังคงมีการใช้งานอยู่ในโรงเรียนหลายแห่งทั่วประเทศ และแทนที่จะใช้เครื่องปรับอกาศ กลับใช้พัดลมเพื่อประหยัดพลังงาน และในช่วงฤดูหนาวก็ไม่มีระบบทำความร้อนแบบส่วนกลางในอาคารโดยส่วนมากจะใช้แค่เครื่องอุ่นน้ำมันก๊าซเท่านั้น

    นอกจากนี้ การเรียนการสอนในห้องเรียนจะเน้นการใช้หนังสือเรียนเป็นอุปกรณ์การสอนหลักมากกว่าการใช้กระดานไวท์บอร์ด แต่ถึงอย่างนั้น เทคโนโลยีได้แทรกซึมเข้าไปในระบบการศึกษาอย่างช้า ๆ ด้วยอินเทอร์เน็ตและคอมพิวเตอร์ ซึ่งเริ่มมีการนำมาใช้ในการสอนของบางโรงเรียน ดังนั้น โรงเรียนเก่าแก่หลายแห่งก็เริ่มมีการพัฒนาอุปกรณ์การเรียนการสอนให้ทันสมัยขึ้นเช่นกัน

    10. การนอนหลับในห้องเรียนเป็นเรื่องปกติ!

    จากการบ้านและงานที่ต้องทำในช่วงปิดภาคเรียน กิจกรรมชมรมของโรงเรียน และกิจกรรมต่าง ๆ ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ รวมถึงการทำความสะอาดโรงเรียน ทำให้การเรียนในประเทศญี่ปุ่นนั้น ต้องอาศัยความตั้งใจและความมุ่งมั่น นอกเหนือจากนักเรียนจะต้องเข้าไปทำกิจกรรมของชมรมในตอนเช้าและหลังเลิกเรียนแล้ว พวกเขายังคงต้องไป “จุคุ” (juku) หรือ โรงเรียนกวดวิชาอีกด้วย พร้อมกับมีการบ้านมากมาย และเหลือเวลาเพียงเล็กน้อยที่จะพักผ่อนนอนหลับเท่านั้น

    ผลคือ เด็กนักเรียนที่ทนต่อความเหนื่อยล้าและความง่วงไม่ไหว ก็มีแนวโน้มที่จะหลับระหว่างเรียน ซึ่งคุณครูจะปล่อยให้พวกเขาหลับไป เพราะไม่สามารถไปยุ่งอะไรมากกับเรื่องนี้ได้ และอาจจะเข้าอกเข้าใจว่า นักเรียนเหนื่อยล้าเพียงใด! แม้ว่าในบางครั้ง คุณครูจะเรียกชื่อเด็กที่หลับในห้องเพื่อเป็นการปลุก แต่การที่เด็กจะโดนครูตำหนิเพราะสาเหตุนี้พบเห็นได้ยาก

    รูปแบบในชีวิตประจำวันของนักเรียนในโรงเรียนรัฐบาลของประเทศญี่ปุ่น จะช่วยทำให้เราได้เข้าใจวิธีการอบรมและหล่อหลอมเด็กญี่ปุ่นให้สามารถเตรียมพร้อมเข้าสู่สังคมที่เน้นความเป็นหนึ่งเดียวกันและความสามัคคีนี้ได้อย่างไร แน่นอนว่าชีวิตจริงในโรงเรียนของประเทศญี่ปุ่นไม่ได้เป็นเหมือนกับที่เราเห็นจากในอนิเมะ และด้วยระเบียบวินัยที่เข้มงวดนี้ ถือเป็นการช่วยให้นักเรียนสามารถเผชิญหน้ากับความยากลำบากที่ต้องเจอในโลกของผู้ใหญ่ โดยเฉพาะการทำงานที่ต้องอาศัยความทุ่มเทและมุ่งมั่น

    คุณคิดว่าระบบนี้สามารถนำไปปรับใช้ในประเทศของเราได้หรือไม่!