5 วิธีเที่ยวอย่างประหยัดที่ฮอกไกโดในฤดูร้อน

  • ท่องเที่ยว
  • ย่านต่างๆ
  • ฮอกไกโด
  • ทุกปีในช่วงฤดูร้อน จะมีผู้ไปเยือนเมืองบิเอะและฟุราโนะในฮอกไกโดเป็นจำนวนมาก ทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติ เพื่อไปชมฟาร์มดอกไม้และทัศนียภาพอันงดงาม โดยเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมเป็นช่วงที่ดอกลาเวนเดอร์บาน ส่วนตามไร่และฟาร์มก็จะเต็มไปด้วยสีเขียวขจีและสีเหลืองในหลากหลายเฉดสีที่ตัดกันอย่างสวยงาม อย่างไรก็ตาม ระบบขนส่งสาธารณะในฮอกไกโดนั้น มีราคาไม่ถูกนัก การเช่ารถขับจึงเป็นวิธีเดินทางที่สะดวกที่สุด แต่ผู้ที่ขับรถไม่เป็นล่ะจะทำอย่างไร?

    ตั๋วรถไฟแบบไม่จำกัดเที่ยว Furano Biei Rail Ticket

    ทางกลุ่มบริษัทรถไฟญี่ปุ่นมีจำหน่ายตั๋ว Furano Biei Rail Ticket ตั๋วรถไฟแบบไม่จำกัดเที่ยวภายใน 4 วันสำหรับผู้พำนักและนักท่องเที่ยวในญี่ปุ่น โดยสามารถใช้เดินทางจากซัปโปโรแบบไม่จองที่นั่งบนรถไฟขบวน Limited Express Kamui และ Lilac ไปอาซาฮิคาวะ (Asahikawa) หรือขบวน Furano Lavender Express ไปฟุราโนะได้โดยตรง รวมถึงสามารถใช้โดยสารรถไฟ JR ขบวนธรรมดาระหว่างอาซาฮิคาวะกับฟุราโนะได้แบบไม่จำกัดเที่ยวเพื่อการเที่ยวชมความงามของทั้งสองเมืองได้อย่างเต็มที่

    นอกจากนี้ คุณยังสามารถใช้โดยสารรถไฟขบวน Furano-Biei Norokko Train ซึ่งเป็นรถไฟสไตล์วินเทจที่แวะตามสถานีหลัก ๆ บนเส้นทางระหว่างอาซาฮิคาวะกับฟุราโนะได้อีกด้วย โดยเป็นรถไฟท่องเที่ยวที่จะให้บริการเฉพาะในช่วงดอกลาเวนเดอร์บาน ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงกันยายนเท่านั้น

    Furano-Biei Rail Ticket จึงเป็นทางเลือกเพื่อความสะดวกและประหยัดสำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่สามารถเช่ารถขับได้ ในครั้งนี้เราจะขอแนะนำเคล็ดลับในการวางแผนการเดินทางและตัวอย่างตารางการท่องเที่ยว เพื่อการใช้ตั๋วนี้ได้อย่างคุ้มค่ามากที่สุด

    1. ขึ้นรถไฟขบวน Limited Express Kamui หรือ Lilac จากซัปโปโรไปอาซาฮิคาวะ

    รถไฟขบวน Furano Lavender Express จะแออัดเป็นพิเศษในช่วงเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมเนื่องจากมีนักท่องเที่ยวมาจากทั่วประเทศ จึงขอแนะนำให้ขึ้นขบวน Limited Express Kamui หรือ Lilac ซึ่งมีโอกาสจะได้ที่นั่งมากกว่า และยังใช้เวลาน้อยกว่าคือ 1 ชั่วโมง 25 นาที ขณะที่ขบวน Furano Lavender Express ใช้เวลา 2 ชั่วโมง

    สำหรับผู้ใช้ Furano Biei Rail Ticket ทางที่ดีควรพักที่อาซาฮิคาวะ เนื่องจากที่นี่มีที่พักราคาถูกให้เลือกมากกว่าเมื่อเทียบกับฟุราโนะและบิเอะ ทั้งนี้อาซาฮิคาวะเป็นเมืองที่กำลังขยายตัวขึ้นเป็นอย่างมากในแถบฮอกไกโด และยังมีสวนสัตว์อันเลื่องชื่อ ซึ่งก่อตั้งมามากว่า 50 ปี นอกจากนี้ ยังมีอาหารอร่อย ๆ ให้เลือกมากมาย เช่นที่หน้าสถานีอาซาฮิคาวะ มีร้านค้าและร้านอาหารให้เลือกเป็นจำนวนมาก

    การเดินทาง

    2. สำรวจเมืองบิเอะและชมบึงสีฟ้า

    วันแรกของการเดินทาง หลังจากเช็คอินที่โรงแรมแล้ว ลองใช้เวลาช่วงบ่ายออกสำรวจเมืองบิเอะดู เมืองนี้อยู่ห่างจากอาซาฮิคาวะโดยใช้เวลาเดินทางด้วยรถไฟ 30 นาที และหากมีเวลามากพอ ขอแนะนำให้ไปชมบึงสีฟ้า โดยขึ้นรถบัสไปทางชิโรงาเนะ (Shirogane) โดยป้ายรถไม่ได้อยู่ที่หน้าสถานีบิเอะ แต่จะอยู่ที่หน้าธนาคาร Asahikawa (สาขาบิเอะ) ทั้งนี้สามารถสอบถามข้อมูลเพื่อความแน่ใจได้จากศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยวเมืองบิเอะ ซึ่งอยู่ใกล้กับสถานีบิเอะ

    เนื่องจากรถบัสให้บริการเพียงวันละ 5 เที่ยวเท่านั้น จึงควรตรวจสอบ ตารางเดินรถ (เฉพาะภาษาอังกฤษ) ก่อนเดินทาง หลังจากใช้เวลาชมความงดงามของบึงสีฟ้านี้ประมาณ 1 ชั่วโมงหรือน้อยกว่านั้น ให้ไปขึ้นรถบัสกลับเข้าเมืองบิเอะ แล้วใช้เวลาช่วงเย็นในเมืองอันเงียบสงบแห่งนี้ หรือไปหาของอร่อย ๆ อย่างเนื้อย่างหรือราเม็งรับประทาน ทั้งนี้บิเอะเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยอาคารขนาดเล็กแบบโบราณอยู่มากมายที่มีบรรยากาศย้อนยุคที่น่าค้นหา โดยมีระบุข้อมูลปีที่ก่อสร้างไว้ด้านหน้าของอาคารเหล่านี้ และทั้งเมืองก็มีบรรยากาศราวกับฉากจากในภาพยนตร์เลยทีเดียว!

    เว็บไซต์เมืองบิเอะ *เฉพาะภาษาอังกฤษ
    การเดินทาง

    3. ชมฟาร์มดอกไม้ที่ฟุราโนะแบบเต็มวัน

    รูปของผู้เขียน

    สำหรับวันที่สอง ลองไปสำรวจฟาร์มดอกไม้ที่เมืองฟุราโนะ โดยให้ขึ้นรถไฟขบวนธรรมดารอบ 7:40 น. ไปที่ Lavender Batake หรือ Naka Furano (Lavender Batake จะเปิดเฉพาะในโอกาสพิเศษเท่านั้น) จากนั้นไปที่ฟาร์มโทมิตะ (Farm Tomita) เพื่อเก็บภาพสวย ๆ ของมวลดอกไม้นานาชนิด

    ลองชิมไอศกรีมรสลาเวนเดอร์ของขึ้นชื่อประจำถิ่นไปพร้อมกับชมทัศนียภาพของทุ่งดอกไม้อันงดงาม หรือลองชิมของหวานที่ทำจากเมลอนที่โทมิตะเมลอนเฮ้าส์ (Tomita Melon House) ซึ่งผู้เขียนชอบเป็นการส่วนตัว! แล้วอย่าลืมซื้อดอกลาเวนเดอร์สดหรือสินค้าลาเวนเดอร์อื่น ๆ กลับมาเป็นของฝากด้วย ทั้งนี้ฟาร์มโทมิตะไม่ได้มีชื่อเสียงเฉพาะทุ่งลาเวนเดอร์เท่านั้น แต่ยังมีทั้งดอกป๊อปปี้ ดอกเรปซีด และดอกไม้ประจำฤดูกาลอื่น ๆ อีกหลายชนิด โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนนั้น เหล่าดอกไม้จะพร้อมใจกันเบ่งบานจนเนรมิตพื้นที่ในฟาร์มแห่งนี้ให้เต็มไปด้วยสารพัดสีสัน

    หลังออกจากฟาร์มโทมิตะแล้ว เดินต่ออีก 10 นาที หรือเรียกแท็กซี่แบบแชร์ค่ารถ (คนละ 200 เยน) จากโทมิตะเมลอนเฮ้าส์ไปยังทุ่งลาเวนเดอร์โชเอ (Choei Lavender Farm) ในฤดูหนาวที่นี่จะเป็นสกีรีสอร์ท ส่วนในฤดูร้อนจะเป็นทุ่งลาเวนเดอร์ สามารถขึ้นไปด้านบนด้วยสกีลิฟท์แบบไปกลับได้ในราคา 300 เยน เพื่อชมทัศนียภาพอันงดงามของเมืองฟุราโนะจากบนยอดเขา ซึ่งภาพของดอกลาเวนเดอร์ที่ปกคลุมไปทั่วทั้งเนินนั้น บอกได้เลยว่าไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง หรือจะแวะพักพร้อมชมวิวทุ่งลาเวนเดอร์และเมืองฟุราโนะบนยอดเขาก่อนก็ได้

    เสร็จแล้วขึ้นรถไฟกลับสถานี Kami-Furano แล้วแวะชมทุ่งลาเวนเดอร์ที่สวนฮิโนะเดะ (Hinode Park Lavender Garden) และทุ่งดอกไม้คามิฟุราโนะ (Flower Land Kamifurano) หรือถ้าหากมีเวลา จะแวะสวนมิยามะโทเกะ (Miyama Toge Park) ที่มีทั้งพิพิธภัณฑ์ “ภาพทริกอาร์ต” ชิงช้าสวรรค์ โรงงานไอศกรีม และอื่น ๆ อีกมาก เพื่อให้บ่ายวันนี้สิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์แบบด้วยก็ได้!

    เว็บไซต์ฟาร์มโทมิตะ (Farm Tomita) *เฉพาะภาษาอังกฤษ
    การเดินทางไปฟาร์มโทมิตะ (Farm Tomita)
    การเดินทางไปทุ่งลาเวนเดอร์โชเอ (Choei Lavender Farm)

    4. ปั่นจักรยานท่องเนินในบิเอะแบบเต็มวัน

    รูปของผู้เขียน

    เนินเขาในเมืองบิเอะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวช่วงฤดูร้อนที่มีชื่อเสียงด้วยทัศนียภาพอันงดงามและสามารถขี่จักรยานได้ ทั้งนี้หากใช้จักรยานไฟฟ้าจะช่วยให้เดินทางสะดวกกว่าจักรยานธรรมดาพอสมควร โดยพนักงานร้านเช่าจักรยานใกล้กับสถานีบิเอะพร้อมให้บริการทั้งแผนที่และคำแนะนำเกี่ยวกับจุดที่ควรแวะ ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากเนื่องจากบางจุดก็ยังไม่สามารถค้นหาได้ใน Google Maps

    จุดที่แนะนำ ได้แก่ ต้นไม้ของเคนกับแมรี่ (Ken and Mary Tree), จุดชมวิวโฮคุเซย์โนะโอกะ (Hokusei-no-Oka View Park), เนินชิกิไซโนะโอกะ (Shikisai-no-Oka) และ ต้นไม้พ่อแม่ลูก (Parent and Child Tree) ทั้งนี้หากจะลองออกนอกเส้นทาง เพื่อไปพบกับท้องทุ่งหลากสีสันอันกว้างไกลสุดสายตาก็ไม่เลวเหมือนกัน! โดยสามารถพบเห็นท้องทุ่งพร้อมพืชชนิดต่า งๆ ที่เต็มไปด้วยสีเขียวและสีเหลืองสดใสของทั้งต้นหอม บัควีท ข้าวสาลี ข้าวมอลต์ และข้าวบาร์เลย์

    ที่สำคัญระวังอย่าเข้าไปในท้องทุ่งเหล่านี้ เนื่องจากเป็นพื้นที่ส่วนบุคคล แต่สามารถถ่ายภาพและชมความงดงามของบริเวณโดยรอบได้อย่างเต็มที่ และหากมีเวลาเหลือ ลองแวะชมภาพความงามของเนินเขาแห่งเมืองบิเอะในฤดูกาลต่าง ๆ ที่ห้องแสดงภาพทาคุชินคัง (Takushinkan)

    การเดินทาง

    5. ขึ้นรถไฟ Norokko ไปเมืองฟุราโนะ

    รูปของผู้เขียน

    สำหรับวันสุดท้าย ลองขึ้นรถไฟ Norokko จากอาซาฮิคาวะไปตัวเมืองฟุราโนะ โดยเที่ยวแรกจะออกจากอาซาฮิคาวะเวลา 10:00 น. และต้องจ่ายค่าจองที่นั่งเพิ่ม 250 เยน แต่หากไม่ต้องการจ่ายค่าจองที่นั่งเพิ่ม ให้ไปที่สถานีอย่างช้า 30 นาทีก่อนเวลาออกเดินทาง เพื่อให้แน่ใจว่าได้ที่นั่งในตู้แบบไม่ต้องจอง ทั้งนี้รถไฟ Norokko ถือเป็นตัวเลือกที่ดีที่สามารถชมทิวทัศน์ของทั้งอาซาฮิคาวะ บิเอะ และฟุราโนะ

    ที่สถานีฟุราโนะ มีมุม Furano Drama Kan จำหน่ายของที่ระลึกจากละครโทรทัศน์ชื่อดังที่ใช้ฟุราโนะเป็นสถานที่ถ่ายทำอย่างเรื่อง Kita-no-Kuni Kara และ Kaze-no-Garden ที่บรรดาแฟนพันธุ์แท้ซีรี่ส์ญี่ปุ่นจะต้องหลงรัก

    สำหรับคนรักชีส อย่าลืมแวะไปที่ Furano Cheese Factory โดยขึ้นรถแท็กซี่หรือเช่าจักรยานไปจากสถานีฟุราโนะ และหาอะไรรับประทานที่ Furano Marche ซึ่งมีอาหารอร่อย ๆ ที่ทำจากวัตถุดิบในท้องถิ่นให้เลือกมากมาย และตั้งอยู่ห่างจากสถานีฟุราโนะโดยใช้เวลาเดิน 5 นาที

    เว็บไซต์ของเมืองฟุราโนะ (Furano town) *เฉพาะภาษาอังกฤษ
    การเดินทาง

    สำหรับผู้ที่เห็นว่า Furano-Biei Rail Ticket ไม่ตอบโจทย์ หรือไม่ได้จะใช้เวลาถึง 4 วันในฮอกไกโด ก็ยังมีทางเลือกอื่น ๆ จากรถไฟ JR เช่น Lavender One Day Ticket ซึ่งสามารถใช้โดยสารรถไฟขบวนธรรมดาระหว่างอาซาฮิคาวะกับฟุราโนะได้ไม่จำกัดเที่ยวในราคา 2,500 เยน ซึ่งสามารถใช้เดินทางระหว่างเมืองเหล่านี้ในราคาประหยัด โดยไม่จำเป็นต้องเช่ารถแต่อย่างใด ทั้งนี้ตั๋ว JR Furano Biei Rail Ticket มีจำหน่ายเฉพาะช่วงปลายเดือนเมษายนถึงเดือนตุลาคมเท่านั้น ดังนั้น ควรเช็คช่วงเวลาที่จะซื้อให้ดี เพื่อการเดินทางในภูมิภาคอันสวยงามแห่งนี้ได้อย่างคุ้มค่ามากที่สุด

    เว็บไซต์ JR Furano Biei Rail Ticket *เฉพาะภาษาอังกฤษ