ทุกเรื่องเกี่ยวกับการหางานในประเทศญี่ปุ่น!

  • เคล็ดลับ
  • ถ้าใครเข้ามาอ่านบทความนี้ แสดงว่าต้องสนใจอยากลองหางานทำที่ประเทศญี่ปุ่นอยู่ใช่มั้ยคะ การทำงานที่ญี่ปุ่นถือได้ว่าเป็นทั้งฝันของใครหลายคน และอาจจะเป็นประสบการณ์อันแสนโหดร้ายสำหรับบางคนได้เช่นกัน

    จากเรื่องเล่าในหนังสือและภาพยนตร์เรื่อง Fear and Trembling โดย Amelie Nothomb เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับหญิงสาวชาวเบลเยี่ยม (ตัวของ Nothomb เอง) ซึ่งเคยใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นในช่วงวัยเด็ก และได้ย้ายไปอยู่ที่อื่นก่อนจะเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น และเมื่อมีเหตุให้ต้องกลับมาญี่ปุ่นอีกครั้งเพื่อทำงาน เธอต้องพบกับความยากลำบากในการปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมการทำงานของญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกำแพงทางภาษา รวมถึงการถูกเลือกปฏิบัติและความกังวลที่จะไม่สามารถเอาชีวิตรอดให้ผ่านช่วงระยะเวลาของสัญญาจ้างงาน 1 ปีในประเทศญี่ปุ่น

    หนังสือและภาพยนตร์เรื่องนี้มีผลต่อการตัดสินใจของฉันอย่างมาก เกี่ยวกับการมาหางานทำที่ญี่ปุ่น ฉันถึงกับต้องคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายรอบ ซึ่งฉันคิดว่าสิ่งที่เลือกมานี้ ถูกต้องแล้วและจะไม่มีวันเสียดายกับสิ่งที่เลือกนี้อย่างเด็ดขาด

    โอเค มาดูกันว่าขั้นตอนในการหางานที่ประเทศญี่ปุ่นนั้น มีอะไรบ้างและต้องเตรียมตัวยังไง

    พร้อมแล้วหรือยัง?

    japanese-job-hunters

    เตรียมตัวเตรียมใจกับการทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นกันแล้วหรือยัง?

    งานในประเทศญี่ปุ่นนั้น มีหลากหลายรูปแบบให้เลือกสำหรับชาวต่างชาติ ถ้าใครมั่นใจในบุคคลิกและหน้าตาของตัวเอง คุณก็อาจจะลองมาสมัครโมเดลลิ่ง และอาจโชคดีได้ไปลงนิตยสารเป็นดาวรุ่งดวงใหม่ หรือได้แสดงโฆษณาต่าง ๆ หรือ ถ้าคุณมีความสามารถอื่น ๆ อย่างการวาดรูปก็สามารถมาเป็นนักวาดมังงะได้ อย่างเช่น Asa Ekstrom สาวชาวสวีเดนที่หลงใหลในมังงะแบบญี่ปุ่นและมีชื่อเสียงไปทั่วโลก ใครจะไปรู้ว่างานอดิเรกและความสามารถของคุณ อาจจะทำให้คุณกลายเป็นคนดัง หรือ ทาเลนโตะ (タレント talento) ในซักวัน!

    แต่สำหรับคนที่แค่อยากจะทำงานออฟฟิศทั่วไปล่ะ? แน่นอนคุณต้องมีอะไรที่มากกว่าแค่รูปลักษณ์ภายนอก, ความสามารถพิเศษ และความเป็นคนต่างชาติ ซึ่งนี่คือ สิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าการหางานทำที่ประเทศญี่ปุ่นนั้นน่าสนใจมาก ๆ

    เพื่อนของฉันต่างก็มองว่าฉันบ้ามาก ๆ ที่ตัดสินใจมาต่อสู้กับสังคมการทำงานของที่นี่ แม้ว่าหลังจาก 3 ปีที่เรียนอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นก็ตาม เพื่อน ๆ พยายามจะโน้มน้าวให้เห็นถึงข้อเสียต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการฆ่าตัวตายที่เกิดมาจากการทำงานหนัก หรือ แม้แต่การที่คนญี่ปุ่นแทบจะไม่มีเวลาให้กับชีวิตส่วนตัวเลย แต่ฉันกลับคิดว่าไม่ว่าจะเป็นการทำงานที่ไหนในโลก มันก็ต้องมีหนทางที่เราจะปรับตัวได้และยังคงความเป็นตัวตนของเราอยู่ โดยเฉพาะถ้าเรามีความรักในเนื้องานนั้นจริง ๆ การต้องทำงานล่วงเวลามันก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร (แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่มีในยุโรปหรืออเมริกาก็ตาม)

    คุณสมบัติในการทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น

    อย่างแรกเลย เกือบจะทุกบริษัทในประเทศญี่ปุ่นต้องการผู้สมัครที่มีระดับความสามารถทางภาษาญี่ปุ่น N1 หรือ N2 (บางที่อาจจะแค่ N3 แต่น้อยมาก) รวมถึงสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี ถ้าคุณมีคุณสมบัติตามนี้ ก็สามารถสมัครงานที่อยากทำได้

    ถ้าคุณเพิ่งจบการศึกษา หรือ ชินซตสึ (Shinsotsu 新卒) คุณสามารถเริ่มต้นสมัครงานได้เลย ยกเว้นบางสายงานอย่างเช่น งานวิศวกรระบบที่ต้องการผู้สมัครที่มีประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับงานด้านวิทยาศาสตร์ หรือ ริเคย์ (Rikei 理系) แม้ว่าในหลายบริษัทต้องการพนักงานที่มีความพร้อมที่จะเรียนรู้งานด้วยทัศนคติเชิงบวกและได้ประสิทธิผลที่ดี แต่ถ้าคุณมีความโดดเด่นทางภาษาเหนือผู้สมัครคนอื่น ๆ คุณก็สามารถคว้างานไปได้ไม่ยาก

    ถ้าใครมีประสบการณ์ทำงานและต้องการจะเปลี่ยนงาน อาจจะยุ่งยากขึ้นไปอีกหน่อย เพราะบริษัทญี่ปุ่นต้องการมองหาคนที่มีความเชี่ยวชาญที่เก่งเฉพาะทาง มีความสามารถพิเศษระดับสูง และประสบการณ์ในการทำงานที่สูง แน่นอนว่าคนเหล่านี้จะต้องสามารถพูดได้ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาญี่ปุ่น แต่ถ้าความสามารถในสายงานโดดเด่นอย่างมาก เงื่อนไขภาษาญี่ปุ่นอาจจะไม่จำเป็นในการสมัครงาน

    อย่างที่สอง งานในระดับที่ใช้ทักษะสูงเป็นสิ่งที่ขาดแคลนเมื่อเทียบกับงานสำหรับเด็กจบใหม่ ซึ่งเป็นสาเหตุมาจากที่ระบบงานในญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะมีลักษณะการจ้างงานตลอดชีพ หรือ ชูชิน โคโย (Shushin koyo 終身雇用) และคนญี่ปุ่นเองก็ไม่ค่อยนิยมการเปลี่ยนงาน หรือ เทนโชกุ (Tenshoku 転職) อีกด้วย

    แต่ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ประเทศญี่ปุ่นได้มีธุรกิจประเภท SMEs เกิดขึ้นมามากมาย ซึ่งบริษัทเหล่านี้ก็ต้องการบุคลากรที่มีความสามารถและประสบการณ์มาทำงานโดยเน้นที่ผลงานเป็นหลัก รวมถึงการจ้างงานที่มีคุณภาพ นอกจากนี้ บริษัทข้ามชาติต่างก็ต้องพบเจอกับการแย่งชิงลูกค้าและการแข่งขันกันทางธุรกิจที่จำกัดขึ้น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงภายในอีกด้วย

    และนี่คือ คำแนะนำเล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับผู้ที่อยากจะหางานทำที่ประเทศญี่ปุ่น:

    • ความสามารถทางภาษาอังกฤษระดับดีเยี่ยม
    • ความสามารถทางภาษาญี่ปุ่น หรือ พร้อมที่จะเรียนรู้
    • ทัศนคติที่ดีในการทำงาน และศักยภาพในการสร้างผลงานที่ดีให้กับบริษัท
    • ความสามารถพิเศษ เช่น การตลาด, ประชาสัมพันธ์, งานขาย หรือ อย่างอื่นที่โดดเด่นกว่าผู้สมัครคนอื่น ๆ
    • นอกจากนี้ ยังมีความพร้อมในการทำงานล่วงเวลา, อยู่ค้างคืนที่ออฟฟิศ, เสียสละเวลาในช่วงสุดสัปดาห์ หรือ แม้แต่วันหยุดเทศกาล

    ฟังดูโหดร้าย แต่นี่คือ เอกลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่น ดินแดนที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

    คุณพร้อมหรือยังกับการทำงานในญี่ปุ่น?

    ถ้าคุณคิดว่าตัวเองพร้อมแล้ว ก็ถือว่าน่าจะพร้อมกับการทำงานที่นี่ในระดับ 200% เลยทีเดียว ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเรียน หรือมีงานประจำและงาน Part-time ทำอยู่แล้วก็ตาม และถ้าคุณมีวีซ่าทำงาน โอกาสในการเริ่มต้นหางานที่ต้องการก็จะง่ายยิ่งขึ้น

    ขั้นตอนต่อไป ก็เตรียมพร้อมไปสัมภาษณ์งาน ลองทำการทดสอบ และขั้นตอนการสกรีนต่าง ๆ

    จะเริ่มต้นหางานได้จากตรงไหนได้บ้าง?

    อย่างแรกเลย ถ้าคุณเป็นนักเรียนอยู่ ขอแนะนำให้ไปเข้าร่วมงานแนะแนวการศึกษาที่จัดขึ้นตามมหาวิทยาลัย หรือ ชูโชกุกัตสึโดว ชิเอ็น (shuushokukatsudou shien/ 就職活動支援) ซึ่งจะมีบริษัทมากมายเดินทางมาจัดตามมหาวิทยาลัยชื่อดัง เพื่อเฟ้นหาผู้สมัครที่มีคุณสมบัติตามที่ต้องการ โดยนักศึกษาสามารถกรอกใบสมัครและยื่นเรซูเม่ได้ภายในงาน! ผู้ที่ได้รับการเลือกก็จะผ่านไปสู่ขั้นตอนต่อไปและได้รับการสัมภาษณ์ ดูวิธีเขียนเรซูเม่แบบญี่ปุ่นได้ที่นี่

    ถ้าคุณสามารถผ่านไปสู่รอบการสัมภาษณ์ได้ ควรจะดีใจกับความโชคดีครั้งนี้ เพราะเพียงแค่ 20% ของผู้สมัครเท่านั้นที่จะได้รับคัดเลือกให้เข้าสัมภาษณ์รอบแรก ซึ่งสิ่งที่คุณต้องคิดไว้อยู่เสมอทั้งในเรซูเม่หรือในความคิดของคุณก็คือ : แรงจูงใจในงานที่สมัครและความสามารถเฉพาะตัว (การโฆษณาตัวเอง 志望動機&自己PR) ซึ่งการสัมภาษณ์ครั้งแรกนั้นถือว่าสำคัญมาก ๆ และใช้เวลาแค่ 10 นาทีในการที่จะโฆษณาตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้ผู้สัมภาษณ์เห็นว่าคุณพร้อมแล้วที่จะก้าวเข้าสู่ขั้นตอนต่อไป

    สิ่งสำคัญที่จะต้องตอบให้ได้ก็คือ ทำไมคุณถึงคิดว่าตัวเองเหมาะสมกับงานนี้ อะไรคือ จุดแข็งของคุณ และคุณสามารถทำอะไรเพื่อบริษัทรวมถึงลูกค้า ควรทำการบ้านหาข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจของบริษัทที่คุณจะไปสัมภาษณ์ เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อการตอบคำถามสัมภาษณ์งานของคุณ

    อีกเคล็ดลับหนึ่งที่อยากจะบอกก็คือ อย่าหลอกตัวเอง!

    โดยเฉพาะถ้ายังไม่ได้หาข้อมูลบริษัทมาล่วงหน้าแบบจริง ๆ จัง ๆ หรือ พยายามดำน้ำไปเรื่อย ๆ ในระหว่างสัมภาษณ์ หรือ พูดว่าชื่นชอบในธุรกิจของบริษัทนี้ทั้งที่ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าพวกเขาทำธุรกิจอะไรกันแน่

    และนี่ก็ทำให้เราต้องย้อนกลับไปยังคำถามแรก: คุณพร้อมหรือยัง? บอกได้เลยว่าถ้าแรงจูงใจ คือ แค่อยากมาอยู่ประเทศญี่ปุ่นและรักประเทศนี้ อาจจะยังไม่เพียงพอ แถมคนสัมภาษณ์ส่วนใหญ่ก็จะดูออกว่าคุณพร้อมหรือไม่ และที่สำคัญการทำงานในประเทศญี่ปุ่นนั้น เหตุผลแค่ต้องการเงินเท่านั้น อาจจะยังไม่เพียงพอ

    หลังจากที่ผ่านการสัมภาษณ์ครั้งที่หนึ่งไปแล้ว ลองวิเคราะห์อย่างละเอียดถึงข้อดีและข้อเสียที่อาจเกิดขึ้นในการสัมภาษณ์ ซึ่งคุณสามารถแก้ไขได้ทันเวลา การจะผ่านสัมภาษณ์ไปได้นั้น มีความเป็นไปได้อยู่ที่ 50% ไม่ใช่ 100% ดังนั้น ลองพยายามพัฒนาตัวเองและรักษาศักยภาพที่ดีเอาไว้ แสดงออกถึงความมั่นใจ เพราะนี่เป็นสิ่งที่จะพาคุณไปได้ไกลเลยทีเดียว!

    เคล็ดลับเหล่านี้ สามารถนำไปใช้ได้กับการสัมภาษณ์ทุกขั้นตอน ซึ่งเป็นการทำงานที่ต้องใกล้ชิดกับฝ่ายบุคคลที่เต็มไปด้วยคนญี่ปุ่น ดังนั้น นี่เป็นสิ่งที่คุณสามารถนำไปใช้ได้

    สมัครงานจากต่างประเทศ?

    ถ้าคุณไม่ได้อยู่ในประเทศญี่ปุ่น ความยากของการสมัครอาจจะยากขึ้นอีกระดับ เพราะไม่ใช่ทุกบริษัทที่จะมีสปอนเซอร์วีซ่าให้ และการที่จะทำวีซ่าทำงานจากต่างประเทศก็เป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้

    แต่อย่าเพิ่งยอมแพ้ไป เพราะยังมีทางเลือกและก็คุ้มค่าที่จะลองดูสักตั้ง ลองเช็คที่เว็บไซต์เหล่านี้:

    • Gaijinpot. ถือเป็นแหล่งหางานใหญ่สำหรับผู้ที่พูดภาษาญี่ปุ่นได้ ซึ่งในเว็บไซต์ยังมีส่วนของการรับสมัครงานจากต่างประเทศ และเน้นชาวต่างชาติโดยเฉพาะ คุณสามารถสามารถสร้างเรซูเม่ได้ถึง 5 อัน รวมถึง cover letter นอกจากนี้ ยังมีบริการหาอพาร์ตเม้นต์และแนะแนวการศึกษาอีกด้วย เรียกว่าเป็นบริการที่ครบวงจรเลยทีเดียว
    • Daijob. เป็นแหล่งหางานชั้นยอดอีกเว็บไซต์เลยทีเดียว เพราะมีงานมากมายให้เลือกทั้งภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษ ส่วนเรซูเม่ของทางเว็บไซต์นี้ก็สามารถใช้ได้ในการสัมภาษณ์งานและยังให้ข้อมูลต่าง ๆ ที่แม่นยำครบถ้วนเกี่ยวกับงานต่าง ๆ อย่างเช่น งานที่มีสปอนเซอร์วีซ่า, รับสมัครจากต่างประเทศ, หรือต้องเป็นคนญี่ปุ่นเท่านั้นรึเปล่า เรียกได้ว่าเป็นอีกผู้ช่วยที่ดีในการหางานในประเทศญี่ปุ่น

      เว็บไซต์ Daijob *เฉพาะภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษ

    • CFN. Career Forum Network เป็นเว็บไซต์หางานสำหรับผู้ที่มาจากสหรัฐอเมริกา โดยจะมีงานสัมนาจัดหางานประจำปีในเมืองหลัก ๆ อย่าง (ลอสแองเจลลิส, นิวยอร์ค, ซานพรานซิสโก, ซีแอตเทิล, บอสตัน) และผู้สมัครต้องมีสัญชาติอเมริกันเท่านั้น เหมาะสำหรับชาวอเมริกันที่อยากทำงานในญี่ปุ่น (ใครมีเพื่อนเป็นคนอเมริกันก็สามารถแนะนำได้นะคะ)

      เว็บไซต์ Career Forum Network *เฉพาะภาษาอังกฤษ

    • Indeed, LinkedIn. Facebook สังคมออนไลน์ยอดนิยมก็ยังเป็นแหล่งหางานชั้นดี โดยลองเซิร์จคำว่า Jobs in Japan page หรือ หางานในญี่ปุ่น คุณก็สามารถพบประกาศรับสมัครงานให้คุณได้เลือกสมัครอีกเพียบ

      เว็บไซต์ Indeed *มีระบบแปลภาษาอัตโนมัติ

    • Recruiting agencies. Hays ตัวแทนรับสมัครงานและบริษัทอื่น ๆ อีกมากมาย สามารถให้คำปรึกษาและให้บริการหางาน แม้ว่าส่วนใหญ่จะมองหาผู้สมัครจากประเทศญี่ปุ่น แต่บางกรณีก็มีการติดต่อผู้สมัครจากต่างประเทศด้วย ดังนั้น พยายามสร้างประวัติการทำงานและคุณสมบัติให้น่าสนใจและโดดเด่นเข้าไว้ ไม่แน่อาจจะได้รับการติดต่อจากทางบริษัทโดยส่งข้อความหาคุณโดยตรงผ่านทางเว็บไซต์ของบริษัท!
    • สถานฑูตในประเทศของคุณ อาจจะเป็นสิ่งที่หลายคนไม่ได้นึกถึงเท่าไหร่ แต่สถานทูตสามารถช่วยเหลือคุณได้ โดยแนะนำเคล็ดลับและคำแนะนำเกี่ยวกับวิธีหางานทำในญี่ปุ่น นอกจากนี้ ยังให้ข้อมูลกับคุณเกี่ยวกับลิงก์และที่อยู่ของงานที่น่าสนใจอีกด้วย หรือแม้แต่เสนองานให้กับคุณ! (เพื่อนของผู้เขียน 3 คน เคยได้งานจากสถานฑูตไปแล้วด้วยนะ) หรือ คุณสามารถลองไปติดต่อผ่านทางสถานทูตญี่ปุ่นในประเทศไทย เพราะไม่ว่าจะยังไง สถานฑูตก็ถือเป็นแหล่งที่เชื่อถือได้มากที่สุดในหางานในประเทศญี่ปุ่น
    ความคุ้มค่าของการทำงานที่ญี่ปุ่น?

    แม้ว่าการทำงานในประเทศญี่ปุ่นจะหนักหนาสาหัส แต่ก็คุ้มค่าสำหรับเงินเดือนที่ได้รับ

    สำหรับบัณฑิตจบใหม่จะได้รับเงินเดือนประมาณ 56,000 ถึงเกือบ 70,000 บาทเลยทีเดียว บางบริษัทยังช่วยในเรื่องของที่อยู่อาศัย หรือ shataku ที่ครอบคลุมถึง 80% ของค่าเช่า นอกจากนี้ ยังมีค่าเดินทางในบางกรณี ดังนั้นสำหรับพนักงานที่อายุยังไม่ถึง 30 ปี จะจ่ายค่าเช่าเพียงเดือนละ 4,684-6,246 บาทต่อเดือนเท่านั้น โดยเพิ่มค่าไฟฟ้า, อินเทอร์เน็ต โทรศัพท์ และเคเบิ้ลทีวี ซึ่งคุณจะเสียค่าใช้จ่ายอีกแค่ 6,247 บาทต่อเดือน ซึ่งหมายความว่า คุณจะมีเงินเหลืออยู่ที่ประมาณ 43,000-56,000 บาทต่อเดือนเลยทีเดียว

    ค่าใช้จ่ายในการอยู่อาศัยในญี่ปุ่นอาจดูแพง แต่ระบบสาธารณูปโภคและการจัดการต่าง ๆ ถือว่าดีเยี่ยมมาก

    มันคุ้มไหมเหรอ? ตลอด 6 เดือนในประเทศญี่ปุ่น ส่วนตัวฉันเองพยายามบริหารการออมเงิน แต่ก็ไม่ได้เข้มงวดจนเกินไปนัก ซึ่งนี่เป็นเงินเดือนในระดับเริ่มต้นเท่านั้น แต่ถ้าในตำแหน่งที่สูงขึ้นไปอีกเงินเดือนก็จะไต่ไปถึงประมาณ 150,000 กว่าบาทต่อเดือน

    ในทางกลับกัน การทำงานหนักเป็นสิ่งที่จะได้รับการยอมรับ บริษัทส่วนใหญ่มี “แรงจูงใจ” อย่างโบนัสสำหรับพนักงานที่ทำผลงานได้ดีที่สุด นอกจากนี้ คนหนุ่มสาวมีโอกาสสูงมากในการได้เลื่อนตำแหน่งภายในระยะเวลา 2-3 ปี แต่ถ้าคุณมองไม่เห็นโอกาสที่จะได้เลื่อนขั้น ก็สามารถไปหางานใหม่ที่คุณสามารถใช้ความรู้ที่ได้มาเพื่อเติบโตต่อไปได้

    โอกาสที่จะได้งานในญี่ปุ่นในฐานะชาวต่างชาติ?

    จำเป้าหมายของอดีตนายกรัฐมนตรีอย่างอะโซ (Aso) ในการสนับสนุนให้ชาวต่างชาติเข้ามาศึกษาหรือทำงานในประเทศญี่ปุ่นอย่างน้อย 30,000 คนได้หรือไม่? นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ 7 ปีที่แล้ว แต่จำนวนโควต้าของชาวต่างชาติที่เข้ามาก็ยังไม่สามารถทำได้ถึงระดับ 50% เลยด้วยซ้ำ

    นอกจากนี้ ประเทศญี่ปุ่นกำลังเผชิญหน้ากับการขาดแคลนแรงงาน ด้วยอัตราการเกิดที่ลดลง และคนรุ่นใหม่ญี่ปุ่นก็มุ่งหน้าหางานทำในต่างประเทศที่อาจทำให้อนาคตของประเทศญี่ปุ่นจะเหลือแค่พนักงานในวัย 40-60 ปีเป็นจำนวนมาก และนี่เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับประเทศญี่ปุ่นในอีกสองถึงสามทศวรรษข้างหน้า

    โดยทั่วไป บริษัทญี่ปุ่นจะมองหาผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศหรือแม้กระทั่งคนหนุ่มสาวที่รักประเทศญี่ปุ่นภาษาและวัฒนธรรม เพื่อมาทดแทนการขาดแคลนแรงงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

    พูดง่าย ๆ ก็คือ มีโอกาสสูงมากที่คุณจะได้รับการว่าจ้างจากบริษัทญี่ปุ่น แต่คุณต้องรู้ว่าจะโฆษณาตัวเองอย่างไรให้น่าสนใจและโดดเด่นกว่าคนอื่น ๆ ซึ่งระบบการคัดเลือกพนักงานส่วนใหญ่ก็จะเหมือนกันในทุกประเทศ เพราะทุกบริษัทต้องการคนที่มีคุณภาพ เพื่อมาเป็นทรัพยากรบุคคลชั้นเยี่ยม ซึ่งคุณจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าคุณ คือ คนที่พวกเขากำลังมองหาอยู่!

    โชคดีนะคะทุกคน!