มารู้จักคำศัพท์สำหรับ “ขอโทษ” ในภาษาญี่ปุ่นกัน

  • ภาษา
  • ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับความสุภาพต่อกันในสังคม และเป็นประเทศที่ประชาชนในสังคมรู้สึกสบายใจที่จะขอโทษต่อกันในทุก ๆ เรื่อง ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเรื่องที่เล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม ดังนั้น การเรียนรู้วิธีการพูดอย่างถ่อมตนและการกล่าวคำขอโทษอย่างถูกต้อง ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากในการเรียนภาษาญี่ปุ่น ในสังคมญี่ปุ่นการขอโทษและการยอมรับผิดถือยังถือเป็นการขจัดความขัดแย้งเพื่อให้สามารถทำงานหรืออยู่ร่วมกันต่อไปได้อีกด้วย

    คุณรู้หรือไม่ว่า ในภาษาญี่ปุ่นมีวิธีการกล่าวคำ “ขอโทษ” หรือ “ขออภัยในความไม่สะดวก” อยู่หลายรูปแบบด้วยกัน? ซึ่งจะแฝงนัยยะที่แตกต่างกันเล็กน้อย และ การที่คุณจะเลือกใช้คำไหนก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ หรือ กำลังพูดอยู่กับใครด้วย 

    วันนี้เราจะขอเสนอวิธีการกล่าวคำขอโทษในภาษาญี่ปุ่นทั้งหมด 8 วิธี พร้อมกับระดับความสุภาพ วิธีการใช้ และสถานการณ์ที่ควรใช้อย่างละเอียด เพื่อที่คุณจะได้เลือกใช้คำขอโทษในชีวิตประจำวันที่ประเทศญี่ปุ่นได้อย่างถูกต้อง

    1. “すまない” (สึมาไน/Sumanai)

    “すまない” (สึมาไน) เป็นการกล่าวคำขอโทษที่เป็นทางการน้อยที่สุดจากทั้งแปดวิธี โดยเป็นรูปแบบที่เป็นกันเองของคำว่า “すみません” (สุมิมาเซ็น) และมักจะใช้กันมากที่สุดในหมู่ผู้ชายวัย 40 ถึง 50 ปี คุณอาจจะได้ยินเพื่อนผู้ชายใช้คำนี้กันในยามที่พวกเขาทำผิดพลาดเพียงเล็กน้อย (เช่น หากเขาเผลอเหยียบเท้าใครเข้า)

    2. “すみません” (สุมิมาเซ็น/sumimasen)

    “すみません” (สุมิมาเซ็น) เป็นการ “ขออภัยในความไม่สะดวก” ที่มักจะใช้กันทั่วไปในสังคมญี่ปุ่น คุณจะได้ยินคำขอโทษนี้ในร้านอาหาร ยามที่พนักงานเสิร์ฟเดินมาที่โต๊ะ เพื่อถามรายการอาหารที่สั่ง, เวลาคนขอให้คุณหลีกทางเพื่อออกจากขบวนรถไฟที่แออัด หรือยามที่มีคนแปลกหน้าเรียกคุณ นอกจากนี้ “ซุมิมาเซ็น” ยังเป็นคำขอโทษเมื่อผู้พูดกระทำผิดในเรื่องเล็กน้อยมาก ๆ ใช้ได้ทั้งเพศชายและเพศหญิง เป็นคำที่คนเรียนภาษาญี่ปุ่นทุกคนต้องคุ้นเคยเป็นอย่างดี

    3. ごめん” (โกเมน/Gomen)

    การใช้ “ごめん” (โกเมน) เป็นการกล่าวขอโทษทั่วไป ซึ่งต่างจาก “すみません สุมิมาเซ็น” ตรงที่ ごめん (โกเมน) จะใช้สำหรับการขอโทษเท่านั้น (ไม่สามารถใช้สำหรับการเรียกผู้อื่น หรือ ดึงความสนใจ ซึ่ง “โกเมน” สามารถใช้ได้กับทั้งผู้หญิงและผู้ชาย และใช้กันทั่วไปในหมู่เพื่อน หรือ ระหว่างเจ้านายกับลูกน้อง

    4. “ごめんね” (Gomen ne/โกเมน เนะ)

    คำว่า “ね” (เนะ) มีความหมายว่า ใช่มั้ย ใช้ลงท้ายประโยคเมื่อผู้พูดต้องการการยืนยันหรือการเห็นด้วยจากผู้ฟัง มีลักษณะคล้ายกับรูปท้ายประโยคคำถามของภาษาอังกฤษที่ว่า “isn’t it?” (ใช่มั้ย?) โดยการใช้คำว่า “ごめんね” (โกเมน เนะ) เป็นการสื่อว่าคุณต้องการขอโทษอีกฝ่าย และแฝงนัยยะเชิงขอร้องให้อีกฝ่ายยกโทษและให้อภัย

    “โกเมน เนะ” สามารถใช้ขอโทษในหมู่เพื่อน ๆ ในกรณีที่ผู้พูดกระทำความผิดตั้งแต่เรื่องเล็กไปจนถึงเรื่องใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น การลืมนัด หรือ การขอความช่วยเหลือต่าง ๆ เช่น การขอยืมเงิน ยกตัวอย่างเช่น “ลืมกระเป๋าตังค์ไว้ที่บ้าน, หรือ ขอยืมเงินซักสองสามพันเยน” การขอความช่วยเหลือกับใครก็ตาม อาจก่อให้เกิดความไม่สะดวกกับเขาเหล่านั้น ดังนั้น การเติม “เนะ” เข้าไปด้านหลังประโยคขอโทษ จะเป็นการบ่งบอกว่า คุณซาบซึ้งในความช่วยเหลือที่พวกเขามอบให้กับคุณ และเป็นการขอโทษที่ไปรบกวนคนอื่น

    5. “ごめんなさい” (Gomen nasai/โกเมน นาไซ)

    ในบรรดาคำขอโทษที่ขึ้นต้นด้วย “ごめん” (โกเมน) ทั้งสามคำ คำนี้เป็นคำขอโทษที่เป็นทางการที่สุด และใช้ในกรณีที่ผู้พูดต้องการขอโทษอย่างจริงจังที่สุด ซึ่งคำว่า “なさい” (นาไซ) สามารถใช้ท้ายคำบางคำ เพื่อช่วยเพิ่มความหนักแน่นให้กับคำเหล่านั้น เช่น การนำไปพ่วงท้ายคำกิริยาเพื่อช่วยแสดงความหนักแน่นของประโยค เพื่อให้ผู้อื่นทำตาม ยกตัวอย่างเช่น การใช้คำว่า “食べなさい” (ทาเบนาไซ) แปลว่า ทานสิ! แทนการพูดว่า “食べて” (ทาเบะเตะ) แปลว่า ช่วยทานด้วยนะ หรือใช้ “やめなさい” (ยาเมนาไซ) แปลว่า หยุดซะ! แทนการพูดว่า “やめて” (ยาเมะเตะ) แปลว่า อย่าทำนะ

    ทั้งเพศชายและเพศหญิงสามารถใช้คำว่า “ごめんなさい” (โกเมน นาไซ) ในกรณีที่ต้องการขอโทษอย่างสุดซึ้งในข้อผิดพลาด หรือ การกระทำผิดที่ตนเองพลาดพลั้งทำลงไป ซึ่งคำ ๆ นี้จะแสดงถึงความจริงใจได้มากกว่าคำว่า “ごめん (โกเมน)” และ “ごめんね (โกเมน เนะ)”

    6. “申し訳ないです” (โมะชิ วะเคะไน เดส/Moshi wakenai desu

    “申し訳ないです (โมะชิ วะเคะไน เดส)” มีความเป็นทางการมากกว่าคำอื่น ๆ ที่ได้อธิบายไว้ก่อนหน้านี้ มักจะใช้ในการสนทนาทางธุรกิจ โดยเฉพาะในการสนทนาผ่านทางอีเมล์

    มีความคล้ายกับ “ごめんなさい” (โกเมน นาไซ) และ “I’m so sorry” ในภาษาอังกฤษ  และสามารถเติมคำว่า “大変” (ไทเฮน) ด้านหน้า เพื่อเพิ่มน้ำหนักความสำคัญของการใช้คำนี้ได้อีกด้วย

    7. “申し訳ございません” (โมะชิ วะเคะ โกไซมะเซ็น)

    การใช้คำว่า “ございません” (โกไซมะเซ็น) แทนคำว่า “ないです” (ไน เดส) ถือเป็นเรื่องปกติยามใช้เคโกะ ซึ่งเป็นวิธีการสื่อสารที่แสดงถึงความสุภาพ สถานะ และการแสดงความอ่อนน้อมถ่อมตนในภาษาญี่ปุ่น ดังนั้น การใช้คำว่า “申し訳ございません” (โมะชิ วะเคะ โกไซมะเซ็น) จึงเป็นการกล่าวคำขอโทษที่สุภาพมากที่สุด

    นอกจากนี้ สามารถเพิ่มเติมด้วยการใช้คำว่า 大変 (たいへん) ไทเฮ็น ที่แปลว่า ลำบาก 「大変申し訳ございません」ไทเฮ็น โมะชิ วะเคะ โกไซมะเซ็น เป็นวลีที่ใช้เป็นหลักในการดำเนินธุรกิจ พนักงานในร้านอาหารในห้างใช้สนทนากับลูกค้าเมื่อต้องรอคอยเป็นเวลานอนกว่าปกติ

    8. “失礼します” (ชิสึเร ชิมะชิตะ/Shitsurei shimashita)

    “失礼します” (ชิสึเร) หมายถึง ขอโทษที่ไม่สุภาพ ซึ่ง “しました” (ชิมะชิตะ) คือ รูปประโยคในอดีตของคำว่า “する” (ทำ) ดังนั้น การใช้คำว่า “しつれしました” (ชิสึเร ชิมะชิตะ) แปลว่า การขอโทษในสิ่งที่ได้ทำผิดพลาดไปแล้ว ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะใช้วลีนี้ เมื่อต้องการแสดงความสำนึกในความผิดพลาดของตนเอง แต่วลีนี้ก็ยังสามารถใช้ในสถานการณ์อื่น ๆ ได้ด้วย

    คุณสามารถได้ยินคำว่า “しつれしました” (ชิสึเร ชิมะชิตะ) หรือในรูปประโยคปัจจุบัน “しつれします” (ชิสึเร ชิมัส) ในหลายสถานการณ์ไม่ว่าจะเป็น ก่อนที่พนักงานเสิร์ฟจะเดินไปจากโต๊ะของคุณ หรือหลังได้รับออเดอร์ที่คุณสั่งเรียบร้อยแล้ว, เมื่อผู้พูดต้องการจบการสนทนาทางโทรศัพท์ และเมื่อผู้พูดจะลากลับจากที่ทำงาน

    คำนี้ยังสามารถเปลี่ยนเป็น “しつれ いたしました” (ชิสึเร อิตะชิมะชิตะ) ในรูปคำยกย่องหรือเคโกะในภาษาญี่ปุ่นอีกด้วย

    9. “遅れてすみません” (โอกุเรเตะ ซุมิมาเซน/Okuretesumimasen)

    “遅れてすみません” Okuretesumimasen “ขอโทษสำหรับความล่าช้า” เป็นการรวมตัวกันระหว่างคำว่า 遅れる Okuraru ที่แปลว่า “สาย” กับคำว่า すみません โดยเป็นรูปจาก 遅れる เป็น 遅れて

    ในประเทศญี่ปุ่น การตรงต่อเวลาเป็นสิ่งที่สำคัญมากโดยเฉพาะสำหรับการทำงานหรือการนัดพบที่เป็นทางการ คุณต้องมาก่อนเวลาอย่างน้อย 5-10 นาที ดังนั้น หากมีความจำเป็นที่จะต้องสายควรแจ้งให้กับผู้นัดหมายรับทราบล่วงหน้าและสิ่งที่ห้ามลืมคือ การขอโทษที่มาสาย

    ยามที่คุณมาเยือนประเทศญี่ปุ่น รับรองได้เลยว่าคุณจะได้ยินคำขอโทษทั้งแปดแบบนี้ แทบจะตลอดเวลา! รู้สึกอย่างไรกันบ้างคะกับการที่ภาษาญี่ปุ่นมีรูปแบบคำขอโทษมากมายซะเหลือเกิน? น่าสนุกใช่มั้ย