ทำไมเมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่นจึงย้ายจาก “เกียวโต” มายัง “โตเกียว”?

  • วัฒนธรรม
  • สังคม
  • เกียวโตเป็นหนึ่งในเมืองอันเก่าแก่ของประเทศญี่ปุ่น เกียวโตเคยเป็นเมืองหลวงมานานกว่าพันปีหลังจากที่ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปีคริสตศักราช 794 ต่อมาในยุคปฏิวัติเมจิในราวปี 1868 ช่วงเวลานั้นบรรดาพระราชวงศ์ได้ย้ายออกจากเมืองเกียวโตเข้าสู่เมืองโตเกียว และเนื่องจากได้ย้ายราชธานีมายังเอโดะ หรือ โตเกียวในปัจจุบัน ทำให้เกียวโตมีสถานะเป็นเมืองหลวงของฝั่งตะวันตก (และเคยถูกเรียกว่า “ไซเกียว” (Saikyo)) ซึ่งในเวลาต่อมาอำนาจในการบริหารได้ลดลงไป โดยคงเหลือไว้แค่โตเกียวที่เป็นเมืองหลวงหลักเพียงแห่งเดียวของประเทศญี่ปุ่น

    เรามาดูกันว่าสาเหตุใดที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเมืองหลวงในอดีต

    เกียวโต

    ประเทศญี่ปุ่นมีชื่อเรียกอยู่หลายแบบไม่ว่าจะเป็น นิปปอน, วะ, ยามาโตะ และอื่น ๆ แม้แต่เมืองต่าง ๆ ของญี่ปุ่นก็มีชื่อเรียกหลายชื่อตามแต่ละยุคสมัย ยกตัวอย่างเช่น เมืองโตเกียวที่ในอดีตเคยมีชื่อว่า เอโดะ ซึ่งตั้งตามชื่อของยุคเอโดะ หรือยุคสมัยของโทกุงะวะ โชกุนาเตะ ซึ่งปกครองประเทศญี่ปุ่นก่อนยุคปฏิวัติเมจิเกือบ 250 ปี


    ส่วนเกียวโต เมืองหลวงเก่าของประเทศญี่ปุ่นก็มีหลายชื่อที่จะทำให้คุณต้องแปลกใจ อย่างเช่น เฮอัน-เกียว (Heiankyō) หมายถึง ตำแหน่ง หรือ มหานครแห่งความผาสุก เมืองเกียวโตถูกตั้งขึ้นโดยหนึ่งในสมเด็จพระจักรพรรดิยุคแรกของประเทศญี่ปุ่น “คัมมุ (Kanmu ten’nō)” ผู้ย้ายเมืองหลวงมาจาก นางาโอกะ-เกียว (Nagaokakyō) สู่เมืองเฮอัน-เกียว (Heiankyō) หรือ เกียวโตในปัจจุบัน โดยในสมัยก่อนนั้น เคยมีพื้นที่แค่เพียงล้อมรอบเขตพระราชวัง ต่อมาขนาดของเมืองได้ขยายใหญ่ขึ้น โดยมีความเชื่อที่ว่าเมืองเกียวโตได้ถูกออกแบบมาให้คล้ายกับเมืองซีอานในสมัยราชวงศ์ถัง ด้วยรูปแบบปิดล้อมสี่เหลี่ยม ถนนมีลักษณะเหมือนตาราง และล้อมรอบด้วยภูเขาทุกด้าน

    การเติบโตของเอโดะ

    “เอโดะ” หรือ “โตเกียว” ไม่เพียงแต่เป็นเมืองหลวงในยุคของโชกุนโทะกุงะวะ แต่ยังเป็นศูนย์กลางของการค้าขายทางฝั่งตะวันตก ภูมิภาคที่อยู่ระหว่างนาโกย่าและโตเกียวได้ถูกใช้เป็นศูนย์กลางสำหรับการค้าขาย และนี่คงเป็นจุดที่ทำให้เศรษฐกิจของเอโดะเหนือกว่าเมืองเกียวโต นอกจากนี้ พระราชวังเฮอังในเมืองเกียวโตยังสูญเสียอำนาจในการปกครองไปหลายพื้นที่ อย่างเช่น ในเขตเทนได (Tendai-shū) จากการก่อกบฏของชาวพุทธที่ได้โจมตีเมืองอย่างต่อเนื่อง

    ด้วยนโยบายการแยกตัวเป็นเอกเทศของเกียวโต ทำให้ไม่ได้รับอิทธิพลจากชาติตะวันตกมากนักเมื่อเทียบกับเมืองเอโดะ โดยในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 จนกระทั่งทุกวันนี้ คุณจะเห็นได้ว่าเมืองเกียวโตมีความสำคัญในฐานะเมืองหลวงทางวัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่น มีสถานที่ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโกและร่ำรวยทางวัฒนธรรม ในขณะที่เมืองโตเกียวก็มีความทันสมัยมากด้วยความสัมพันธ์ที่ดีกับชาติตะวันตก

    ความรุ่งเรืองของคณาธิปไตย

    หากใครได้อ่านประวัติศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่น จะทราบว่าไม่ได้มีการระบุหรือยืนยันอย่างชัดเจนว่าได้เปลี่ยนเมืองหลวงจากเกียวโตเป็นเมืองโตเกียว ซึ่งอาจจะหมายความว่าเกียวโตก็ยังมีความสำคัญในฐานะเมืองหลวงอยู่ ภายหลังจากช่วงการปกครองของโชกุนโทะกุงะวะประมาณปี 1868 ในขณะนั้นสมเด็จพระจักรพรรดิเมจิได้รับการสถาปนาให้ขึ้นครองราชย์ตั้งแต่ยังทรงพระชนมายุเพียง 15 ชันษา จึงทำให้อำนาจและผลประโยชน์ตกอยู่ในมือกลุ่มผู้มีอำนาจทั้งหลาย

    เหล่าคณาธิปไตยมีความประสงค์จะย้ายเมืองหลวงไปยังเมืองเอโดะ เพราะจะทำให้การค้าขายดำเนินไปได้อย่างสะดวก รวมถึงการเข้าถึงชาติตะวันตกอีกด้วย โดยพวกเขาได้เปลี่ยนชื่อจากเมืองเอโดะเป็นเมืองโตเกียว ซึ่งหมายถึง “เมืองหลวงทางฝั่งตะวันออก” ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า ทั้งเมืองเกียวโตและเมืองโตเกียวมีความสำคัญในฐานะเมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่นทั้งคู่

    ต่อมาในช่วงสงครามโลก เมื่อรัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้จัดทำรายชื่อเมืองต่าง ๆ ในประเทศญี่ปุ่นสำหรับเป็นเป้าหมายในการทิ้งระเบิด เมืองเกียวโตก็อยู่ในลำดับต้น ๆ ด้วย? นักโบราณคดีบางคนเคยกล่าวว่า การเปลี่ยนเมืองหลวงเป็นกลยุทธ์ในการกระจายอำนาจของพระราชวงศ์และปรับตามยุคสมัยของประเทศญี่ปุ่น เมืองเกียวโตได้รับความเดือดร้อนจากการเปลี่ยนเมืองหลวงที่นำมาซึ่งความแร้นแค้นของทรัพยากรและจำนวนประชากรที่ย้ายถิ่นออกไป จนกระทั่งการก่อสร้างคลองบิวะ (Biwako sosui) ทำให้เมืองเกียวโตได้รับการบูรณะขึ้นอีกครั้งในช่วงปลายศตวรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20

    อย่างไรก็ตาม การปกครองของเมืองหลวงทางทิศตะวันตกได้ค่อย ๆ ลดความสำคัญลงไปอย่างช้า ๆ และได้มีการจัดตั้งรัฐสภาขึ้นอย่างถาวรในโตเกียว ยุคสมัยใหม่และความนิยมของเมืองโตเกียวได้ทำให้โตเกียวกลายเป็นเมืองหลวงเพียงแห่งเดียวของประเทศญี่ปุ่น ในขณะที่เกียวโตกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่นยุคเก่า ซึ่งในปัจจุบันเกียวโตเป็นสถานที่ที่ครึกครื้น รวมถึงได้รับความนิยมอย่างสูงจากบรรดานักท่องเที่ยวทั่วโลก

    Featured image: jp.fotolia.com/