จริงหรือ? : การรู้ทิศทางจากเข็มทิศ ช่วยให้ใช้รถไฟในญี่ปุ่นได้อย่างฉลาดสุด ๆ

  • ภาษา
  • หากคุณเคยเดินทางด้วยเครือข่ายรถไฟที่ออกแบบมาอย่างเป็นระบบของประเทศญี่ปุ่น คุณจะสังเกตเห็นว่ามีป้ายทางออกหลายแห่งที่ใช้สัญลักษณ์แสดงแบบในเข็มทิศ (ทิศเหนือ ทิศตะวันออก ทิศใต้ ทิศตะวันตก) มากกว่าทิศทางสัมพัทธ์ (ซ้าย ขวา หน้า หลัง )

    บางครั้งสัญลักษณ์ในเข็มทิศนั้น ยากที่จะจดจำได้ ซึ่งต้องใช้เวลาในการหาตัวช่วยและสัญลักษณ์เพื่อไปสู่ทิศทางที่ถูกต้อง แต่ผู้ที่เติบโตขึ้นมากับการใช้สัญลักษณ์เหล่านี้ พวกเขาจะสามารถใช้สัญชาตญาณในการไปยังจุดหมายที่ถูกต้องได้ไม่ยาก

    搭火車

    ว่าแต่การดูทิศต่าง ๆ จากเข็มทิศกับทิศทางสัมพัทธ์ จะส่งอิทธิพลต่อจิตใจและระบบความคิดของเราได้อย่างไร?

    ทิศทางจากเข็มทิศ vs. ทิศทางสัมพัทธ์

    ทิศทางจากเข็มทิศ
    ภาษาไทย ภาษาญี่ปุ่น
    เหนือ 北 (きた – kita)
    ตะวันออก 東 (ひがし – higashi)
    ใต้ 南(みなみ – minami)
    ตะวันตก 西(にし – nishi)
    ตะวันออกเฉียงเหนือ 北東 (ทิศทาง:ほくとう – hokutou) 、東北 (ภูมิภาค:とうほく – touhoku)
    ตะวันตกเฉียงเหนือ 北西 (ทิศทาง:ほくせい – hokusei)、西北 (ภูมิภาค:せいほく – seihoku)
    ตะวันออกเฉียงใต้ 南東 (ทิศทาง:なんとう – nantou)、東南 (ภูมิภาค:とうなん – tounan)
    ตะวันตกเฉียงใต้ 南西(方向:なんせい – nansei)、西南(地區:せいなん – seinan)
    กึ่งกลางทิศเหนือกับตะวันออกเฉียงเหนือ 北北東 (ほくほくとう – hokuhokutou)
    กึ่งกลางทิศตะวันออกกับตะวันออกเฉียงเหนือ 東北東(とうほくとう-touhokutou)

    ทิศทางสัมพัทธ์
    ภาษาไทย ภาษาญี่ปุ่น
    ซ้าย 左 (ひだり – hidari)
    ขวา 右(みぎ – migi)
    บน 上 (うえ – ue)
    ใต้ 下 (した – shita)
    บนซ้าย 左上 (ひだりうえ – hidariue)
    บนล่าง 左下(ひだりした – hidarishita)
    ล่างซ้าย 右上 (みぎうえ – migiue)
    บนขวา 右下 (みぎした – migishita)
    ข้างหน้า 前 (まえ – mae)
    ข้างหลัง 後ろ (うしろ – ushiro)
    ตรงไป 真っ直ぐ (まっすぐ – Masugu)
    แนวตั้ง (直豎) 縦 (たて – tate)
    แนวนอน (水平) 横 (よこ – yoko)
    แนวทแยง 斜め (ななめ – naname)

    Guy Deutscher นักภาษาศาสตร์และผู้แต่งหนังสือเรื่อง “Through the Language Glass: Why the World Looks Different in Other Languages” เขียนไว้ในหนังสือของเขาว่า บางทีการที่ระบบความคิดของเราทำงานได้แตกต่างกันนั้นขึ้นอยู่กับภาษาแม่ของแต่ละคน เขาชี้ให้เห็นว่าชาวออสเตรเลียนเผ่าอะบอริจินพื้นเมืองที่ใช้ภาษา Guugu Yimithirr ว่าการใช้ทิศทางของพวกเขาไปในแบบทิศทางเข็มทิศมากกว่าทิศทางสัมพัทธ์ ดังนั้น เมื่อพวกเขาต้องอธิบายบอกเล่าเรื่องราว มันจึงฟังดูแตกต่างไปจากการเล่าเรื่องในภาษาอังกฤษ ถ้าคนที่พูดภาษา Guugu Yimithirr มานั่งใกล้กับคุณ เขาหรือเธออาจพูดว่า “คุณช่วยขยับไปทางทิศตะวันออกนิดหน่อยได้หรือไม่” และคุณอาจจะต้องใช้เวลาคิดว่าทางไหนคือทิศตะวันออก?

    Benjamin Lee Whorf เป็นผู้ที่จุดชนวนความคิดทั้งหมดเหล่านี้ว่า ภาษานั้นสามารถสร้างผลกระทบต่อสังคมได้มากแค่ไหน ในหนังสือชื่อ “Science and Linguistics” เขากล่าวว่าภาษาแม่ของเราได้ส่งผลต่อพฤติและการคิดที่เป็นตัวขัดเกลาประสบการณ์ของเราอย่างมีนัยยะสำคัญและน่าสนใจ ซึ่งมีตัวอย่างมากมายที่ตรงกับคำอธิบายนั้น

    อย่างไรก็ตาม อย่าเพิ่งให้เรื่องของทิศทางต่าง ๆ มาเป็นอุปสรรคของคุณ เรามาลองดูว่าที่ประเทศญี่ปุ่นมีวิธีดูทิศกันยังไง

    คนญี่ปุ่นใช้อะไรในการดูทิศ?

    方向與日本

    คนญี่ปุ่นใช้ทิศทางทั้งสองรูปแบบดังกล่าวข้างต้น ถ้าคุณถามชาวญี่ปุ่นว่าบ้านเกิดของพวกเขาอยู่ที่ไหน พวกเขาจะสามารถอธิบายได้และบางครั้งอาจจะอธิบายด้วยทิศทางแบบเข็มทิศ ซึ่งหากคุณไม่คุ้นเคยกับการใช้เข็มทิศมาก่อน แน่นอนว่ามันก็อาจะยากในการทำความเข้าใจเล็กน้อย

    ทิศทางแบบเข็มทิศได้ถูกสอนให้กับเด็กสามขวบ ซึ่งมีทฤษฎีที่บ่งชี้ว่าช่วงอายุนี้เป็นวัยที่เหมาะสมที่สุดในการสอนเพื่ิอพัฒนาศักยภาพด้านความรู้ความเข้าใจ คุณอาจเจอเด็กในวัยหกขวบที่บอกทางต่าง ๆ ให้กับคุณด้วยความมั่นใจ แน่นอนว่าการหล่อหลอมให้เด็ก ๆ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีสติปัญญาที่เฉียบคมนั้น มักจะมาจากการเลี้ยงดูจากครอบครัวมากกว่าสถาบันการศึกษา ซึ่งเป็นวิธีการที่ปฏิบัติกันมาในประเทศญี่ปุ่น

    การเรียนรู้การใช้เข็มทิศสำคัญขนาดไหน?

    ถึงตรงนี้ เราควรเรียนรู้วิธีการดูทิศทางจากเข็มทิศของชาวญี่ปุ่นหรือไม่? จากการศึกษาพบว่าเมื่อคุณใช้ทิศทางแบบเข็มทิศ ความสามารถในการคิดของคุณจะดีขึ้น รวมถึงการบอกทิศทางด้วย คุณจะเริ่มเข้าใจทิศทางที่คุณกำลังมุ่งหน้าไป แทนที่จะกำหนดทิศทางด้วยสิ่งแวดล้อมรอบตัว หรือการบอกทิศทางแบบสัมพัทธ์ ซึ่งเมื่อคุ้นเคยกับสิ่งเหล่านี้ก็จะกลายเป็นสัญชาตญาณไปโดยปริยาย

    หากมีเวลาลองหยิบเข็มทิศขึ้นมาและฝึกฝนการใช้ทิศทางแบบเข็มทิศ การปรับปรุงความสามารถในกระบวนการคิดวิเคราะห์อาจส่งผลได้ในระยะยาว และอาจทำให้สมองของคุณมีความเฉียบแหลมเหมือนกับชาวญี่ปุ่น รวมถึงเป็นการฝึกฝนเซลล์ประสาทของคุณให้สามารถเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย