ทำไมประเทศญี่ปุ่นถึงยังล้าหลังประเทศอื่น ๆ ในเรื่องของภาษาอังกฤษ

  • วัฒนธรรม
  • สังคม
  • จากประสบการณ์ของชาวต่างชาติที่มาทำงานเป็นครูสอนภาษาอังกฤษในประเทศญี่ปุ่น หรือ เคยสอนภาษาอังกฤษในประเทศอื่น ๆ หลายคนต่างก็แปลกใจที่นักเรียนญี่ปุ่นมีพื้นฐานหรือทักษะในการพูดภาษาอังกฤษที่ไม่ค่อยดีนักเมื่อเปรียบเทียบกับนักเรียนจากประเทศอื่น ๆ อย่างเกาหลีหรือไต้หวัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ชวนให้ขบคิดว่าเพราะอะไรคนญี่ปุ่นถึงยังตามหลังประเทศอื่น ๆ ในเอเชียอยู่ในเรื่องของภาษาอังกฤษ?

    ครูสอนภาษาอังกฤษ

    ในเดือนพฤษภาคมปี 2015 Japan Times ได้ตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับครูสอนภาษาอังกฤษในประเทศญี่ปุ่นที่ขาดประสิทธิภาพในความรู้ด้านภาษาอังกฤษ (ครูในโรงเรียนเอกชน) โดยในบทความได้อ้างอิงถึงแบบสอบถามในปี 2014 ที่จัดทำขึ้นเกี่ยวกับความรู้ความสามารถในด้านภาษาอังกฤษของครูในโรงเรียนเอกชน ซึ่งผลที่ได้นั้นไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ และมีเพียงครึ่งหนึ่งของครูสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายเท่านั้นที่มีคะแนนอยู่ในระดับสูงในการทำแบบทดสอบ และครูโรงเรียนมัธยมต้น

    ครูสอนภาษาอังกฤษส่วนใหญ่ไม่สามารถทำคะแนน TOEIC ในระดับ 730 คะแนน เทียบเท่ากับ Eiken-Grade 1 หรือ pre-1 ผลการทดสอบถูกรวบรวมโดยแต่ละจังหวัด ซึ่งทำให้ง่ายต่อการระบุโดยยึดจากสถานที่เป็นตัววัด

    จังหวัดฟุกุอิทำคะแนนได้สูงสุดสำหรับทั้งระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและมัธยมศึกษาตอนต้นโดยมีคะแนนที่ 86.3% และ 49.4% ตามลำดับ โทยามะ, โตเกียว และคากาวะ ก็สามารถทำคะแนนได้ดีเช่นกัน อย่างไรก็ตามในอันดับต่ำสุดของการทำแบบทดสอบอยู่ที่ 13.3% สำหรับครูในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและ 36.0% ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งเมืองคุมาโมโต้ซึ่งเป็นเมืองที่ผู้เขียนทำงานอยู่ได้คะแนนในระดับปานกลาง

    ด้วยความสามารถทางภาษาของครูสอนภาษาอังกฤษในญี่ปุ่น จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมเด็กนักเรียนถึงมีควสกิลในการใช้ภาษาอังกฤษที่ไม่ดีนัก ถ้าคุณพบนักเรียนมัธยมต้นบนถนนที่อาจจะเข้ามาถามคำถามคุณเป็นภาษาอังกฤษ และถ้าคุณได้ลองตอบคำถามพวกเขาไป เขาจะไม่เข้าใจในสิ่งที่คุณพูดเลย

    กระทรวงศึกษาธิการในประเทศญี่ปุ่นตั้งเป้าหมายที่สูงมากสำหรับครูสอนภาษาอังกฤษ เนื่องจากมีความสำคัญในการปรับปรุงระดับความสามารถของนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและตอนต้นได้ถึง 75% และ 50% ในช่วงปี 2017 อย่างไรก็ตาม สำหรับครูที่ต้องยุ่งกับตารางงานที่แน่นหนาแล้ว การจะหาเวลาเพื่อปรับปรุงภาษาอังกฤษของพวกเขาแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

    แล้วเหตุใดจึงทำให้ชาวญี่ปุ่นมีความสามารถทางภาษาอังกฤษต่ำกว่าประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย เช่น จีน เกาหลี และไต้หวัน? ทั้งที่ประเทศญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลจากสหรัฐอเมริกามาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง และตามท้องถนนก็มีป้ายบอกทางทั้งในภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษ ในขณะที่บางพื้นที่ของจีนและเกาหลียังคงใช้ภาษาท้องถิ่นอยู่

    ครูสอนภาษาอังกฤษจากต่างประเทศ

    JET เป็นหน่วยงานที่มีชื่อเสียงในระดับโลก ซึ่งคอยทำหน้าที่แนะนำครูสอนภาษาอังกฤษให้มาทำงานในโรงเรียนญี่ปุ่น และมีกิจกรรมการสนทนาภาษาอังกฤษและคลับภาษาอังกฤษสำหรับให้เด็ก ๆ ไปเข้าร่วมหลังเลิกเรียน แต่ว่าผลลัพธ์นั้นจะมีประสิทธิภาพแค่ไหน?

    สำหรับการสมัครงานเพื่อสอนภาษาอังกฤษในประเทศจีนนั้น ผู้สมัครจำเป็นต้องมีใบรับรองจาก TEFL ถึงจะสามารถสมัครเข้าทำงานได้ แต่ในหลาย ๆ บริษัทที่ประเทศญี่ปุ่น เกณฑ์ในการจ้างครูสอนภาษาอังกฤษนั้น แต่เป็นผู้สมัครที่เป็นเจ้าของภาษาก็สามารถเป็นครูสอนภาษาอังกฤษได้แล้ว และบางคนก็ไม่ได้มีวุฒิทางด้านการสอนมาโดยตรงแต่อย่างใด หรือไม่ได้รับการรับรองจาก JET ซึ่งโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษหลายแห่งมีการเปิดสอนในหลักสูตรแบบของตัวเอง (ซึ่งมีคุณภาพแตกต่างกันไป) แถมผู้สอนก็ไม่จำเป็นต้องมีใบรับรองคุณวุฒิด้านการสอน แต่แค่เป็นเจ้าของภาษาก็สามารถประกอบอาชีพครูได้แล้ว ซึ่งแน่นอนว่าประสบการณ์การสอนและคุณสมบัติที่เหมาะสมนั้น ถือเป็นสิ่งที่จะทำให้ได้ผลลัพธ์ทางการศึกษาที่ดีกว่า ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการของประเทศญี่ปุ่นควรจะยอมเพิ่มงบประมาณในการอบรมบุคลากรของประเทศให้มีความสามารถในการสอนภาษาอังกฤษที่ผ่านมาตรฐาน เพื่อจะได้ทำให้การว่าจ้างครูสอนภาษาอังกฤษชาวต่างชาติ หรือ ALT (Assistant English Teacher) ที่ไม่ได้มาตรฐานนั้นหมดไป

    พื้นฐานทางวัฒนธรรมและวิธีการสอน

    อีกประเด็นหนึ่งที่ว่าทำไมประเทศอื่น ๆ ในเอเชียถึงมีทักษะทางภาษาอังกฤษที่ดีกว่าประเทศญี่ปุ่น แม้ว่านักเรียนจากประเทศในเอเชียส่วนใหญ่จะมีบุคลิกที่ดูเงียบ ๆ และขี้อาย เมื่อเทียบกับนักเรียนจากแถบอเมริกาหรือยุโรป แต่ก็ดูเหมือนว่าเด็กญี่ปุ่นจะดูขี้อายและเงียบมากที่สุดจากทุกประเทศในเอเชีย

    ในบรรดาเด็กนักเรียนญี่ปุ่นจะมีเพียงหนึ่งหรือสองคนเท่านั้นในชั้นเรียน ที่มีบุคลิกมั่นใจ กล้าพูด กล้าแสดงออก กล้าซักถามข้อสงสัย และมีความพร้อมที่จะพัฒนาตัวเองอย่างเด่นชัด ซึ่งเด็กกลุ่มนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีเพราะการเรียนภาษาให้มีประสิทธิภาพนั้น จะต้องมีความกล้าในการพูดออกมา นักเรียนญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะรู้สึกอายและไม่ค่อยได้ฝึกการออกเสียง แต่นั่นก็ไม่ใช่ความผิดของเด็ก ๆ เพราะพวกเขาถูกปลูกฝังให้มีทัศนคติที่ทำให้ไม่กล้าแสดงออกหรือบอกความรู้สึกออกมาตรง ๆ

    ประเทศญี่ปุ่นไม่ใช่ประเทศที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมของคนจากหลายเชื้อชาติ ซึ่งก็เหมือนกับในประเทศจีนที่เคยปิดประเทศมาก่อนและเพิ่งจะเปิดประเทศมาได้ไม่นานนัก แต่บางครั้งประเทศญี่ปุ่นในบางแง่มุมก็ดูเหมือนอยากจะปิดตัวเองให้พ้นจากส่วนอื่น ๆ ของโลก ในขณะที่ประเทศในเอเชียอื่น ๆ เช่นไต้หวัน, เกาหลีใต้ และจีนกำลังเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ความเป็นสากลมากขึ้น แต่ประเทศญี่ปุ่นยังคงมีการเปลี่ยนแปลโดยเฉพาะในเรื่องของพัฒนาการในด้านภาษาต่างประเทศที่ช้ากว่าที่อื่น ๆ

    สรุป

    ในปี 2014 EF (Education First) ได้จัดอันดับความสามารถทางภาษาอังกฤษของประเทศญี่ปุ่นอยู่ที่อันดับ 26 จาก 60 ประเทศใน EPI (English Proficiency Index) ส่วนประเทศอื่น ๆ ในได้แก่ เกาหลีใต้อยู่ที่ (24), ฮ่องกงอยู่ที่ (22), สิงคโปร์อยู่ที่ (12) และมาเลเซียอยู่ที่ (11) ส่วนประเทศจีนอยู่ที่ 34 ซึ่งน้อยกว่าประเทศญี่ปุ่น เมื่อดูจากข้อมูลของ EF เมื่อ 6 ปีที่แล้ว จะเห็นได้ว่าชาวญี่ปุ่นที่เป็นผู้ใหญ่มีทักษะทางภาษาอังกฤษที่ลดลง ในขณะที่ในช่วงเวลาเดียวกันประเทศอื่น ๆ เช่น เวียดนามและอินโดนีเซียได้มีการพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าเด็กญี่ปุ่นจะได้เรียนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนค่อนข้างมาก แต่บทเรียนต่าง ๆ ก็ไม่ได้ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในส่วนของ CLT communicative language teaching (การสอนวิธีการสื่อสาร) หากกระทรวงศึกษาธิการของญี่ปุ่นต้องการจะเปลี่ยนแปลง เพื่อพัฒนาระดับภาษาอังกฤษของเด็กนักเรียนในประเทศ พวกเขาต้องเร่งแก้ปัญหาตั้งแต่รากเหง้า ซึ่งก็คือวิธีการสอนที่ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของเด็ก ๆ