4 เมนูชื่อดังที่ต้องลองในจังหวัดกิฟุ!

  • กิฟุ
  • อาหาร
  • เมื่อพูดถึงจังหวัดกิฟุแล้ว สิ่งแรกที่อาจเข้ามาในหัวคงเป็นหมู่บ้านชิราคาวาโกะอย่างแน่นอน ซึ่งชิราคาวาโกะ โนะ กัสโช-ซูคุริ (Shirakawago no Gassho-Zukuri) เป็นมรดกโลกที่เคียงคู่ไปกับโกคายามะ โนะ กัสโช-ซูคุริ (Gokayama no Gassho-Zukuri) ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดใกล้เคียงกันอย่างโทยามะ กิฟุเป็นจังหวัดที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล จึงอาจไม่ได้เป็นที่รู้จักในเรื่องของอาหารทะเล แต่ที่นี่ก็มีการทำเกษตรกรรมที่มีชื่อเสียงรวมถึงเรื่องของป่าไม้ เป็นสถานที่อันแสนยอดเยี่ยมในการลิ้มลองรสชาติอาหารที่ดีที่สุดจากภูเขาและผืนดิน หากคุณมุ่งหน้าไปเมืองกิฟุ ลองตามหาเมนูสุดพิเศษของท้องถิ่นเหล่านี้ เพื่อลิ้มลองรสชาติที่ดีที่สุดของกิฟุดูซักครั้ง

    1. เคจัง (Kei-chan/ けいちゃん / 鶏ちゃん)

    คุณอาจสงสัยว่าอาหารจานนี้คืออะไรตอนที่คุณได้ยินชื่อ “เคจัง” เป็นครั้งแรก มันไม่ใช่ชื่อของคนแต่เป็น “Kei” ที่มาจากการอ่านอักษรคันจิของคำว่าไก่ (鶏) อาหารดั้งเดิมซึ่งยังเป็นอาหารหลักประจำบ้านจานนี้ ประกอบด้วยเนื้อไก่ซึ่งหมักกับมิโซะมาก่อนที่จะนำมาผัดกับผักชนิดต่าง ๆ เช่น กะหล่ำปลี, แครอท, หัวหอม และถั่วงอก เป็นต้น

    ขึ้นอยู่กับพื้นที่และร้านอาหารที่คุณไปรับประทาน ประเภทของมิโซะที่ใช้จะแตกต่างกันไป และมีบางแห่งที่จะใช้ซอสถั่วเหลืองแทนมิโซะ อาหารจานนี้ได้รับความนิยมและโด่งดังเป็นพิเศษในเขตมาสุดะ, เขตฮิดะ รวมถึงเมืองเกโระ และเมืองทาคายามะ และในเขตกุโจ ซึ่งรวมถึงเมืองกุโจอีกด้วย ดังนั้นคุณต้องลองทานดูถ้ามาเที่ยวแถบนี้

    เห็นได้ชัดเลยว่าอาหารจานนี้มีอยู่ทั่วไปและหาได้ง่ายในกิฟุ ซึ่งคุณสามารถหาทานได้ที่บาร์เพื่อเป็นกับแกล้มเครื่องดื่มของคุณ คุณสามารถหาแบบที่เป็นอาหารสำเร็จรูปซึ่งสามารถนำไปเตรียมได้อย่างง่ายดายที่บ้าน และการรับประทานเคจังอร่อย ๆ สักจานพร้อมกับข้าวสวยร้อน ๆ หนึ่งถ้วยท่ามกลางฤดูหนาวนั้นเป็นอะไรที่สุดยอดมาก ๆ !

    2. บิโจโมจิ (Bijomochi/ 美女もち)

    ในอาราชิ-มาจิ (Asahi-machi) ของเมืองทาคายามะนั้น มีเค้กข้าวที่เรียกว่า “บิโจโมจิ bijomochi” ซึ่งแปลตามตัวอักษรได้ว่า “เค้กข้าวแห่งความงาม” ในความจริงแล้วมันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับวัตถุดิบในเค้กข้าวนี้ที่จะทำให้คุณสวยขึ้น แต่ว่ากันว่าเป็นชื่อที่ตั้งมาจากตำนานเก่าแก่เรื่องหนึ่ง

    ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ในเวลานั้นมีชาวเกาหลีเหนือจำนวนมากที่อาศัยในพื้นที่แถบนี้ของญี่ปุ่น และพวกเขาจะทานเค้กข้าวขนาดยาวที่รู้จักกันในชื่อว่า โจวเซน โมจิ chousen-mochi (朝鮮餅) อย่างไรก็ดี กระบวนการทำนั้นจะทำด้วยมือและใช้เวลานานมากจากการต้องนำข้าวอุรุจิ (Uruchi) มาใส่ในโม่หินเพื่อให้ได้แป้งข้าว ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลยสำหรับชาวบ้านที่จะผลิตเค้กข้าวให้ได้มากกว่า itto (一斗) คือ ประมาณ 18 ลิตร แม้ว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะทำให้การบดข้าวและขึ้นรูปเค้กข้าวนั้น สามารถทำได้ด้วยเครื่องจักร แต่ปริมาณผลผลิตที่ได้ก็ยังคงถูกจำกัดอยู่ไม่เกิน nito (二斗) ต่อวัน

    วันหนึ่งในปลายเดือนธันวาคม มีหญิงสาวผู้งดงามคนหนึ่งซึ่งแบกเด็กไว้บนหลังของเธอได้เดินทางมาที่หมู่บ้านและขอทำเค้กข้าวด้วยข้าวจำนวน nito อย่างไรก็ดี ชาวบ้านจำเป็นต้องรีบทำของที่ลูกค้าสั่ง และไม่อยากให้หญิงสาวได้ลองทำเค้กข้าว เพราะพวกเขาคิดว่าเธอจะใช้เวลานาน แต่หญิงสาวได้แนะนำวิธีการทำเค้กข้าวที่ช่วยเร่งกระบวนการผลิตได้ และเธอก็ได้จากไปในทันทีที่เธอทำเค้กข้าวนั้นเสร็จ เมื่อชาวบ้านรีบวิ่งออกไปตามหาเธอ พวกเขาก็ไม่สามารถเห็นตัวเธอได้อีกต่อไป และคาดเดาว่าหญิงสาวคนนั้นต้องเป็นผู้พิทักษ์ของพระเจ้าจาก บิโจไกเคะ (Bijogaike, 美女ヶ池) ซึ่งคือบ่อน้ำแห่งความงาม และจากนั้นเป็นต้นมาจึงได้เรียกเค้กข้าวชนิดนี้ว่า “บิโจโมจิ Bijomochi”

    เพราะทำขึ้นมาจากข้าวที่ชาวบ้านผลิตเอง จึงมีวิธีการทานอยู่หลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการย่างโดยตรงหรือใช้สาหร่ายห่อก่อน, ต้มในหม้อไฟ, ทอดในซอสถั่วเหลือง หรือทานคู่กับราเม็งหรืออุด้ง

    หากคุณผ่านซูปเปอร์มาร์เก็ตของคนในท้องถิ่น อาจจะได้เจอ bijomochi ที่บรรจุแบบแพ็คสูญญากาศที่คุณสามารถซื้อกลับบ้านได้ แต่โปรดจำไว้ว่ามีอายุการเก็บรักษาที่ค่อนข้างสั้น เพียงแค่สองสัปดาห์จากวันที่ผลิตเท่านั้น

    3. โกเฮโมจิ (Goheimochi/ 五平餅)

    “โกเฮโมจิ (Goheimochi)” เป็นอีกหนึ่งขนมที่ทำมาจากข้าวเช่นเดียวกับบิโจโมจิ (bijomochi) เพราะกิฟุนั้นเป็นที่รู้จักสำหรับการปลูกข้าวรสอร่อย อย่างไรก็ดี รูปร่างและรสชาติของขนมข้าวสองอย่างนี้มีความแตกต่างกันมาก โดยโกเฮโมจิจะถูกปั้นเป็นทรงยาวรูปไข่ที่มีแท่งไม้เสียบอยู่ และจะทาผสมด้วยมิโซะ, ซอสถั่วเหลือง, วอลนัท และงา (สัดส่วนและการผสมวัตถุดิบขึ้นอยู่กับผู้ทำ) ทากระจายไปทั่วพื้นผิวของข้าว ก่อนนำไปย่างบนเตาไฟ

    คำว่า “gohei” มาจากอาหารตามพิธีบูชาที่ถวายให้กับเทพเจ้าแห่งภูเขา เพื่ออธิษฐานเรื่องความปลอดภัยสำหรับผู้ที่ทำงานในภูเขา ในอดีตคนงานในภูเขามักนำโกเฮโมจิติดตัวไปแทนการพกเบนโตะ เพราะสะดวกในการรับประทานคู่กับแอลกอฮอลล์ นอกจากที่ใช้ในพิธีถวายแล้ว ขนมนี้ยังใช้ถวายให้กับพระเจ้าต่าง ๆ เพื่อขอบคุณท่านสำหรับการเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงอีกด้วย และมักจะถูกมอบให้กับแขกหรือเวลาที่สมาชิกในครอบครัวกลับมาที่บ้านเกิดของพวกเขา

    ขนมชนิดนี้ สามารถพบเจอได้ทั่วไปตามร้านขายของฝาก, ร้านอาหาร และโรงแรมเรียวกังในเมืองมิโนะ และพื้นที่รอบ ๆ ทุกวันนี้คุณอาจจะพบขนมชนิดนี้นอกพื้นที่ของกิฟุ เช่น เขตคิโซและอินะของจังหวัดนากาโนะ และในโอคุมิคาวะ ในจังหวัดไอจิ

    4. เรนคอน คัตสึดง (Renkon Katsudon/ れんこんカツ丼)

    A post shared by てぃちゃん (@loveteachan) on

    ครั้งแรกที่เห็น เรนคอน คัตสึดง (renkon katsudon) มันช่างดูไม่แตกต่างไปจากคัตสึดง (katsudon) ทั่วไป ซึ่งทำมาจากเนื้อหมูทอด แต่ถ้าได้มองใกล้ ๆ แล้ว คุณจะพบว่าชิ้นเนื้อทอดนี้ ทำมาจากหมูที่ห่อรอบแผ่นรากบัวซึ่งเพิ่มรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์และความกรุบกรอบ เนื่องจากที่เมืองฮาชิมะเป็นเมืองผู้ผลิตรากบัวอันดับหนึ่งในจังหวัดกิฟุ เพราะมีลักษณะของดินที่แข็งทำให้เหมาะสมที่สุดสำหรับการปลูกรากบัว

    ย้อนกลับไปในปี 1994 มีการแข่งขันเพื่อค้นหาไอเดียในการทำอาหารที่ใช้ผลิตภัณฑ์จากท้องถิ่น เจ้าของร้านอาหารญี่ปุ่นแห่งหนึ่งในฮาชิมะที่ชื่อว่า จิคุเซ็น (Chikusen) ได้ลุกขึ้นมาท้าทายและตัดสินใจใช้รากบัวซึ่งมีอยู่เกือบตลอดทั้งปี ตั้งแต่เดือนกันยายนถึงพฤษภาคมในปีถัดไป หลังจากที่ทดลองครั้งแล้วครั้งเล่า อาหารจานนี้ก็ชนะรางวัล แต่ก็ถูกลืมไปอย่างรวดเร็วเพราะรากบัวเป็นวัตถุดิบที่หาได้ทั่วไปในท้องถิ่น ต่อมาในปี 1996 ที่จิคุเซ็นได้นำ renkon katsudon มารวมไว้ในเมนูเพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 20 ปี จึงทำให้อาหารจานนี้กลับมาเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมอีกครั้ง

    หลังจากที่ได้อ่านเกี่ยวกับอาหารอันโอชะเหล่านี้แล้ว หลายคนคงรู้สึกหิวและเริ่มอยากจะทานขึ้นมาแล้วใช่มั้ย อย่าลืมมาลองตามหาเมนูเหล่านี้ได้ที่จังหวัดกิฟุ พร้อมสัมผัสความงดงามของสถานที่แห่งนี้ไปด้วย!

    เว็บไซต์ท่องเที่ยวจังหวัดกิฟุ