6 เคล็บลับวิธีซื้อของอย่างชาญฉลาดและประหยัดเงินในญี่ปุ่น

  • SHOPPING
  • ทั่วประเทศ
  • ด้วยความที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศแสนสนุกที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมที่ไม่เหมือนใครและมีจริยธรรมในการทำงาน การซื้อของบางอย่างในญี่ปุ่นอาจเป็นประสบการณ์ใหม่ ๆ เลยก็ว่าได้ เพื่อให้คุณประหยัดเงินในขณะที่ซื้อสิ่งต่าง ๆ และเข้าใจวัฒนธรรมการจับจ่ายของญี่ปุ่นมากขึ้น นี่คือเคล็ดลับต่าง ๆ ที่ผู้เขียนอยากแบ่งปันให้กับคุณ

    1. เลี่ยงการใช้ถุงพลาสติก

    ห้างสรรพสินค้าและซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งในญี่ปุ่นจะเรียกเก็บเงินจำนวนไม่กี่เยน ถ้าหากว่าคุณใช้ถุงพลาสติกของที่ร้าน เพราะเป็นหนึ่งในความคิดริเริ่มเรื่องการลดปริมาณขยะของประเทศญี่ปุ่น และถ้าหากคุณสังเกตเห็นก็จะพบว่าร้านค้าเกือบทั้งหมดในญี่ปุ่นใช้ถุงพลาสติกแบบย่อยสลายได้ตามธรรมชาติเมื่อคุณซื้อสินค้าบางอย่าง อย่างไรก็ตาม โปรดจำไว้ว่าถุงพลาสติกบาง ๆ ไม่มีหูหิ้วที่วางอยู่ใกล้เคาน์เตอร์แคชเชียร์นั้นใช้สำหรับใส่ของได้และไม่เสียค่าใช้จ่าย

    ถุงพลาสติกในภาษาญี่ปุ่น คือ “fukuro” ดังนั้น ถ้าหากว่าคุณได้ยินแคชเชียร์พูดอะไรบางอย่าง เช่น “Fukuro wa irimasu ka?” ซึ่งหมายความว่า “คุณต้องการถุงมั้ยคะ/ครับ?” คุณสามารถพูดว่า “iie, kekkou desu” (ไม่ค่ะ/ครับ ขอบคุณมาก) หรือ “hai” (รับค่ะ/ครับ) จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ผู้เขียนแนะนำให้คุณพกถุงมาเอง เพราะนี่จะช่วยให้คุณประหยัดเงินได้นิดหน่อยในร้านค้าหลายแห่ง และช่วยไม่ต้องกำจัดถุงในภายหลังด้วย

    2. ต่อรองราคา

    รูปของผู้เขียน

    การต่อราคาที่ตลาดทั่วไปหรือร้านค้าในญี่ปุ่นนั้นค่อนข้างหายาก แต่ในทางกลับกันหากเป็นการต่อราคาที่ตลาดนัด คุณจะสามารถต่อรองราคาได้อย่างง่ายดาย แม้ว่าคุณจะเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ครั้งหนึ่งผู้เขียนเคยเห็นหญิงชาวตะวันตกที่ต่อรองราคาชุดกิโมโนจาก 1,000 เยนให้เหลือเพียง 500 เยนได้ด้วยนะ!

    3. ไปเยือนร้านค้าปลอดภาษี (เฉพาะนักท่องเที่ยวเท่านั้น)

    เมื่อคุณเห็นร้านค้าที่ระบุว่า “tax-free (ปลอดภาษี)” คุณอาจคิดว่าสินค้าทุกชิ้นในร้านค้านั้นปลอดภาษี แต่น่าเศร้าเพราะว่ามันไม่ได้เป็นเช่นนั้น การซื้อสินค้าปลอดภาษีมีเฉพาะสำหรับนักท่องเที่ยวเท่านั้น (อาศัยอยู่ในญี่ปุ่นน้อยกว่าหกเดือน) และคุณต้องแสดงหนังสือเดินทางของคุณให้กับแคชเชียร์เพื่อเรียกคืนภาษี

    ภาษีมูลค่าเพิ่ม 8% สามารถเรียกคืนได้เฉพาะเมื่อซื้อสินค้าในราคา 5,000 เยน (ไม่รวมภาษี) หรือมากกว่านั้น ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าทั่วไป แต่ต้องไม่เกิน 50,0000 เยน สินค้าทั้งสองประเภทไม่สามารถนำมารวมกันเพื่อให้ถึงยอดเงินขั้นต่ำได้

    สินค้าจะไม่ได้รับการยกเว้นภาษี หากซื้อเพื่อการทำธุรกิจหรือเชิงพาณิชย์ การยกเว้นภาษีจะมีเฉพาะสินค้าอุปโภค (อาหารและเครื่องดื่ม, ยาสูบ, ยารักษาโรค, ยารักษาโรค, เครื่องสำอาง, แบตเตอรี่ และฟิล์ม) และการเรียกคืนภาษีสามารถทำได้ในวันที่ซื้อสินค้าและในร้านที่ซื้อสินค้าเท่านั้น

    4. สะสมคูปองส่วนลดจากร้านขายยา

    ถ้าหากคุณคิดว่าคุณไม่สามารถใช้จ่ายเงินขั้นต่ำ 5,000 เยนในร้านขายยาปลอดภาษีได้ นี่คือเคล็ดลับสำหรับคุณ: มองหาคูปองส่วนลด ในบางครั้งโดยเฉพาะช่วงบ่าย พนักงานร้านขายยาจะยืนแจกจ่ายคูปองส่วนลดที่สามารถใช้ได้เฉพาะวันนั้นอยู่ที่หน้าร้าน อย่าได้ประเมินคูปองเหล่านี้ต่ำไปเด็ดขาด เพราะหลายอันนั้นสามารถลดได้ถึง 15% เลยทีเดียว! ลองสะสมคูปองจากหลาย ๆ ร้านและเปรียบเทียบดูว่าคูปองอันไหนให้ส่วนลดที่เยอะกว่า

    5. วิธีอ่านวันหมดอายุ

    รูปของผู้เขียน

    โดยทั่วไปแล้ว สำหรับอาหารนั้นจะมีวันหมดอายุสองแบบพิมพ์ลงบนบรรจุภัณฑ์ วันที่ก่อนหน้า คือ วันหมดอายุเมื่อเปิดบรรจุภัณฑ์แล้ว ส่วนวันที่หลังจากนั้น คือ วันที่หมดอายุ

    ในทางกลับกัน เครื่องสำอางนั้นจะมีวันที่ผลิตระบุอยู่แทน ซึ่งจะแสดงอยู่ในรูปแบบของรหัสที่มีตัวเลขแรกแทนปีที่ผลิต ตามด้วยเดือน และชุดการผลิต

    โดยทั่วไปแล้วผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับผิวหน้าและผิวกายจะหมดอายุภายในสองหรือสามปี ผลิตภัณฑ์บางชนิดมีอายุการเก็บรักษาพิมพ์ติดอยู่ด้วย คุณเพียงแค่ต้องหาสัญลักษณ์บรรจุภัณฑ์ที่มีตัวเลขแทนจำนวนเดือนติดอยู่ด้วย ซึ่งการระบุข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เราสามารถประเมินวันหมดอายุของผลิตภัณฑ์ได้

    เครื่องสำอางในญี่ปุ่นจะมีการเปลี่ยนสินค้าใหม่อยู่เสมอ (มักจะเก็บไว้ภายในหนึ่งปีนับจากวันที่ผลิต) และจะไม่มีสินค้าที่ใกล้หมดอายุวางจำหน่าย ซึ่งจะแตกต่างจากกรณีของอาหาร ดังนั้น เครื่องสำอางที่ญี่ปุ่นจึงเหมาะที่คุณจะซื้อเมื่อต้องการใช้ แต่ไม่เหมาะที่จะซื้อจำนวนมากเพื่อกักตุนเพราะสินค้าไม่มีวันหมดอายุที่ชัดเจน

    6. จับตามองสินค้าที่ถูกติดป้ายลดราคา

    A post shared by 吉田直彌 (@raccoon2000gt) on

    หลายคนอาจจะพอรู้มาว่าบรรดาซูเปอร์มาเก็ต ร้านสะดวกซื้อ และห้างสรรพสินค้าจะติดป้ายลดราคาอาหารสดในตอนเย็น เพื่อที่ร้านค้าเหล่านั้นจะได้ขายอาหารสดให้หมดและเพื่อป้องกันการสิ้นเปลืองอาหาร

    คุณรู้หรือไม่ว่า ร้านค้าหลายแห่งยังขายสินค้าของทางร้านที่ใกล้จะหมดอายุในราคาที่ถูกมาก ๆ ด้วย? ครั้งหนึ่งผู้เขียนเคยสังเกตเห็นมุมเล็ก ๆ ใน ดอง กิโฮเต้ จำหน่ายขนมที่ราคาถูกกว่าที่ควรจะเป็น เมื่อผู้เขียนเข้าไปดูใกล้ ๆ และตรวจดูวันหมดอายุจึงพบกับเหตุผลที่ว่าทำไมขนมถึงมีราคาถูก เพราะว่าวันหมดอายุนั้นใกล้เข้ามาแล้วนั่นเอง

    เมื่อคุณเลือกซื้ออาหารที่คุณวางแผนว่าจะทานในวันนั้น อย่าลืมสังเกตอาหารที่ถูกติดป้ายลดราคา ซึ่งมักจะเป็นสติกเกอร์สีเหลือง

    หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเคล็ดลับเหล่านี้จะช่วยให้คุณซื้อสินค้าได้อย่างชาญฉลาดมากขึ้นในญี่ปุ่น ใช้คำแนะนำเหล่านี้เพื่อให้ประหยัดเงินและจะได้มีงบประมาณมากขึ้นในการเที่ยวชมสถานที่และท่องเที่ยวมากขึ้นระหว่างการเดินทางคุณ!

    Featured image: jp.fotolia.com/