ผจญภัยในหุบเขาอิยะ: ที่สวยจนทำให้คุณหยุดหายใจไปกับบัสทัวร์

  • ท่องเที่ยว
  • โทคุชิมะ
  • หุบเขาอิยะหุบเขาที่งดงามราวกับภาพวาด ซึ่งซ่อนเร้นกายอยู่ห่างไกลในภูเขาโทคุชิมะ แม้ว่าจะขึ้นชื่อเรื่องความสวยงาม แต่หุบเขาอิยะนั้นก็เข้าถึงได้ยาก โดยเฉพาะสำหรับชาวต่างชาติที่ไม่สามารถขับรถในญี่ปุ่นได้ และถึงแม้สำหรับผู้ที่ขับรถได้ การต้องขับรถผ่านช่องเขาที่แคบและคดเคี้ยวก็ยังน่ากลัวอยู่พอสมควร เพราะมันต้องใช้ความระมัดระวัง และบางครั้งก็ต้องถอยรถเพื่อให้รถคันอื่นผ่านไปได้ แต่ด้วยบริการพิเศษจาก “Iya Bonnet Bus” คุณจะสามารถไปที่หุบเขาอิยะได้อย่างง่ายดาย

    Bonnet Bus

    รูปของผู้เขียน

    Bonnet Bus นั้น จะรับคุณจากสถานีรถไฟอะวะ-อิเคดะ (Awa-Ikeda Station) และจะมีค่าโดยสารอยู่ที่ 2,820 เยน โดยใช้เวลา 71 นาทีจากเมืองโทคุชิมะ ถ้าคุณมาจากเมืองทาคามัตสึ จะมีค่าโดยสารอยู่ที่ 3,120 เยน และใช้เวลาเดินทาง 57 ถึง 71 นาที หรือถ้าคุณมาจากจังหวัดโคจิจะมีค่าโดยสารจะอยู่ที่ 3,340 เยน และใช้เวลาเดินทาง 67 นาที ทั้งนี้ ยังมีรถไฟสายท้องถิ่นที่ช้ากว่าและถูกกว่าให้บริการอีกด้วย

    แม้ว่าค่าโดยสารรถบัสราคา 7,800 เยน อาจจะฟังดูแพง แต่ที่จริงแล้วเงิน 2,000 เยนในค่าโดยสารนั้นเป็นค่าตั๋วและมื้ออาหารกลางวันที่มีบริการให้ ซึ่งเมื่อลองคิดดูแล้ววิธีนี้ถูกกว่าการจ้างรถแท็กซี่หรือเช่ารถขับด้วยตัวเองอย่างแน่นอน ทัวร์เริ่มที่เวลา 10.45 น. ไปจนถึง 16.15 น. และยังมีการแนะนำจุดท่องเที่ยวสำคัญตามเส้นทางอีกด้วย

    เว็บไซต์สถานีรถไฟ JR อะวะ-อิเคดะ *เฉพาะภาษาญี่ปุ่น
    การเดินทาง

    และนี่คือจุดต่าง ๆ ที่รถบัสแวะจอดในระหว่างทัวร์

    จุดที่ 1: The Peeing Boy Statue

    รูปของผู้เขียน

    หลังจากที่ขับชมทิวทัศน์ขึ้นมาตามเขาได้ 45 นาที รถบัสจะหยุดพักที่รูปปั้น Peeing Boy Statue ซึ่งตั้งอยู่บนยอดผาบนบริเวณทางถนนบนเขาที่คดเคี้ยว จุดนี้ถูกนับเป็นหนึ่งในจุดที่อันตรายที่สุดในบรรดาจุดชมวิวรอบ ๆ ทั้งหมด ดังนั้น เพื่อที่จะแสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญ ผู้ที่ขึ้นมาที่นี่จึงปัสสาวะลงจากบนหน้าผา แม้ว่ามันอาจจะดูแปลก ๆ อยู่สักหน่อยสำหรับการฉลองนี้ แต่เมื่อถ่ายรูปออกมาแล้ว รูปปั้นนี้กลับเข้ากันดีกับบรรดาแมกไม้สีเขียวที่เป็นฉากหลัง ที่จริงแล้วรูปปั้นนั้นมีขนาดเล็ก แต่รอบบริเวณนั้นก็มีวิวสวย ๆ ให้ชมกัน และรูปปั้นนี้ก็ได้ทำหน้าที่เหมือนกับคนที่แนะนำนักท่องเที่ยวให้รู้จักกับหุบเขาแห่งนี้ด้วย

    เว็บไซต์รูปปั้น The Peeing Boy Statue *เฉพาะภาษาอังกฤษ
    การเดินทาง

    จุดที่ 2 : หุบเขาฮิโนจิ

    เราแวะพักเป็นเวลาสั้น ๆ ที่หุบเขาฮิโนจิ แม่น้ำที่ล้อมรอบภูเขามีหน้าตาคล้ายกับตัวอักษรฮิรางานะ “ฮิ (ひ)” ในภาษาญี่ปุ่น ดังนั้น จึงถูกนำมาตั้งเป็นชื่อ แม้ว่าเราจะไม่ได้ลงจากรถ แต่เราก็เห็นวิวของหุบเขาได้ชัดพอสมควร

    การเดินทาง

    จุดที่ 3 : อาหารกลางวัน

    รูปของผู้เขียน

    เรามาแวะพักทานอาหารกลางวันกันต่อ ตอนแรกผมนึกว่าจะมีแค่เมนูเส้นชามเล็ก ๆ และปลาหนึ่งชิ้น แต่กลับกลายเป็นว่าดีเกินคาดมาก ๆ เพราะเราได้ทานอาหารกลางวันเป็นชุดอาหารญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมสุดอลังการที่โรงแรมแทน

    ที่นี่เราได้ลองทานอาหารพิเศษของเป็นปลาอะยุเผา (หรือสวีทฟิช) รวมไปถึงอิยะ โซบะ ซึ่งตัวเส้นนั้นทำมาจากแป้งที่ปลูกกันในท้องถิ่น และยิ่งกว่านั้น ยังมีข้าว นาเบะ คอนเนียะขุ ผลไม้ และอาหารอย่างอื่นอีกด้วย ชาเขียว ชาอู่หลง และเบียร์ก็มีอยู่ในเมนูให้คุณเลือก เวลาพักทานอาหารกลางวันนั้นค่อนข้างยาว ดังนั้น ถ้าคุณทานเสร็จเร็ว คุณสามารถเดินชมวิวรอบ ๆ โรงแรมหรือซื้อของในร้านของฝากเล็ก ๆ ได้

    จุดที่ 4 : สะพานคาสุระ

    รูปของผู้เขียน

    จุดพักต่อไปถือได้ว่าเป็นไฮไลท์หลักเลยทีเดียว นั่นก็คือ “สะพานคาสุระ” หรือ “vine bridge” สะพานแห่งนี้เคยเป็นสะพานแห่งเดียวที่ใช้ข้ามหุบเขาที่มีความยาวถึง 45 เมตรนี้ และเถาวัลย์ก็ถูกนำมาใช้เพื่อให้สามารถตัดสะพานได้อย่างรวดเร็วเวลามีศัตรูไล่ตามมา

    เมื่อมองไปครั้งแรก สะพานนั้นดูค่อนข้างน่ากลัว โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่กลัวความสูง ทางเดินไม้บนสะพานนั้นถูกวางค่อนข้างหากจากกัน ซึ่งมันทำให้คุณต้องมองลงไปขณะที่กำลังเดินข้าม และสะพานก็ยังแกว่งไปมาอีกด้วย อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหัวใจผมจะเต้นตุ้บ ๆ แต่มันก็ปลอดภัยแน่นอน เพราะโครงสะพานถูกเสริมด้วยเหล็ก และถูกเปลี่ยนทุก 3 ปีเพื่อความปลอดภัย ช่องว่างระหว่างสะพานอาจจะดูน่าหวั่น ๆ แต่ก็ไม่ได้กว้างพอที่คนจะตกลงไปได้

    ที่จริงแล้วสะพานนี้ เป็นหนึ่งในสามสะพานที่อยู่ในบริเวณเดียวกัน ซึ่งอีกสองที่นั้นตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ไกลออกไป บริเวณสะพานแห่งนี้มีผู้คนค่อนข้างเยอะ เลยทำให้บรรยากาศไม่ค่อยดีนัก แต่มันก็เป็นประสบการณ์ที่น่ารื่นรมย์ถ้าคุณไม่ได้คาดหวังความเงียบสงบหรือความสันโดษ ส่วนตัวแล้วผมมองว่ามันก็สนุกดี แต่จะดีกว่าถ้าไม่ต้องมาข้ามอีก

    เว็บไซต์สะพานคาสุระ *เฉพาะภาษาอังกฤษ
    การเดินทาง

    รูปของผู้เขียน

    เมื่อคุณข้ามสะพานมาแล้ว (และถ่ายเซลฟี่เสร็จแล้ว) ให้มองไปทางซ้าย คุณจะเห็นน้ำตกบิวะ และคุณยังสามารถเดินลงไปใกล้ ๆ น้ำตกได้อีกด้วย ขากลับให้คุณข้ามสะพานอีกเส้นหนึ่งที่ใหม่กว่า คุณจะสามารถเห็นทั้งวิวของน้ำตกและสะพานไม้ได้พร้อมกัน

    เว็บไซต์น้ำตกบิวะ *เฉพาะภาษาอังกฤษ
    การเดินทาง

    จุดที่ 5 : พิพิธภัณฑ์เฮย์เค (Heike Museum)

    จุดต่อมา คือ พิพิธภัณฑ์เฮย์เคที่ตั้งอยู่ในบ้านไม้หลังเก่า ๆ ซึ่งเดิมทีเคยเป็นที่อยู่อาศัยของโฮริคาวะ นาอิกิ (Horikawa Naiki) ผู้ซึ่งเป็นแพทย์ให้กับสมเด็จพระจักรพรรดิ เมื่อตระกูลเฮย์เคได้เสื่อมอำนาจลง โฮริคาวะและบริวารของเขาต้องถอยไปอาศัยที่หุบเขาอิยะ ที่นั่นเขายังคงทำงานเป็นแพทย์ต่อไป ตัวพิพิธภัณฑ์นั้นมีขนาดเล็กแต่ก็เต็มไปด้วยหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ เสียดายที่ไม่ค่อยมีคำอธิบายมากเท่าไรนัก แต่สำหรับผู้ที่สนใจในประวัติศาสตร์ คุณจะเพลิดเพลินกับพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ถึงแม้จะมีเวลาแค่สั้น ๆ ก็ตาม

    เว็บไซต์ของพิพิธภัณฑ์เฮย์เค *เฉพาะภาษาอังกฤษ
    การเดินทาง

    จุดที่ 6 : Oboke Rest Stop

    รูปของผู้เขียน

    จากนั้นเราไปต่อที่ Oboke Rest Stop ที่ในความคิดเห็นของผมนั้นน่าสนใจกว่าพิพิธภัณฑ์ทั่วไป แม้ว่าจะมีร้านขายสินค้า ประชาสัมพันธ์ข้อมูลท่องเที่ยว และคาเฟ่ แต่มันก็ยังมี yokai yashiki (妖怪屋敷) และพิพิธภัณฑ์อัญมณีด้วย คำว่า “yokai” นั้นแปลว่า ภูตผีปิศาจหรือวิญญาณในภาษาญี่ปุ่น เช่น ตัวกัปปะ พิพิธภัณฑ์นี้จัดแสดง yokai ในรูปแบบต่าง ๆ ที่น่าสนใจไว้มากมาย พร้อมกับมีตำนานเรื่องเล่าเกี่ยวกับพวกมันอธิบายไว้ด้านล่าง แม้ว่าข้อมูลจะไม่ได้ถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด แต่ส่วนมากก็มีเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษให้ ส่วนของพิพิธภัณฑ์อัญมณีก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะมีคอลเล็คชั่นอัญมณีที่น่าตื่นตาตื่นใจจัดแสดงไว้มากมาย ถึงแม้พิพิธภัณฑ์นี้จะไม่ได้ถูกจัดอยู่ในส่วนหนึ่งของโปรแกรมทัวร์ คุณก็สามารถขอส่วนลดแบบกลุ่มได้ และผมก็รู้สึกว่าค่าเข้า 450 เยนนั้นคุ้มค่าอยู่มาก สิ่งที่ผมเสียดายอย่างเดียวคือเราไม่ได้อยู่ที่นั่นนานพอ เพราะผมสนุกกับนิทานพื้นบ้านของญี่ปุ่นอยู่มากทีเดียว

    การเดินทาง

    จุดที่ 7 : ช่องเขาโอโบเกะ

    รูปของผู้เขียน

    จุดสุดท้ายของทัวร์นี้คือ การล่องเรือที่ช่องเขาโอโบเกะ มันเป็นการพักผ่อนที่ดีก่อนจบวัน และที่หุบเขาที่มีลักษณะเหมือนหินอ่อนนี้ก็สวยงามมากเช่นกัน ตลอดทางคุณจะได้เห็นหินรูปร่างหน้าตาแปลก ๆ ดูคล้ายกับสิงโต และยังผ่านบริเวณน้ำตื้นที่คุณจะสามารถมองผ่านน้ำใส ๆ เห็นก้นแม่น้ำได้เลยทีเดียว

    หลังจากที่คุณลงจากเรือแล้ว ยังพอมีเวลาเหลือให้คุณเดินชมรอบ ๆ บริเวณและดูวิวของช่องเขาจากด้านบน แน่นอนว่ามีร้านขายของฝากให้คุณซื้อไอศครีมและของทานเล่นต่าง ๆ ก่อนกลับได้อีกด้วย

    เว็บไซต์ Oboke Gorge *เฉพาะภาษาอังกฤษ
    การเดินทาง

    ข้อมูลเพิ่มเติม

    Bonnet Bus ให้บริการทุกวันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เดือนมีนาคมไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน และเปิดให้บริการทุกวันในเดือนพฤษภาคม สิงหาคม ตุลาคม และพฤศจิกายน คุณต้องจองผ่านโทรศัพท์ที่เบอร์ 0883-72-1231 หรือผ่านทาง เว็บไซต์จองทัวร์ (เฉพาะภาษาอังกฤษ) และคุณสามารถเข้าไปดูวันที่ให้บริการและผังที่นั่งได้ที่เว็บไซต์ตามด้านล่าง

    แม้ว่าทัวร์ Bonnet Bus จะไม่ได้ครอบคลุมทุกจุดในหุบเขาอิยะ แต่ก็สามารถแนะนำให้คุณรู้จักกับสถานที่นี้ได้มากเลยทีเดียว เป็นการท่องเที่ยวแบบเช้าไปเย็นกลับที่คุ้มค่า แม้ว่าไกด์นั้นจะพูดได้แค่ภาษาญี่ปุ่น แต่บรรดาเหล่าพนักงานก็คอยช่วยเหลือโดยการให้แผ่นพับที่มีข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาจีนเกี่ยวกับสถานที่สำคัญ ๆ ให้คุณ และมีออดิโอ้ไกด์บนรถบัสที่มีภาษาอังกฤษด้วยเช่นกัน แม้ว่าจะไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่นคุณก็สามารถชื่นชมความงามของภูเขาอิยะได้

    เว็บไซต์ทัวร์ Bonnet Bus (Oboke-Iya Tour Bus) *เฉพาะภาษาญี่ปุ่น