จัดเต็มภาพถ่ายทริปสุดคูล 2 วันที่ฮะโกะเนะ เมืองแห่งน้ำพุร้อนชื่อดังใกล้โตเกียว!

  • คานากาว่า
  • ฮะโกะเนะ
  • แนะนำ
  • ในปัจจุบันนี้ ผู้คนจำนวนมากเลือกจุดหมายปลายทางในการออกเดินทางที่จะทำให้พวกเขาได้มีภาพสวย ๆ มาโพสต์อวดโฉมลงในโลกโซเชียลมีเดียยอดนิยมอย่าง Instagram และถ้าเป็นการท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่นแล้วล่ะก็ หลายคนจะต้องไม่พลาดสถานที่ยอดฮิต เช่น ห้าแยกชิบูย่าในโตเกียว, ป้ายคนวิ่ง Glico Running Man ที่มีชื่อเสียงในโอซาก้า และทางเดินที่มีเสาอยู่นับพันต้นที่ศาลเจ้าฟุชิมิ อินาริ (Fushimi Inari) ในเกียวโต

    อย่างไรก็ตาม ประเทศญี่ปุ่นยังมีสถานที่ที่น่าสนใจอีกมากมายที่คุ้มค่าต่อการเดินทางเพื่อไปเก็บภาพสวย ๆ โพสต์ลง Instagram อย่าง ฮะโกะเนะ ที่มีชื่อเสียงในฐานะเป็นเมืองแห่งน้ำพุร้อน ตั้งอยู่ในจังหวัดคานากาวะ มีทัศนียภาพที่แสนงดงาม รวมถึงพิพิธภัณฑ์และอาหารท้องถิ่นที่ผู้มาเยือนจะได้เพลิดเพลิน แต่ทราบหรือไม่ว่า จุดที่น่าสนใจที่สุดของฮะโกะเนะนั้น คืออะไร? สิ่งที่ทำให้เมืองแห่งนี้มีเสน่ห์มากขึ้นไปอีกก็คือ การเดินทางเข้าถึงที่สะดวกสบายจากโตเกียว ทำให้เป็นสถานที่ที่สมบูรณ์แบบสำหรับการหลบหนีจากความวุ่นวายในเมืองใหญ่นั่นเอง

    ในบทความนี้ ฉันจะขอแชร์ประสบการณ์ทริป 2 วันสุดคุ้มในฮะโกะเนะตามจุดท่องเที่ยวยอดนิยม ซึ่งฉันได้ถ่ายภาพสวย ๆ เอาไว้มากมายเลยทีเดียว ลองเข้าไปอ่านกันได้นะคะ โดยเฉพาะถ้าใครอยากจะใช้เป็นไอเดียในการถ่ายภาพสวย ๆ ลง Instagram สำหรับเที่ยวฮะโกะเนะในครั้งหน้า ทางเราก็ไม่สงวนสิทธิ์นะคะ!

    วันที่ 1

    นั่งชมทิวทัศน์อันงดงามของชนบทญี่ปุ่น

    ฉันได้เริ่มต้นทริปครั้งนี้ที่สถานีรถไฟชินจูกุ โดยขึ้น Odakyu Romancecar ที่จะพาไปยังสถานีฮะโกะเนะ-ยูมาโตะ (Hakone-Yumoto Station) แม้ว่า Romancecar จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับการสำรองที่นั่ง แต่ก็ถือว่าช่วยทำให้การเดินทางสะดวกสบายและประหยัดเวลาได้มากกว่าการขึ้นรถไฟธรรมดา เพราะใช้เวลาเพียงแค่ 75 นาทีเท่านั้น

    และทันทีที่รถไฟเคลื่อนตัวเข้าสู่จุดหมายปลายทาง ฉันก็ได้เพลิดเพลินไปกับภาพวิวพาโนราม่าที่แสนจะน่ารักของ ชนบทและภูเขาที่อยู่โดยรอบ และเนื่องจากฉันเดินทางไปในวันที่อากาศดีเลยได้เห็นภูเขาไฟฟูจิอีกด้วย!

    อิ่มอร่อยไปกับมื้ออาหารกลางวันญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม

    เมื่อฉันไปถึงสถานีฮะโกะเนะ-ยูมาโตะ ก็เป็นเวลาเที่ยงวันตรงกับเวลาอาหารกลางวันแบบพอดิบพอดี

    ถึงแม้ว่าราเม็งจะเป็นเมนูยอดนิยมสำหรับชาวต่างชาติ แต่โดยส่วนตัวแล้ว ฉันอยากจะลองทาน เมนูที่ทำจากแป้งบัควีตอย่างโซบะรสชาติแบบดั้งเดิม มากกว่าดังนั้น ฉันจึงตรงไปที่ร้านโซบะชื่อดังที่มีประวัติมายาวนานกว่า 80 ปี ซึ่งร้านแห่งนี้ก็สามารถเดินไปได้จากสถานีโดยใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น

    ฉันเดินเล่นไปตามถนนช้อปปิ้งจากสถานีลงไป และก็ไปถึงร้าน Hatsuhana Soba Honten โดยใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที ด้วยความที่ร้านได้รับความนิยม จึงทำให้มีทั้งคนญี่ปุ่นและชาวต่างชาติมายืนรอเข้าคิวเป็นจำนวนมาก

    หลังจากรอเข้าคิวอยู่ประมาณ 15 นาที พนักงานในร้านก็เรียกชื่อของฉันและพาไปยังชั้นสองของร้านอาหาร วินาทีแรกที่ได้ย่างก้าวเข้าไปในร้าน ฉันสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่แสนจะเป็นเอกลักษณ์ของร้านนี้ แม้ว่าจะต้องนั่งทานอาหารบนพื้นที่ปูด้วยเสื่อทาทามิ แต่ฉันก็รู้สึกสนุกกับการลิ้มรสอาหารญี่ปุ่นด้วยวิธีการแบบดั้งเดิมนี้

    ฉันได้สั่งเมนูอาหารชื่อดังของร้านอย่าง เท็นซารุ โซบะ (Tenzaru Soba) ที่เสิร์ฟพร้อมกับ โทโรโระ (grates yam) ซึ่งอร่อยมากเลยทีเดียว รสชาติของโซบะที่ได้ลองในร้านนี้มีความแตกต่างจากโซบะที่หาซื้อได้ทั่วไปตามซุปเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดทั่วประเทศญี่ปุ่น

    ปีนเขาด้วยการเดินทาง 3 รูปแบบ

    หลังจากเติมพลังจนอิ่มท้องไปกับโซบะแสนอร่อยแล้ว ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่จะได้เริ่มต้นการผจญภัยในฮะโกะเนะอย่างแท้จริง

    ฉันเดินกลับไปที่สถานีฮะโกะเนะ-ยูโมโตะ และขึ้น รถไฟสาย Hakone Tozan ซึ่งเป็นรถรางขึ้นภูเขาเพียงหนึ่งเดียวในประเทศญี่ปุ่น ใช้เวลาเดินทาง 40 นาทีไปยังสถานีโกระ (Gora Station) ถ้าคุณเดินทางมาที่นี่ในช่วงฤดูฝน ก็ถือว่าโชคดีมาก ๆ เพราะจะได้เห็นดอกไฮเดรนเยียตลอดเส้นทางของรถไฟ และจะได้เก็บภาพสวย ๆ ของดอกไม้อีกด้วย

    จากสถานีฮะโกะเนะ ฉันได้เปลี่ยนไปขึ้นเคเบิ้ลคาร์ Hakone Tozan ที่จะพาขึ้นทางที่แสนลาดชันไปยังสถานีโซอุนซัง (Sounzan Station) โดยใช้เวลา 10 นาที

    และสุดท้าย จากสถานีโซอุนซัง ฉันก็ได้ขึ้น กระเช้าลอยฟ้าฮะโกะเนะ (Hakone Ropeway) ใช้เวลาประมาณ 8 นาที ก็มาถึงสถานีโอะวะคุดะนิ (Owakudani Station) ขอบอกเลยนะคะว่า วิวที่เห็นจากข้างบนนี้ สวยงามจนแทบจะลืมหายใจเลยทีเดียว

    ในวันที่อากาศดีก็สามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิจากในกระเช้าลอยฟ้าอีกด้วย ซึ่งนี่ก็คืออีกหนึ่งจุดชมวิวสวย ๆ ที่ไม่ควรพลาดสำหรับการถ่ายภาพ

    ประสบการณ์เที่ยว “หุบเขานรก”

    จุดท่องเที่ยวยอดนิยมของ โอะวะคุดะนิ (Owakudani) คือ พื้นที่รอบ ๆ ปล่องภูเขาไฟที่ได้ก่อตัวขึ้นในช่วงการปะทุครั้งสุดท้ายของภูเขาฮะโกะเนะ เรียกว่า “หุบเขานรก” เพราะมีกลุ่มควันกำมะถันและก๊าซภูเขาไฟที่ถูกปล่อยออกมา

    ฉันยังออกจากโอะวะคุดะนิไม่ได้ ถ้ายังไม่ได้ลองชิมไข่ดำ (kurotamago) อันเลื่องชื่อ! ของกินท้องถิ่นชนิดนี้เป็นไข่ที่ถูกต้มในน้ำพุร้อนในหุบเขาจนทำให้ไข่กลายเป็นสีดำ ซึ่งมีความเชื่อว่าหากได้ลองรับประทานเข้าไป จะทำให้มีอายุยืนขึ้นอีก 7 ปีเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีรูปปั้นไข่ยักษ์สีดำในบริเวณนี้อีกด้วย อย่าลืมที่จะถ่ายรูปเก็บเอาไว้เป็นที่ระลึกนะคะ

    ล่องเรือชมทิวทัศน์ทะเลสาบอะชิ

    หลังจากสำรวจโอะวะคุดะนิจนทั่วแล้ว ฉันก็ได้ขึ้นกระเช้าลอยฟ้าอีกครั้ง แต่ครั้งนี้จะเดินทางไปยังสถานีโทเก็นได (Togendai Station) เพื่อไปขึ้นเรือโจรสลัดและใช้เวลา 30 นาที ในการล่องเรือชมวิวในทะเลสาบอะชิ

    ภายในเรือโจรสลัดมีจุดถ่ายภาพ trick art อยู่ด้วย เหมาะที่จะโพสต์รูปลงโซเชียลมีเดียมาก ๆ

    จากดาดฟ้าของเรือ ฉันได้เห็นทัศนียภาพที่ยิ่งใหญ่อลังการของภูเขาที่เชียวชอุ่มและภูเขาไฟฟูจิ และเมื่อล่องเรือมาใกล้กับท่าเรือ ฉันก็สามารถมองเห็นประตูโทริอิสีแดงของ ศาลเจ้าฮะโกะเนะ ที่ดูงดงามราวกับว่าลอยอยู่บนผิวน้ำของทะเลสาบอย่างน่าอัศจรรย์

    ขอพรที่ศาลเจ้าฮะโกะเนะ

    เมื่อลงจากเรือแล้ว ฉันเดินทางไปยัง ศาลเจ้าฮะโกะเนะ ใช้เวลาเดินทางไม่กี่นาทีจากท่าเรือ ศาลเจ้าชินโตที่อยู่บนฝั่งของทะเลสาบอะชิแห่งนี้ ถือเป็นจุดแห่งพลังยอดนิยมสำหรับการมาขอพรให้เดินทางปลอดภัยและความโชคดี

    และแน่นอน ฉันจะพลาดการถ่ายรูปสวย ๆ ของตัวเองคู่กับประตูโทริอิขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงทะเลสาบไปไม่ได้เด็ดขาด!

    ปิดท้ายวันด้วยการผ่อนคลายในโรงแรมที่สวยงาม

    หลังจากไปเยี่ยมชมจุดต่าง ๆ มาอย่างเต็มอิ่มแล้ว ก็ถึงเวลาจบวันดี ๆ อีกหนึ่งวัน ด้วยการเช็คอินเข้าที่พักใน
    โรงแรม Hotel de Yama ที่พักสุดหรูตั้งอยู่ในทำเลที่สามารถเดินไปยังศาลเจ้าฮะโกะเนะได้ ฉันได้ใช้เวลาช่วงกลางคืนเพื่อชาร์จพลังอย่างเต็มที่ในที่พักแห่งนี้

    Hotel de Yama มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่หรูหราครบครันไม่ว่าจะเป็น อ่างน้ำพุร้อน, สวน และร้านอาหารอย่าง Salon de Thé Rosage ที่คุณสามารถเพลิดเพลินไปกับของหวานรสชาติเยี่ยม พร้อมดื่มด่ำวิวที่งดงามของทะเลสาบ

    วันที่ 2

    ดื่มด่ำกับศิลปะและวัฒนธรรมของฮะโกะเนะ

    หลังจากนอนหลับฝันดีในโรงแรมแล้ว ก็ถึงเวลาเวลาเริ่มต้นวันที่สองของทริปด้วยการไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ฮะโกะเนะ

    ฉันขึ้นรถบัส Tozan ไปลงป้าย Hyoseki/Hakone Garasu-no-Mori-Mae เพื่อแวะชม พิพิธภัณฑ์เครื่องแก้วเวนิสฮะโกะเนะ (Hakone Venetian Glass Museum) และพิพิธภัณฑ์เจ้าชายน้อย (the Little Prince Museum) สามารถเดินมาได้โดยใช้เวลาประมาณ 10 นาทีจากทั้งสองแห่ง โดยพิพิธภัณฑ์ทั้งสองแห่งนี้ก็เหมาะกับการถ่ายรูปสวย ๆ ลงโซเชียลมีเดีย เพราะต่างก็มีรูปแบบการออกแบบที่สวยงามโดดเด่น

    เที่ยวจุดชมวิวที่ยอดเยี่ยมที่สุดแห่งหนึ่งในคานากาว่า

    อีกสถานที่ที่ไม่ควรพลาด ซึ่งติดอันดับหนึ่งใน “50 จุดชมวิวที่ดีที่สุดในจังหวัดคานากาว่า” และ “100 จุดชมวิวดอกไม้ในจังหวัดคานากาว่า” อย่าง ทุ่งหญ้าสีเงิน เซ็นโกคุฮาระ (Sengokuhara Pampas Grass Fields) ซึ่งฉันได้เดินทางโดยขึ้นบัส Tozan ไปลงยังป้าย Sengoku-kogen

    ทุ่งแห่งนี้เป็นจุดชมวิวชื่อดังในฤดูใบไม้ร่วงของฮะโกะเนะ เนื่องจากปกคลุมไปด้วยดอกหญ้าในช่วงเดือนกันยายนถึงเดือนพฤศจิกายน เป็นภาพทิวทัศน์ที่สวยงามที่ตัดกันระหว่างสีเขียวกับสีเหลืองของท้องทุ่งและต้นหญ้าที่จะทำให้ทุกคนได้ภาพสวย ๆ ไปลง Instagram อย่างแน่นอน

    ซื้อของที่ระลึกและเพลิดเพลินกับอาหารท้องถิ่นรอบ ๆ สถานีรถไฟ

    และเพื่อให้ภารกิจของทริปนี้จบลงอย่างสมบูรณ์แบบ กิจกรรมช้อปปิ้งเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย ฉันได้ขึ้นรถบัส Tozan กลับไปที่สถานีฮะโกะเนะ-ยูโมโตะอีกครั้ง และสำรวจถนนช้อปปิ้ง ตลาดเส้นทางมีร้านค้าท้องถิ่นที่จำหน่ายของที่ระลึกและอาหารอยู่มากมาย เช่น ปลาแห้ง (himono), ออนเซ็นมันจู, ไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟ

    ที่นี่ยังมีร้านของ Evangelion (Evaya) อีกด้วย หากใครที่เป็นแฟนอนิเมะเรื่องนี้ ห้ามพลาดเด็ดขาดเลยนะคะ!

    หลังจากช้อปของที่ระลึกให้ครอบครัวและเพื่อน ๆ แล้ว ฉันได้นั่งรถ Romancecar อีกครั้งเพื่อกลับไปยังชินจูกุ สถานที่ซึ่งทำให้การเดินทางสองวันของฉันในเมืองฮะโกะเนะสิ้นสุดลงอย่างสวยงาม

    วิธีที่สะดวกและประหยัดในการสำรวจฮะโกะเนะ

    ตามเส้นทางเดินทางที่ฉันได้แชร์ไปด้านบน หลายคนต้องคิดว่าคงใช้เงินไปไม่น้อยเลยทีเดียวกับการตามเก็บสถานที่ต่าง ๆ เพราะเป็นการเดินทางที่ใช้ขนส่งสาธารณะหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็น Romancecar, เคเบิ้ลคาร์, กระเช้าลอนฟ้า, บัส และยังมีเรือโจรสลัดอีก แต่ราคาทั้งหมดที่ฉันจ่ายไปสำหรับค่าเดินทางในทริปสองวันอยู่ที่ 7,000 เยนเท่านั้นเอง!

    สงสัยมั้ยล่ะค่ะว่าทำไมราคาถึงถูกมาก? เพราะว่าฉันใช้บัตร Hakone Freepass เป็นบัตรที่สะดวกและคุ้มมาก ๆ เพราะให้ผู้ใช้สามารถประหยัดเงินได้มากเลยในระหว่างการเที่ยวฮะโกะเนะ สามารถเดินทางไปที่ฮะโกะเนะจากชินจูกุและเดินทางกลับโดยขนส่งสาธารณะต่าง ๆ ได้ไม่จำกัดด้วยบัตรเพียงใบเดียว! นอกจากนี้ บัตรผ่านยังมีส่วนลดในบางสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกตลอดการเดินทางในฮะโกะเนะอีกด้วย ซึ่งหมายความว่าคุณสามารถประหยัดเงินได้มากยิ่งขึ้น!

    ถ้าคุณคิดว่าการเที่ยวฮะโกะเนะแค่สองวันอาจจะไม่พอ ก็สามารถเพิ่มเป็นแบบ Hakone Freepass สำหรับสามวันได้ โดยที่สามารถใช้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ได้เหมือนเดิม

    ฮะโกะเนะ คือ จุดหมายปลายทางสำหรับหลบความวุ่นวายของเมืองใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลจากโตเกียว พร้อมด้วยกิจกรรมมากมายในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็น ธรรมชาติ, พิพิธภัณฑ์, จุดเยี่ยมชมชื่อดัง, ศาลเจ้า, น้ำพุร้อน, อาหารท้องถิ่น เป็นต้น และยังเหมาะกับการถ่ายภาพสวย ๆ ลงโซเชียลมีเดียอีกด้วย

    หากคุณกำลังมองหาวิธีที่คุ้มค่าที่สุดในการสำรวจฮะโกะเนะ ฉันขอแนะนำให้ใช้บัตร Hakone Freepass โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณมีเวลาจำกัด เพราะไม่เพียงแต่จะช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายแล้ว แต่ยังช่วยให้หมดกังวลในเรื่องของการวางแผนซื้อตั๋วสำหรับการเดินทางที่แสนวุ่นวายอีกด้วย และด้วยสิทธิพิเศษต่าง ๆ ที่มีให้และการเดินทางจากโตเกียวที่แสนง่ายดาย ฮาะโกะเนะถือเป็นอีกสถานที่ที่ไม่ควรพลาดสำหรับการไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นเป็นอย่างยิ่ง!

    *บทความนี้เป็นความร่วมมือกันกับจังหวัดคานากาว่า

    เว็บไซต์ Tokyo Day Trip : ฮะโกะเนะ