แวะชิมราเม็ง 3 แบบจาก 3 ร้านยอดนิยมที่ฮอกไกโด

  • ย่านต่างๆ
  • ร้านอาหาร
  • อาหาร
  • ฮอกไกโด
  • เมื่อเดินทางไปยังจังหวัดฮอกไกโด คุณจะพบว่าราเม็งเป็นอาหารอันโอชะที่พบได้ในทุกฤดูกาล โดยราเม็งของฮอกไกโดจะมีหลากหลายรูปแบบด้วยกัน ซึ่งในครั้งนี้เราจะขอกล่าวถึงราเม็งที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางของทั้ง 3 เมืองซึ่งอยู่ในจังหวัดฮอกไกโด อันได้แก่ เมืองซัปโปโร เมืองฮาโกดาเตะ และเมืองอาซาฮิกาวะ ซึ่งราเม็งของแต่ละเมืองจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว อย่างไรก็ตามราเม็งเหล่านี้ก็มีลักษณะบางอย่างที่เหมือนกัน เช่น การใช้เส้นราเม็งแบบหยิก ยกเว้นของเมืองฮาโกดาเตะที่ใช้แบบเส้นตรง ในส่วนของน้ำซุปนั้นจะมีส่วนประกอบของน้ำมันหรือน้ำมันหมูเป็นจำนวนมาก เนื่องจากที่จังหวัดฮอกไกโดมีสภาพอากาศที่หนาวเย็น อีกทั้งเป็นการป้องกันจากการเย็นตัวอย่างรวดเร็วของเส้นและน้ำซุป นอกจากนี้ในส่วนของเครื่องโรยหน้าราเม็งจะประกอบด้วย ต้นหอม หน่อไม้ และหมูชาชูเป็นหลัก และอาจมีการใส่ผลผลิตประจำท้องถิ่น เช่น ข้าวโพด เนย ปู หอยเชลล์ และหอยนางรม ลงไปในราเม็งซุปทะเล หรือรูปแบบสูตรที่มีราคาสูงขึ้นไปอีก

    ราเม็ง 3 อันดับสุดฮิตในฮอกไกโด

    ต่อไปนี้จะกล่าวถึงลักษณะสำคัญของราเม็ง 3 อันดับแรกในฮอกไกโด:

    1. ซัปโปโร ราเม็ง (Sapporo ramen; 札幌ラーメン)

    • ส่วนใหญ่ใช้บะหมี่เส้นหยักหนาปานกลาง
    • ซุปมิโซะจะทำจากผักผัดกับน้ำมันหมู กระเทียม และซุปกระดูกหมู
    • เริ่มแรกนั้นจะเป็นซุปเกลือโดยพ่อครัวชาวจีน แต่หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้ลี้ภัยชาวแมนจูเรียได้นำมาซึ่งความนิยมของซุปโชยุ (ซอสถั่วเหลือง) และต่อมาราเม็งซุปมิโซะก็ได้กลายเป็นราเม็งที่ขึ้นชื่อของซัปโปโร

    2. ฮาโกดาเตะ ราเม็ง (Hakodate ramen; 函館ラーメン)

    • ส่วนใหญ่ใช้บะหมี่เส้นตรงและบาง
    • ซุปเกลือทำจากซุปกระดูกหมูแบบใส
    • มีส่วนประกอบของน้ำมันเล็กน้อย
    • ในฮาโกดาเตะ มีร้านราเม็งค่อนข้างน้อย เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นร้านอาหารจีน

    3. อาซาฮิคาวะ ราเม็ง (Asahikawa ramen; 旭川ラーメン)

    • ส่วนใหญ่ใช้บะหมี่เส้นหยักบางหรือหนาปานกลาง
    • ใช้ซุปซอสถั่วเหลือง ซึ่งมักจะเป็นซุปที่ผสมระหว่างอาหารทะเลกับกระดูกหมู หรือกระดูกไก่กับผัก ส่วนมิโซะอาจถูกนำมาใช้ในบางครั้ง เพื่อเพิ่มระดับความหวานของน้ำซุป แต่รสชาติก็ยังแตกต่างกับราเม็งซัปโปโร
    • มีความมันมากกว่า ด้วยการเทน้ำมันร้อนลงบนซุปเพื่อให้ฟิล์มของน้ำมันคลุมน้ำซุปและเส้นบะหมี่ เพื่อป้องกันการเย็นลงอย่างรวดเร็วของราเม็ง โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวเมื่ออุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง
    • ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ราเม็งจะเป็นน้ำซุปใสมีรสชาติที่เบากว่า แต่เมื่อเปลี่ยนเป็นแบบซอสถั่วเหลือง ราเม็งนี้ก็กลายเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางตั้งแต่ช่วงหลังสงคราม

    เมื่อคุณต้องเผชิญหน้ากับตัวเลือกของเมนูที่มากมายกับเวลาอันน้อยนิดในการชิมราเม็งเหล่านี้ ขอแนะนำให้เดินทางไปยังสถานที่ดังต่อไปนี้ เพื่อแก้ปัญหาที่คิดไม่ตกนี้? คุณสามารถลิ้มลองราเม็งหลายรูปแบบได้ภายในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งสามารถทำได้โดยสะดวก แม้ว่าสภาพอากาศจะไม่เป็นดั่งที่คุณต้องการ เช่น อากาศร้อนหรือเย็นเกินไป นอกจากนี้คุณก็ไม่ต้องเปลี่ยนร้านอาหารจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งที่อยู่ห่างไกลกัน เพียงเพื่อที่จะลองชิมราเม็งที่ต่าง ๆ

    1. ตรอกกันโซ ซัปโปโร ราเม็ง โยโคะโจว (Ganso Sapporo Ramen Yokocho)

    A post shared by Konitan (@konitanzz) on

    ตรอกกันโซ ซัปโปโร ราเม็ง โยโคะโจว เป็นตรอกที่มีเสน่ห์แถมชวนให้คิดถึงบรรยากาศในอดีต ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นแหล่งกำเนิดของซัปโปโรมิโซะราเม็ง เริ่มต้นจากที่มีร้านค้าเพียง 8 ร้านในปี 1951 และเป็นที่รู้จักในชื่อ โคราคุ ราเม็ง เมเทนไก (Kouraku Ramen Meitengai; 公楽ラーメン名店街)

    ที่ตั้งปัจจุบันอยู่ที่ย่านซูซูกิโนะ ซึ่งเป็นจุดท่องเที่ยวยอดนิยม มีร้านราเม็งชื่อดังมากมายจำนวน 17 ร้าน เช่น ร้าน Shirakaba Sansou (เฉพาะภาษาญี่ปุ่น), ร้าน Rairaiken (เฉพาะภาษาญี่ปุ่น) ร้าน Ichikura (เฉพาะภาษาญี่ปุ่น) ซึ่งเป็นหนึ่งในลิสต์ของ Michelin Hokkaido Guide 2012 และ ร้าน Shimijimi (เฉพาะภาษาญี่ปุ่น) ซึ่งใช้ซุปหอยจากจังหวัดอะบะชิริ (Abashiri)

    บริเวณเดียวกันนั้น ยังมีตรอกราเม็งที่มีชื่อคล้ายกัน คือ ตรอกชิน ราเม็ง โยโคะโจว (Shin Ramen Yokocho) หรือ “ตรอกราเม็งใหม่” แต่ทั้งสองตรอกนี้ไม่ได้มีความสัมพันธ์กัน ตรอกชิน ราเม็ง โยโคะโจะ มีจำนวนร้านน้อยกว่าและตั้งอยู่ที่ชั้น 1 อาคาร Green Building 3 ในขณะที่ตรอกกันโซ ซัปโปโร ราเม็ง โยโคโจะตั้งอยู่ภายในอาคาร N. Grande Building 1 ซึ่งติดถนนสายหลักใกล้ทางออกจากสถานีรถไฟใต้ดิน ทั้งสองแห่งนี้เราสามารถเดินทางได้โดยรถไฟใต้ดินสายนัมโบคุ (Namboku) ลงที่สถานีซูซูกิโนะทางออกหมายเลข 3 หรือสายโทโฮ (Toho) ทางออกหมายเลข 4

    เว็บไซต์ตรอก Ganso Sapporo Ramen Yokocho *เฉพาะภาษาอังกฤษ
    การเดินทาง

    2. ซัปโปโร ราเม็ง รีพับบลิค (Sapporo Ramen Republic)

    ซัปโปโร ราเม็ง รีพับบลิค (Sapporo Ramen Republic) เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2004 และอยู่ที่ชั้น 10 ของศูนย์การค้า Esta ซึ่งเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟซัปโปโร (JR Sapporo) ภายในร้านจะตกแต่งให้มีบรรยากาศแบบยุคโชวะที่ 30 คือ “พรมแดนราเม็งตอนเหนือ” และคนที่ฮอกไกโดได้เลือกที่นี่ให้เป็น Hokkaido Heritage Asset ในเดือนตุลาคมปี 2001

    ที่นี่ได้รวบรวมราเม็งชื่อดังจำนวน 8 ร้านจากหลายเมือง ได้แก่ เมืองซัปโปโร, เมืองฮาโกดาเตะ, เมืองโอตารุ, เมืองโอบิฮิโระ และเมืองอาซาฮิคาวะ เพื่อให้คุณสามารถเพลิดเพลินกับราเม็งแบบต่าง ๆ ภายในบริเวณเดียวกันได้อย่างง่ายดาย หากต้องการทราบว่ามีร้านอะไรบ้าง คุณสามารถดูได้จากวิดีโอทางด้านบน

    นอกจากการทานราเม็งที่แสนอร่อยแล้ว คุณยังสามารถซื้อราเม็งสำเร็จรูปที่มีรสชาติเหมือนต้นตำหรับ เพื่อนำไปทำทานที่บ้านหรือมอบให้กับเพื่อนและครอบครัวไว้เป็นของที่ระลึกก็ได้ นอกจากนี้ลูกค้ายังมีส่วนร่วมในการโหวตลงคะแนนให้กับราเม็งที่ชื่นชอบในการแข่งขัน Ramen King อีกด้วย

    เวลาเปิดทำการของซัปโปโร ราเม็ง รีพับบลิค คือ 11.00 น. ถึง 22.00 น. แต่เวลาทำการของแต่ละร้านจะแตกต่างกัน ดังนั้นควรหาข้อมูลเวลาทำการในเว็บไซต์ก่อน และร้านที่นี่รับแต่เงินสด ยกเว้นร้านขายของที่ระลึกที่สามารถรับบัตรเครดิตได้

    เว็บไซต์ซัปโปโร ราเม็ง รีพับบลิค *เฉพาะภาษาญี่ปุ่น
    การเดินทาง

    3. หมู่บ้านราเม็งอาซาฮิคาวะ (Asahikawa Ramen Village)

    หมู่บ้านราเม็งอาซาฮิคาวะ (Asahikawa Ramen Village) ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม 1996 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อโปรโมทราเม็งในท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จักทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีราเม็งร้านดังจำนวน 8 ร้าน เช่น ร้าน Santouka และร้าน Baikoken ซึ่งปัจจุบันมีสาขาอยู่ที่ต่างประเทศด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีร้าน Aoba ซึ่งเปิดมาตั้งแต่ปี 1947 อีกด้วย

    ที่นี่ตั้งอยู่ภายในศูนย์การค้า Powers ซึ่งเดินทางจากสถานีรถไฟอาซาฮิคาวะ (JR Asahikawa) เพียง 20 นาทีโดยรถยนต์ เวลาเปิดทำการคือ 11.00 น. – 20.00 น. ของทุกวัน หากคุณกำลังมองหาราเม็งอาซาฮิคาวะที่ดีที่สุดแล้วหละก็ คุณไม่ควรพลาดที่แห่งนี้!

    เว็บไซต์หมู่บ้านราเม็งอาซาฮิคาวะ *เฉพาะภาษาญี่ปุ่น
    การเดินทาง

    ตอนนี้คุณได้ทราบเกี่ยวกับราเม็งแบบต่าง ๆ ของฮอกไกโดแล้ว รวมถึงสถานที่ที่ดีที่สุดที่จะได้ลองรสชาติราเม็งแบบต่าง ๆ ครั้งหน้าอย่าลืมแวะมาชิมราเม็งที่ฮอกไกโดนะคะ