5 เหตุผลที่ทำให้ภาษาญี่ปุ่นง่าย (กว่า) การเรียนภาษาอื่น?

  • ภาษา
  • มีเหตุผลมากมายที่ทำให้คุณอยากจะเรียนภาษาญี่ปุ่น บางคนอาจจะอยากเรียนเพราะชอบดูอนิเมะหรือชอบเล่นวิดีโอเกมญี่ปุ่น บางคนอาจจะอยากเรียนเพราะต้องการเดินทางมาที่ญี่ปุ่น บางคนอาจจะเรียนเนื่องจากมีความจำเป็นในหน้าที่การงาน แต่หลายครั้งที่การเรียนภาษาญี่ปุ่น อาจทำให้ผู้เรียนรู้สึกท้อไปกับระบบตัวอักษรที่มีอยู่มากมายและยากมาก

    แต่ถ้าคุณอยากเรียนภาษาญี่ปุ่น ก็อย่าพิ่งท้อไปนะ! บางส่วนของภาษาญี่ปุ่นนั้นง่ายมาก นี่คือ 5 มุมของภาษาญี่ปุ่นที่จะทำให้คุณเข้าใจว่า มันไม่ได้ยากอย่างที่คุณคิด

    1. รูปแบบของ Tag questions

    เวลาที่เรียนภาษาอังกฤษ หลายคนมักจะรู้สึกว่าการตั้งคำถามประเภท Tag questions (ประโยคคำถามสั้น ๆ ที่ต่อท้ายประโยคหน้าในเชิงถามกลับ) ในภาษาอังกฤษนั้นเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่คนญี่ปุ่นต้องมาเรียนภาษาอังกฤษ อย่างรูปประโยคแบบคำถาม เช่น “don’t they?” “isn’t he?” “aren’t you?” เป็นอะไรที่เข้าใจได้ยากมากสำหรับคนญี่ปุ่น การใช้ Tag question ในภาษาอังกฤษนั้น ถ้าประโยคหน้าเป็นคำถาม Tag question ต้องเป็นรูปบอกเล่า และถ้าประโยคหน้ามาในรูปปฏิเสธ Tag question ต้องเป็นประโยคบอกเล่า

    แต่ภาษาญี่ปุ่นนั้นไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเลย เพียงแค่เติมคำว่า “ね (เนะ)” เข้าไปหลังประโยคเท่านั้น ก็จะสามารถเปลี่ยนประโยคนั้นให้กลายเป็น Tag question ที่ใช้ในการเน้นถามประโยคข้างหน้าซ้ำได้อย่างง่ายดาย!

    2. คํานามเอกพจน์และคำนามพหูพจน์นั้นเหมือนกัน

    เรามักจะต้องเติมตัว “s” ในคำนามภาษาอังกฤษเพื่อเปลี่ยนให้เป็นคำนามพหูพจน์ แต่ภาษาอังกฤษก็มีข้อยกเว้นมากมายสำหรับกฏนี้เช่น ผู้หญิง woman (women), ห่าน goose (geese) และเท้า foot (feet) การสะกดคำนามพหูพจน์ในภาษาอังกฤษนั้นจะขึ้นอยู่กับตัวอักษรตัวสุดท้ายของคำ ๆ นั้น นี่เป็นสิ่งที่ทำให้คนที่ต้องเรียนภาษาอังกฤษต่างมึนไปตาม ๆ กัน

    ภาษาญี่ปุ่นนั้นไม่มีพหูพจน์ คํานามเอกพจน์และคำนามพหูพจน์นั้นเหมือนกัน! คุณไม่ต้องเปลี่ยนคำเพื่ออธิบายว่าสิ่งที่คุณพูดถึงนั้นมีหนึ่งชิ้นหรือมากกว่าหนึ่งชิ้น

    3. ไม่มีการเน้นคำและไม่มีโทนเสียงสูงเสียงต่ำ

    ในภาษาอังกฤษจะมีการเน้นเสียงในการออกเสียงคำแต่ละคำ นี่เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้การเรียนภาษาอังกฤษนั้นยาก ภาษาญี่ปุ่นนั้นไม่มีการเน้นตัวอักษรใดเป็นพิเศษและการพูดเน้นตัวอักษรในสำเนียงต่าง ๆ ของภาษาญี่ปุ่นก็ไม่ได้เปลี่ยนความหมายของคำ ๆ นั้นไปอย่างสิ้นเชิงเหมือนในหลายภาษา

    ภาษาญี่ปุ่นไม่มีโทนเสียงสูงเสียงต่ำเหมือนในภาษาจีนกลางหรือจีนกวางตุ้ง หรือภาษาไทย ที่คุณสามารถเปลี่ยนความหมายของคำได้โดยการออกเสียงที่แตกต่างกันออกไป แม้ว่าภาษาญี่ปุ่นจะใช้ตัวอักษรคันจิที่รับมาจากภาษาจีน แต่ก็ไม่ใช้โทนเสียงเพื่อเปลี่ยนความหมายแบบภาษาจีน ซึ่งนี่คืออีกด้านหนึ่งที่ทำให้ภาษาญี่ปุ่นฟังดูง่ายขึ้นมาเลย!

    4. คุณสามารถพูดแค่คำคุณศัพท์อย่างเดียวได้

    ในภาษาอังกฤษ ถ้าคุณพูดว่า หนาว! (Cold!) คุณจะดูเหมือนคนที่พูดภาษาอังกฤษได้แบบถู ๆ ไถ ๆ เป็นคำ ๆ เท่านั้น เพราะคุณต้องพูดว่า “it’s cold” เพื่อให้เป็นประโยคที่ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ แต่ในภาษาญี่ปุ่น คุณสามารถพูดแค่คำคุณศัพท์อย่างเดียวก็ได้ตราบใดที่คำพูดนั้นมันเหมาะสมกับสถานการณ์ เช่น คิเร/ きれい (สวย), คาวาอิ/ 可愛い (น่ารัก), ซามุย/ 寒い (หนาว), อัตซึย/ 暑い (ร้อน), ฮาไย/ 早い (เร็ว) คุณสามารถพูดขึ้นมาโดด ๆ เพื่ออธิบายถึงสถานการณ์และบริบทต่าง ๆ ได้เลย

    5. การสะกดตัวอักษร

    การสะกดตัวอักษรในภาษาอังกฤษนั้น เป็นเรื่องน่าปวดหัวแม้กระทั่งสำหรับเจ้าของภาษาเอง แต่สำหรับภาษาญี่ปุ่นแล้ว เมื่อคุณเรียนรู้ที่จะสะกดคำในภาษาฮิรางานะหรือโรมันจิ คุณก็ไม่ต้องจำข้อยกเว้นอะไรเพิ่มอีกเลย เพราะมันจะสะกดเหมือนเดิมตลอด เพียงแค่ต้องเรียนการอ่านตัวอักษรคันจิเท่านั้น และไม่ต้องห่วงเรื่องกฏข้อยกเว้นในการสะกดคำ

    การเรียนรู้ภาษาญี่ปุ่นนั้นไม่ง่าย แต่มันทั้งสนุกและมีประโยชน์มากหากคุณสามารถเรียนจนสามารถใช้ในชีวิตจริงได้ เราหวังว่าคุณจะกล้าและมั่นใจในการเรียนภาษาญี่ปุ่นมากขึ้นหลังจากที่ได้อ่านบทความนี้นะ!