คู่มือการเขียนชื่อในภาษาญี่ปุ่นอย่างถูกต้อง

  • ภาษา
  • เคล็ดลับ
  • ภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาที่ดูสวยงามเมื่อถูกบรรจงเขียนลงบนกระดาษ การเขียนตัวอักษรแบบญี่ปุ่นโดยใช้พู่กันนั้น เป็นงานศิลปะที่ได้รับความนิยมและเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่แสดงออกถึงความงามของตัวอักษรคันจิที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน การเขียนภาษาญี่ปุ่นนั้น เป็นภาษาที่มีรูปทรงเป็นศิลปะในตัวเองอยู่แล้ว และมันเป็นเรื่องสนุกที่สามารถเขียนตัวอักษรและคำที่คุณรู้จักได้

    สำหรับชาวต่างชาติที่ไม่ได้ใช้ตัวอักษรคันจิในการเขียนชื่อจะต้องใช้ตัวอักษรคาตาคานะ ซึ่งเป็นตัวอักษรญี่ปุ่นที่ใช้สำหรับเขียนคำที่มาจากภาษาต่างประเทศในการสะกดชื่อของคุณ บทความนี้จะให้คำแนะนำวิธีการเขียนชื่อของคุณเองในภาษาญี่ปุ่น

    ตัวอักษร

    ไม่มีคำอ่านในภาษาญี่ปุ่นที่ใช้เทียบแต่ละตัวอักษรของภาษาอังกฤษหรือภาษาไทยได้แบบลงตัวเป๊ะ ๆ สมมติลองใช้ชื่อ “James” เป็นตัวอย่าง การเขียนชื่อ “James” ในภาษาญี่ปุ่น คุณจะไม่สามารถหาอักษรแทนตัว “J” “A” ได้แบบลงตัวเป๊ะ ๆ และอาจมีวิธีสะกดที่ทำให้ออกเสียงต่างออกไปจากต้นฉบับเล็กน้อย

    ตัวอักษรภาษาญี่ปุ่น: ฮิรางานะและคันจิ vs. คาตาคานะ

    ชื่อภาษาญี่ปุ่นมักเขียนด้วยตัวอักษรคันจิ ซึ่งเป็นอักษรชนิดที่สามและมีความซับซ้อนที่สุด มีต้นกำเนิดมาจากภาษาจีน โดยตัวอักษรคันจิแต่ละตัวเป็นรูปสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความหมายต่าง ๆ แต่ละตัวสามารถอ่านได้หลายแบบ สำหรับอักษรคันจิที่มีความหมายที่ดี มักถูกเลือกให้ใช้เป็นชื่อของเด็กญี่ปุ่น เช่น Fujiko (บุตรแห่งภูเขาฟูจิ) หรือ Eri (ของขวัญล้ำค่า)

    หากว่าคุณไม่มีชื่อภาษาญี่ปุ่น จะต้องใช้ตัวอักษรญี่ปุ่นอย่าง “คาตาคานะ” ซึ่งใช้สำหรับสะกดคำในภาษาต่างประเทศ เช่น “Bottle” (ボトル/ botoru) ขวด, “Locker” (ロッカー/lokka) ตู้ล็อกเกอร์, “Table” (テーブル/ te-buru) โต๊ะ, “Television” (テレビ) ทีวี

    สำหรับคนที่เรียนภาษาญี่ปุ่น ตัวอักษรชนิดแรกที่ทุกคนต้องรู้จักในการเริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่น คือ ตัวอักษรฮิรางานะ ใช้เป็นคำศัพท์ตามไวยากรณ์และแทนเสียงที่ประกอบขึ้นจากตัวอักษรคันจิเพื่อสร้างคำ

    แต่อย่าเพิ่งกังวลกับตัวอักษรที่มีอยู่มากมายนะคะ เพราะคุณไม่จำเป็นต้องเรียนรู้อักษรเหล่านี้ทั้งหมดเพื่อให้เขียนชื่อของคุณได้ แม้ว่าจะมีกฎอยู่หลายอย่างเมื่อพูดถึงการผสมเสียงหรือการสะกดภาษาญี่ปุ่นก็ตาม แต่ก็ค่อนข้างง่ายที่จะเลือกใช้

    สิ่งสำคัญ คือ ต้องรู้ว่าตัวอักษรแต่ละตัวนั้น ออกเสียงอย่างไรก่อนที่คุณจะเลือกเขียนชื่อของตัวเอง ลองใช้เสียงสระห้าเสียง เช่น ア (อะ), イ (อิ), ウ (อุ), エ (เอะ) และ オ (โอะ) เป็นพื้นฐาน เพราะเสียงสระยังคงออกเสียงเหมือนเดิมจากตัวอักษรทั้งหมด (ตัวอย่างเช่นเสียง “อะ ア” ใน “กะ カ”, “สะ” サ, “ตะ タ” ทั้งหมดออกเสียงสระเหมือนกัน)

    เราลองมาดูตัวอย่างวิธีการเทียบเสียง อะ อิ อุ เอะ โอะ เพื่อสะกดคำในภาษาอังกฤษกัน ตัวอย่าง:

    อะ ア – แทนเสียง “father”
    อิ イ – แทนเสียง “eat”
    อุ ウ – แทนเสียง “loop”
    เอะ エ – แทนเสียง “elephant”
    โอะ オ – แทนเสียง “orange”

    สระเสียงยาว

    การออกเสียงในภาษาญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะเป็นเสียงสั้น ไม่มีการเน้นเสียงมากนักในคำศัพท์ภาษาญี่ปุ่น – พยางค์ทั้งหมดส่วนใหญ่จะมีความยาวเสียงเท่ากัน เว้นแต่ว่าจะมีสระที่ออกเสียงยาวมาประกอบเพิ่ม ตัวอย่างเช่น “う (อุ)” หลังจากเติม “お (โอ)” จะได้เสียงที่ยาวขึ้น เช่น すもう- sumou (กีฬาซูโม่) และ ありがとう- arigatou (ขอบคุณ) และในกรณีที่ชื่อของคุณต้องออกเสียงยาวก็ให้เพิ่มสัญลักษณ์ที่คล้ายกับยัติภังค์หรือเครื่องหมายขีด (ー) เข้าไปด้วย เช่น ニッター (Nittha/ นิษฐา), パッタヤー (Pattaya/ พัทยา) เป็นต้น
     
    นี่คือ ตัวอย่างของคำที่มีสระเสียงยาว คุณอาจสังเกตเห็นสองคำที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ซึ่งก็คือ “Locker” (ロッカー/lokka) ตู้ล็อกเกอร์,และ “Table” (テーブル/ te-buru)

    • サービス (sa-bisu) หมายถึง “Service (การบริการ)” โดยไม่มีเครื่องหมายขีด “-” ตัว “サ (sa)” จะออกเสียงสั้นมากทำให้เสียงเหมือนกับคำว่า “sabiss” ด้วยการยืดเสียงสระนี้ ก็จะมีเสียงที่ฟังดูใกล้เคียงกับต้นฉบับมากขึ้น
    • テーブル (te-buru) หมายถึง “Table (โต๊ะ)” ออกเสียงคล้ายกับ “サービス” โดยใช้เครื่องหมายขีด “-” ให้กลายเป็นเสียงที่ยาวขึ้น
    • メール (me-ru) หมายถึง “Mail (เมล์)” สำหรับคำนี้ได้ใช้เครื่องหมายขีดมาวางไว้ตรงกลาง เพื่อให้เป็นเสียงที่ยาวขึ้น (หมายเหตุ: ไม่มีเสียงที่ใช้แทนตัว “L” ในภาษาญี่ปุ่น ดังนั้น คำที่ลงท้ายด้วย “L” ในภาษาอังกฤษจะถูกแทนที่ด้วย “ル” ซึ่งจะมีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ในภายหลัง)
    การออกเสียง ไม่ใช่การสะกดคำ

    อีกเทคนิคหนึ่งที่สำคัญเมื่อเขียนชื่อของคุณก็คือ ให้ค้นหาคำที่มีการออกเสียงใกล้เคียงที่สุด! (ไม่ใช่การสะกดคำที่ใกล้เคียงที่สุด) เนื่องจากเสียงสระในภาษาญี่ปุ่นนั้นจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกันกับภาษาอังกฤษ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าชื่อของคุณ คือ “David” และคุณใช้การสะกดคำใกล้เคียงที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ชื่อของคุณจะมีเสียงเหมือน “Dabiddo” (ダビッド) ดังนั้น การเขียนว่า “De-biddo” (デービッド) จะเป็นเสียงผสมของเสียงสระที่ตรงกับต้นฉบับมากที่สุด

    ถ้าอักษรจากชื่อของคุณไม่มีอยู่ในภาษาญี่ปุ่น?

    รูปของผู้เขียน

    ในภาษาญี่ปุ่นนั้นไม่มีเสียงตัวอักษร “L” “X” “Q” “V” “TH” หรือพยัญชนะผสม เช่น “TR” “CR” “SL” “PL” หากคุณมีชื่อที่เขียนด้วยอักษรเหล่านี้ในภาษาอังกฤษ การเขียนชื่อของคุณเป็นภาษาญี่ปุ่นอาจเป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่ก็เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ ลองดูจากรูปด้านบนเป็นตัวอย่างได้นะคะ

    มาเขียนชื่อของคุณเป็นภาษาญี่ปุ่นกัน!

    ตอนนี้คุณน่าจะพอเข้าใจแนวคิดเกี่ยวกับตัวอักษรและการออกเสียงในภาษาญี่ปุ่นแล้ว ถึงเวลาเขียนชื่อของคุณแล้วล่ะ!

    ก่อนอื่น ลองแบ่งชื่อของคุณออกเป็นพยางค์ โดยปกติจะมีหนึ่งถึงสี่พยางค์ เมื่อคุณทำเสร็จแล้วให้คิดว่าเสียงอักษรคาตาคานะตัวใดใกล้กับพยางค์ในชื่อของคุณมากที่สุด อย่าลืมยืดเสียงสระเมื่อจำเป็น

    ลองกลับไปดูตัวอย่างก่อนหน้านี้กับคำว่า “James” เป็นภาษาอังกฤษพยางค์เดียว แต่เมื่อเขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นจะออกเสียงสามพยางค์ เนื่องจากมีการออกเสียงแยกอยู่หลายจุด การออกเสียงตามพยางค์จะเป็นแบบนี้:

    Je – mu zu (James)

    “Je” ต้องออกเสียงยาวขึ้นเพราะเป็นอักษรสองตัวแรกในชื่อ “James” ที่ถูกเน้นเสียง “Je- (ジェー) mu (ム) zu (ズ)” การเขียนชื่อในภาษาญี่ปุ่นจะมีลักษณะดังนี้:

    ジェームズ

    “James” เป็นชื่อที่มีความซับซ้อนในการเขียนเป็นภาษาญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเหตุผลที่ผู้เขียนใช้ชื่อนี้เป็นตัวอย่าง เพราะการเขียนชื่ออื่น ๆ อาจไม่ใช่เรื่องยากนัก

    ตัวอย่างของชื่อที่เขียนง่าย:

    • Stephanie (Su te fa ni –) ステファニー
    • Jack (Ja kku) ジャック
    • Lisa (Ri sa) リサ
    • Harry (Ha ri –) ハリー
    • Lee (Ri –) リー
    • Alan (A ra n) アラン
    • Ryan (Ra i a n) ライアン

    และทั้งหมดนี้ก็คือ วิธีที่คุณสามารถเขียนชื่อของตัวเองได้อย่างถูกต้องในภาษาญี่ปุ่น! อย่าลืมไปลองฝึกกันดูนะคะ